มักกฏชาดก
ว่าด้วยลิง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๕ · บรรทัด ๑๒๓๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภภิกษุหลอกลวงรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่าตาต มาณวโก เอโส ดังนี้.
เรื่องราวจักมีแจ้งในอุททาลกชาดกในปกิณณกนิบาต. ก็ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้มิใช่หลอกลวงในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็เกิดเป็นลิงได้หลอกลวงเพราะเรื่องไฟ แล้วตรัสนำเรื่องอดีตมาเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ หมู่บ้านกาสี ครั้นเจริญวัยเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกสิลา ดำรงตนเป็นฆราวาส. ครั้นต่อมาพราหมณีภรรยาของพราหมณ์นั้นคลอดบุตรคนหนึ่งเมื่อบุตรวิ่งเที่ยวไปมาได้ พราหมณีก็ถึงแก่กรรม. พระโพธิสัตว์กระทำฌาปนกิจนางแล้วคิดว่า เราจะอยู่ครองเรือนไปทำไมจึงละพรรคพวกญาติมิตร ซึ่งพากันร่ำไห้พาบุตรเข้าไปยังป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤๅษีมีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารพำนักอยู่ ณ ที่นั้น. วันหนึ่งเมื่อฝนตกในฤดูฝน พระโพธิสัตว์ก่อไฟผิงนอนอยู่บนเครื่องลาดกระดาน. แม้บุตรของท่านซึ่งเป็นดาบสกุมาร ก็นั่งนวดเท้าของบิดา. มีลิงป่าตัวหนึ่งถูกความหนาวเบียดเบียน เห็นไฟที่บรรณศาลาของพระโพธิสัตว์ จึงคิดว่า หากเราจักเข้าไปในบรรณศาลานี้ เขาจักร้องว่า ลิงลิง แล้วโบยนำเราออกไป เราก็จักไม่ได้ผิงไฟ เอาละบัดนี้เรามีอุบายอย่างหนึ่ง เราจะปลอมเป็นดาบสทำการลวงเข้าไปจึงนุ่งผ้าเปลือกไม้ของดาบสที่ตายแล้วคนหนึ่ง ถือกระเช้า ขอและไม้เท้าอาศัยตาลต้นหนึ่งที่ประตูบรรณศาลายืนสั่นอยู่. ดาบสกุมารเห็นมันก็ไม่รู้ว่าเป็นลิง จึงบอกแก่ดาบสว่า มีดาบสแก่รูปหนึ่ง ถูกความหนาวเบียดเบียนคงจะมาขอผิงไฟ แล้วคิดว่าควรจะให้เข้าไปผิงยังบรรณศาลาหลังหนึ่ง เมื่อจะพูดกะบิดาจึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
พ่อจ๋า มาณพนั้นมายืนพิงต้นตาลอยู่ อนึ่ง เรือนของเรานี้ก็มีอยู่ ถ้ากระไรเราจะให้เรือน แก่มาณพนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มาณวโก เป็นชื่อของสัตว์. ท่านแสดงว่า พ่อจ๋า นั่นมาณพคือสัตว์ชนิดหนึ่ง คือดาบสรูปหนึ่ง. บทว่า ตาลมูลํ อปสฺสิโต ได้แก่ยืนพิงต้นตาลอยู่. บทว่า อคารกญฺจิทํ อตฺถิ ได้แก่ เรามีบ้านของนักบวชนี้ คือหมายถึงบรรณศาลา. บทว่า หนฺท เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งความเตือน. บทว่า เทมสฺส คารกํ ความว่า เราจะให้เรือนดาบสนี้อยู่ส่วนหนึ่ง.
พระโพธิสัตว์ได้ยินคำของบุตรจึงลุกขึ้นไปยืนดูที่ประตูบรรณศาลา รู้ว่าสัตว์นั้นเป็นลิง จึงบอกลูกว่า ลูกเอ๋ยธรรมดามนุษย์หน้าไม่เป็นอย่างนี้ดอก ลูกไม่ควรเรียกลิงเข้ามาในที่นี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าเรียกมันมาเลย มันเข้ามา แล้ว จะทำลายเรือนของเรา หน้าของพราหมณ์ ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ไม่เป็นอย่างนี้ดอก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทูเสยฺย โน อคารกํ ความว่า เจ้าสัตว์นี้แหละ เข้าไปในบรรณศาลานี้ จะทำลายเอาไฟเผาบรรณศาลาซึ่งทำได้ลำบากนี้เสีย หรือถ่ายอุจจาระเป็นต้น รดไว้. บทว่า เนตาทิสํ ได้แก่หน้าของพราหมณ์ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่เป็นเช่นนี้.
พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกว่านั่นลิงดังนี้แล้ว จึงคว้าคบไฟได้ดุ้นหนึ่งตวาดว่า เจ้าจะอยู่ที่นี่ทำไม แล้วขว้างให้มันหนีไป. ลิงก็ทิ้งผ้าเปลือกไม้ วิ่งขึ้นต้นไม้เข้าป่าไป. พระโพธิสัตว์เจริญพรหมวิหาร ๔ ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาทรงนําพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ลิงในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุหลอกลวงในครั้งนี้ ดาบสกุมารได้เป็นราหุล ส่วนดาบส คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถามักกฏชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๓๕–๑๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
3 Makkaṭajātakaṃ
tāta māṇavako esoti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kuhakaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.
Vatthu pakiṇṇakanipāte uddālakajātake āvibhavissati.
Tadā pana satthā bhikkhave nāyaṃ bhikkhu idāneva kuhako pubbepi makkaṭo hutvāpi aggissa kāraṇā kohaññaṃ akāsi yevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto Ekasmiṃ kāsikagāmake brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sippaṃ uggaṇhitvā gharāvāsaṃ saṇṭhapesi. Athassa brāhmaṇī ekaṃ puttaṃ vijāyitvā puttassa ādhāvitvā paridhāvitvā vicaraṇakāle kālamakāsi. Bodhisatto tassā petakiccaṃ katvā kiṃ me idāni gharāvāsena, puttaṃ gahetvā pabbajissāmīti assumukhaṃ ñātimittavaggaṃ pahāya puttaṃ ādāya himavantaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā tattha vanamūlaphalāhāro vāsaṃ kappesi. So ekadivasaṃ vassānakāle deve vassante sāradārūni jāletvā visibbento phalakaṭṭhantare 1- nipajji. Puttopissa tāpasakumārako pitu pāde sambāhanto nisīdi. Atheko vanamakkaṭo sītena pīḷiyamāno tassa paṇṇasālāya taṃ aggiṃ disvā sacāhaṃ ettha pavisissāmi, makkaṭo makkaṭoti maṃ pothetvā nīharissanti, aggiṃ visibbetuṃ na labhissāmīti atthi idāni me upāyoti tāpasavesaṃ gahetvā kohaññaṃ katvā pavisissāmīti cintetvā ekassa matatāpasassa vakkalāni nivāsetvā pacchiñca aṅkusañca yaṭṭhiñca gahetvā paṇṇasāladvāre ekaṃ tālarukkhaṃ nissāya saṅkuṭiko aṭṭhāsi. Tāpasakumārako taṃ disvā makkaṭabhāvaṃ ajānanto eko mahallakatāpaso sītena pīḷito aggiṃ visibbetuṃ āgato bhavissatīti tāpasassa kathetvā ekaṃ paṇṇasālaṃ pavesetvā visibbetuṃ vaṭṭatīti cintetvā pitaraṃ ālapanto paṭhamaṃ gāthamāha
@Footnote: 1 phalakattharetipi.
Tāta māṇavako eso tālamūlaṃ apassito,
agārakañcidaṃ atthi, handa demassagārakanti.
Tattha māṇavakoti sattādhivacanaṃ. Tena tāta eso eko māṇavo satto eko tāpasoti dīpeti. Tālamūlaṃ apassitoti tālakhandhaṃ nissāya ṭhito. Agārakañcidaṃ atthīti idañca amhākaṃ pabbajitāgāraṃ atthi, paṇṇasālaṃ sandhāya vadati. Handāti vavassaggatthe nipāto. Demassagārakanti etassa ekamante vasanatthāya agāraṃ dema.
Bodhisatto puttassa vacanaṃ sutvā uṭṭhāya paṇṇasāladvāre ṭhatvā olokento tassa makkaṭabhāvaṃ ñatvā tāta manussānaṃ nāma na evarūpaṃ mukhaṃ hoti, makkaṭo na yidha pakkositabboti vatvā dutiyaṃ gāthamāha
mā kho taṃ tāta pakkosi, dūseyya no agārakaṃ,
netādisaṃ mukhaṃ hoti brāhmaṇassa susīlinoti.
Tattha dūseyya no agārakanti ayaṃ hi idha paviṭṭho samāno imaṃ kicchena kataṃ paṇṇasālaṃ agginā vā jhāpento uccārādīni vā karonto dūseyya. Netādisanti na etādisaṃ brāhmaṇassa susīlino mukhaṃ hoti.
Makkaṭo esoti vatvā bodhisatto ekaṃ ummukaṃ gahetvā kiṃ ettha tiṭṭhasīti khipitvā taṃ palāpesi. Makkaṭopi vakkalāni chaḍḍetvā rukkhaṃ abhirūhitvā vanasaṇḍaṃ pāvisi. Bodhisatto cattāro Brahmavihāre bhāvetvā brahmalokaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā makkaṭo kuhakabhikkhu ahosi, tāpasakumāro rāhulo, tāpaso pana ahamevāti.
Makkaṭajātakaṃ tatiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗