ขราทิยชาดก
ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕ · บรรทัด ๙๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อฏฺขุรํ ขราทิเยดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นว่ายากไม่รับโอวาท ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอว่ายากไม่รับโอวาทจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่าแม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่รับ โอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ว่ายากจึงติดบ่วงถึงความสิ้นชีวิต แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นมฤคแวดล้อมด้วยหมู่เนื้ออยู่ในป่า ลำดับนั้น เนื้อผู้เป็นน้องสาวมฤคนั้นแสดงบุตรน้อยแล้วให้รับเอาด้วยคำพูดว่า ข้าแต่พี่ชายนี้เป็นหลานของพี่ พี่จงให้เรียนมายาเนื้ออย่างหนึ่ง มฤคนั้นกล่าวกะหลานนั้นว่า ในเวลาชื่อโน้น เจ้าจงมาเรียนเอา เนื้อผู้หลานไม่มาตามเวลาที่พูดไว้เมื่อล่วงไป ๗ วัน เหมือนดังวันเดียว เนื้อผู้เป็นหลานนั้นไม่ได้เรียนมายาของเนื้อท่องเที่ยวไป จึงติดบ่วง ฝ่ายมารดาของเนื้อนั้น เข้าไปหามฤคผู้พี่ชายแล้วถามว่าข้าแต่พี่ พี่ไห้หลานเรียนมายาของเนื้อแล้วหรือ ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เจ้าอย่าคิดเสียใจต่อบุตรผู้ไม่รับโอวาทสั่งสอนนั้น บุตรของเจ้าไม่เรียนเอามายาของเนื้อเอง เป็นผู้ไม่มีความประสงค์จะโอวาทเนื้อนั้นเลย ในบัดนี้ จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ดูก่อนนางเนื้อขราทิยา ฉันไม่สามารถจะสั่งสอน เนื้อตัวนั้น ผู้มี ๘ กีบ มีเขาคดแค่โคนเขาจนถึงปลาย เขา ผู้ล่วงเลยโอวาทเสียตั้ง ๗ วันได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺขุรํ ได้แก่ มีกีบ ๘ กีบ โดยเท้าข้างหนึ่งๆ มี ๒ กีบ พระโพธิสัตว์เรียกนางเนื้อนั้นโดยชื่อว่า ขราทิยา บทว่า มิคํ เป็นคำรวมถือเอาเนื้อทุกชนิด. บทว่า วงฺกาติวงฺกินํ ได้แก่ คดยิ่งกว่าคด คือ คดตั้งแต่ที่โคนเขา คดมากขึ้นไปถึงปลายเขา ชื่อว่าผู้มีเขาคดแต่โคนจนถึงปลายเขา เพราะเนื้อนั้นมีเขาเป็นเช่นนั้น. จึงชื่อว่าเขาคดแต่โคนจนถึงปลายเขา คือ มีเขาคดแต่โคนเขา จนถึงปลายเขานั้น. บทว่า สตฺตกาเลหติกฺกนฺตํ ได้แก่ ผู้ล่วงเลยโอวาท โดยเวลาเป็นที่ให้โอวาท ๗ วัน. ด้วยบทว่าน นํ โอวทิตุสฺสเห นี้ ท่านแสดงว่า เราไม่อาจให้โอวาทเนื้อผู้ว่ายากนี้แม้ความคิดเพื่อจะโอวาทเนื้อนี้ ก็ไม่เกิดขึ้นแก่เรา.
ครั้งนั้น นายพรานฆ่าเนื้อที่ว่ายากตัวนั้นซึ่งติดบ่วง ถือเอาแต่เนื้อแล้วหลีกไป.
ฝ่ายพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้ว่ายากแต่ในบัดนี้ เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้ว่ายากเหมือนกัน ครั้น ทรงนำพระเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิกันแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า เนื้อผู้เป็นหลานในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ว่ายากในบัดนี้ แม่เนื้อผู้เป็นน้องสาวในกาลนั้น ได้เป็นพระอุบลวรรณา ในบัดนี้ ส่วนเนื้อผู้ให้โอวาทในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคตแล.
จบ ขราทิยชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๕๖–๒๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5 Kharādiyajātakaṃ
aṭṭhakhuraṃ kharādiyeti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ dubbacabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So kira bhikkhu dubbaco ovādaṃ na gaṇhāti. Atha naṃ satthā pucchi saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu dubbaco ovādaṃ na gaṇhasīti. Saccaṃ bhagavāti. Satthā pubbepi tvaṃ dubbacatāya paṇḍitānaṃ ovādaṃ Agahetvā pāsena bandho jīvitakkhayaṃ pattoti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto migo hutvā migagaṇaparivuto araññe vasati. Athassa bhaginī migī puttakaṃ dassetvā bhātika ayante bhāgineyyo ekaṃ migamāyaṃ uggaṇhāpehīti paṭicchāpesi. So taṃ bhāgineyyaṃ asukavelāya nāma āgantvā uggaṇhāhīti āha. So vuttavelāya na gacchati. Yathāpekadivasaṃ evaṃ sattadivase atikkante so migamāyaṃ anuggaṇhitvā vicaranto pāse bajjhi. Mātāpissa bhātaraṃ upasaṅkamitvā kinte bhātika bhāgineyyo migamāyaṃ uggaṇhāpitoti pucchi. Bodhisatto ca tassa anovādakassa mā cintayi na te puttena migamāyā uggaṇhitāti vatvā idāni taṃ anovaditukāmova hutvā idaṃ gāthamāha
aṭṭhakhuraṃ kharādiye migaṃ vaṅkātivaṅkinaṃ
sattakālehatikkantaṃ na naṃ ovaditussaheti.
Tattha aṭṭhakhuranti ekekasmiṃ pāde dvinnaṃ dvinnaṃ khurānaṃ vasena aṭṭhakhuraṃ. Kharādiyeti taṃ nāmena ālapati. Miganti sabbasaṅgāhikavacanaṃ. Vaṅkātivaṅkinanti mūle vaṅkāni agge ativaṅkānīti vaṅkātivaṅkāni. Tādisāni siṅgāni assa atthīti vaṅkātivaṅkaṃ. Taṃ vaṅkātivaṅkinaṃ. Sattakālehatikkantanti sattahi ovādakālehi ovādaṃ atikkantaṃ. Na naṃ ovaditussaheti etaṃ dubbacamigaṃ ahaṃ ovadituṃ na ussahāmi etassa me ovādatthāya cittampi na uppajjatīti dasseti.
Atha naṃ dubbacamigaṃ pāsena bandhaṃ luddo māretvā maṃsaṃ ādāya pakkāmi.
Satthāpi na tvaṃ bhikkhu idāneva dubbaco pubbepi dubbacoyevāti idaṃ dhammadesanaṃ āharitvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā bhāgineyyamigo dubbacabhikkhu ahosi bhaginī uppalavaṇṇā ovādakamigo pana ahameva ahosīti.
Kharādiyajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗