ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ขราทิยชาดก
ชาดกที่ ๑๕ · เอกกนิบาตชาดก · สีลวรรค

ขราทิยชาดก

ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕ · บรรทัด ๙๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากขราทิยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อฏฺขุรํ ขราทิเยดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุนั้นว่ายากไม่รับโอวาท ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอว่ายากไม่รับโอวาทจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่าแม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่รับ โอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ว่ายากจึงติดบ่วงถึงความสิ้นชีวิต แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นมฤคแวดล้อมด้วยหมู่เนื้ออยู่ในป่า ลำดับนั้น เนื้อผู้เป็นน้องสาวมฤคนั้นแสดงบุตรน้อยแล้วให้รับเอาด้วยคำพูดว่า ข้าแต่พี่ชายนี้เป็นหลานของพี่ พี่จงให้เรียนมายาเนื้ออย่างหนึ่ง มฤคนั้นกล่าวกะหลานนั้นว่า ในเวลาชื่อโน้น เจ้าจงมาเรียนเอา เนื้อผู้หลานไม่มาตามเวลาที่พูดไว้เมื่อล่วงไป ๗ วัน เหมือนดังวันเดียว เนื้อผู้เป็นหลานนั้นไม่ได้เรียนมายาของเนื้อท่องเที่ยวไป จึงติดบ่วง ฝ่ายมารดาของเนื้อนั้น เข้าไปหามฤคผู้พี่ชายแล้วถามว่าข้าแต่พี่ พี่ไห้หลานเรียนมายาของเนื้อแล้วหรือ ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เจ้าอย่าคิดเสียใจต่อบุตรผู้ไม่รับโอวาทสั่งสอนนั้น บุตรของเจ้าไม่เรียนเอามายาของเนื้อเอง เป็นผู้ไม่มีความประสงค์จะโอวาทเนื้อนั้นเลย ในบัดนี้ จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ดูก่อนนางเนื้อขราทิยา ฉันไม่สามารถจะสั่งสอน เนื้อตัวนั้น ผู้มี ๘ กีบ มีเขาคดแค่โคนเขาจนถึงปลาย เขา ผู้ล่วงเลยโอวาทเสียตั้ง ๗ วันได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺขุรํ ได้แก่ มีกีบ ๘ กีบ โดยเท้าข้างหนึ่งๆ มี ๒ กีบ พระโพธิสัตว์เรียกนางเนื้อนั้นโดยชื่อว่า ขราทิยา บทว่า มิคํ เป็นคำรวมถือเอาเนื้อทุกชนิด. บทว่า วงฺกาติวงฺกินํ ได้แก่ คดยิ่งกว่าคด คือ คดตั้งแต่ที่โคนเขา คดมากขึ้นไปถึงปลายเขา ชื่อว่าผู้มีเขาคดแต่โคนจนถึงปลายเขา เพราะเนื้อนั้นมีเขาเป็นเช่นนั้น. จึงชื่อว่าเขาคดแต่โคนจนถึงปลายเขา คือ มีเขาคดแต่โคนเขา จนถึงปลายเขานั้น. บทว่า สตฺตกาเลหติกฺกนฺตํ ได้แก่ ผู้ล่วงเลยโอวาท โดยเวลาเป็นที่ให้โอวาท ๗ วัน. ด้วยบทว่าน นํ โอวทิตุสฺสเห นี้ ท่านแสดงว่า เราไม่อาจให้โอวาทเนื้อผู้ว่ายากนี้แม้ความคิดเพื่อจะโอวาทเนื้อนี้ ก็ไม่เกิดขึ้นแก่เรา.

ครั้งนั้น นายพรานฆ่าเนื้อที่ว่ายากตัวนั้นซึ่งติดบ่วง ถือเอาแต่เนื้อแล้วหลีกไป.

ฝ่ายพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้ว่ายากแต่ในบัดนี้ เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้ว่ายากเหมือนกัน ครั้น ทรงนำพระเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิกันแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า เนื้อผู้เป็นหลานในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ว่ายากในบัดนี้ แม่เนื้อผู้เป็นน้องสาวในกาลนั้น ได้เป็นพระอุบลวรรณา ในบัดนี้ ส่วนเนื้อผู้ให้โอวาทในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคตแล.

จบ ขราทิยชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๕๖–๒๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕ ขราทิยชาตกํ

อฏฺฐขุรํ ขราทิเยติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ ทุพฺพจภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร ภิกฺขุ ทุพฺพโจ โอวาทํ น คณฺหาติ ฯ อถ นํ สตฺถา ปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ ทุพฺพโจ โอวาทํ น คณฺหสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ สตฺถา ปุพฺเพปิ ตฺวํ ทุพฺพจตาย ปณฺฑิตานํ โอวาทํ อคเหตฺวา ปาเสน พนฺโธ ชีวิตกฺขยํ ปตฺโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มิโค หุตฺวา มิคคณปริวุโต อรญฺเญ วสติ ฯ อถสฺส ภคินี มิคี ปุตฺตกํ ทสฺเสตฺวา ภาติก อยนฺเต ภาคิเนยฺโย เอกํ มิคมายํ อุคฺคณฺหาเปหีติ ปฏิจฺฉาเปสิ ฯ โส ตํ ภาคิเนยฺยํ อสุกเวลาย นาม อาคนฺตฺวา อุคฺคณฺหาหีติ อาห ฯ โส วุตฺตเวลาย น คจฺฉติ ฯ ยถาเปกทิวสํ เอวํ สตฺตทิวเส อติกฺกนฺเต โส มิคมายํ อนุคฺคณฺหิตฺวา วิจรนฺโต ปาเส พชฺฌิ ฯ มาตาปิสฺส ภาตรํ อุปสงฺกมิตฺวา กินฺเต ภาติก ภาคิเนยฺโย มิคมายํ อุคฺคณฺหาปิโตติ ปุจฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต จ ตสฺส อโนวาทกสฺส มา จินฺตยิ น เต ปุตฺเตน มิคมายา อุคฺคณฺหิตาติ วตฺวา อิทานิ ตํ อโนวทิตุกาโมว หุตฺวา อิทํ คาถมาห

อฏฺฐขุรํ ขราทิเย มิคํ วงฺกาติวงฺกินํ

สตฺตกาเลหติกฺกนฺตํ น นํ โอวทิตุสฺสเหติ ฯ

ตตฺถ อฏฺฐขุรนฺติ เอเกกสฺมึ ปาเท ทฺวินฺนํ ทฺวินฺนํ ขุรานํ วเสน อฏฺฐขุรํ ฯ ขราทิเยติ ตํ นาเมน อาลปติ ฯ มิคนฺติ สพฺพสงฺคาหิกวจนํ ฯ วงฺกาติวงฺกินนฺติ มูเล วงฺกานิ อคฺเค อติวงฺกานีติ วงฺกาติวงฺกานิ ฯ ตาทิสานิ สิงฺคานิ อสฺส อตฺถีติ วงฺกาติวงฺกํ ฯ ตํ วงฺกาติวงฺกินํ ฯ สตฺตกาเลหติกฺกนฺตนฺติ สตฺตหิ โอวาทกาเลหิ โอวาทํ อติกฺกนฺตํ ฯ น นํ โอวทิตุสฺสเหติ เอตํ ทุพฺพจมิคํ อหํ โอวทิตุํ น อุสฺสหามิ เอตสฺส เม โอวาทตฺถาย จิตฺตมฺปิ น อุปฺปชฺชตีติ ทสฺเสติ ฯ

อถ นํ ทุพฺพจมิคํ ปาเสน พนฺธํ ลุทฺโท มาเรตฺวา มํสํ อาทาย ปกฺกามิ ฯ

สตฺถาปิ น ตฺวํ ภิกฺขุ อิทาเนว ทุพฺพโจ ปุพฺเพปิ ทุพฺพโจเยวาติ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ภาคิเนยฺยมิโค ทุพฺพจภิกฺขุ อโหสิ ภคินี อุปฺปลวณฺณา โอวาทกมิโค ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

ขราทิยชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๔. วาตมิคชาดกชาดกถัดไป๑๖. ติปัลลัตถมิคชาดก