สตธรรมชาดก
ว่าด้วยสตธรรมมาณพ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๗ · บรรทัด ๑๒๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่าง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเป็นต้นว่า ตญฺจ อปฺปญฺจ อุจฺฉิฏฺํ ดังนี้.
เรื่องพิสดารมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง ภิกษุเป็นอันมากสำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่าง เป็นต้นว่า การเป็นหมอการเป็นทูต การส่งข่าว การรับใช้ การให้ไม้สีฟัน การให้ไม้ไผ่การให้ดอกไม้ การให้ผลไม้ การให้จุณสำหรับทา การให้ครุภัณฑ์ การให้ยา การให้ของบิณฑบาต. การแสวงหาไม่ควรนั้น จักมีแจ้งในสาเกตชาดก.
พระศาสดาทรงทราบการเลี้ยงชีพของภิกษุเหล่านั้นทรงพระดำริว่า บัดนี้ภิกษุเป็นอันมากสำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาไม่ควร ครั้นสำเร็จชีวิตอย่างนี้แล้วจักไม่พ้นความเป็นยักษ์ ความเป็นเปรต จักเกิดเป็นโคเทียมแอก จักเกิดในนรกเราควรกล่าวธรรมเทศนาสักอย่างหนึ่งอันเป็นอัธยาศัยของตนเป็นปฏิภาณของตน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขของพวกเธอแล้วรับสั่งให้หมู่ภิกษุประชุมกัน ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไม่ควรให้ปัจจัยเกิดขึ้นด้วยการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่างเพราะบิณฑบาตที่เกิดขึ้นด้วยการแสวงหาไม่ควรเป็นเช่นกับก้อนทองแดงร้อน เปรียบเหมือนยาพิษร้ายแรง จริงอยู่การแสวงหาไม่ควรนี้ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าติเตียน คัดค้าน เมื่อภิกษุบริโภคบิณฑบาตอันเกิดขึ้นด้วยการแสวงหาอันไม่ควร จะไม่มีความร่าเริงหรือโสมนัสเลย เพราะว่าบิณฑบาตอันเกิดขึ้นอย่างนี้เป็นเช่นกับอาหารเดนของคนจัณฑาลในศาสนาของเรา การบริโภคบิณฑบาตนั้น ย่อมเป็นเหมือนการบริโภคอาหารเดนของคนจัณฑาล ชื่อสตธรรมมาณพ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล ครั้นเจริญวัยได้ตระเตรียมข้าวสารเป็นเสบียงและห่อข้าวเดินทางไปทำกรณียกิจอย่างหนึ่ง. ในกาลนั้นในกรุงพาราณสีมีมาณพคนหนึ่ง ชื่อ สตธรรม เกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอุทิจจโคตร. เขามิได้ตระเตรียมข้าวสารหรือห่อข้าวเดินทางไปด้วยกรณียกิจอย่างหนึ่ง. ทั้งสองได้มาพบกันที่ทางใหญ่. มาณพจึงถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านเป็นชาติอะไร. มาณพบอกว่า เราเป็นคนจัณฑาล แล้วถามมาณพว่า ก็ท่านเล่าเป็นชาติอะไร เขาบอกว่าเราเป็นพราหมณ์อุทิจจโคตร. ดีแล้วเราไปด้วยกัน ทั้งสองก็เดินทางร่วมกันไป. ได้เวลาอาหารเช้า พระโพธิสัตว์จึงนั่งในที่ที่หาน้ำง่าย ล้างมือแก้ห่อข้าวแล้วกล่าวว่า มาณพบริโภคข้าวกันเถิด. มาณพตอบว่า ไม่มีเสียละเจ้าคนจัณฑาลที่เราจะต้องการอาหารของท่าน. พระโพธิสัตว์จึงว่าตามใจ แล้วแบ่งอาหารเพียงพอสำหรับตนไว้ในใบไม้อื่น ไม่ทำอาหารในห่อให้เป็นเดน มัดห่อวางไว้ข้างหนึ่ง บริโภค ดื่มน้ำ จากนั้นก็ล้างมือล้างเท้าถือเอาข้าวสารและอาหารที่เหลือ กล่าวว่าไปกันเถิดมาณพ แล้วก็เดินทางต่อไป. เขาพากันเดินทางไปตลอดวันยังค่ำ ในตอนเย็น ทั้งสองพากันลงอาบน้ำในที่ที่น้ำบริบูรณ์แห่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็ขึ้น. พระโพธิสัตว์นั่งในที่สำราญ แล้วแก้ห่ออาหาร ไม่ได้เชิญมาณพ เริ่มบริโภค. มาณพเหน็ดเหนื่อยเพราะการเดินทางมาตลอดวัน เกิดความหิวโหย ได้แต่ยืนมองด้วยคิดว่า หากเขาให้อาหารเรา เราก็จักบริโภค. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ก็มิได้พูดอะไรบริโภคท่าเดียว. มาณพคิดว่า เจ้าคนจัณฑาลนี้ไม่พูดกับเราเลย บริโภคจนหมด เราควรยึดเอาก้อนอาหารไว้ ทิ้งเศษอาหารข้างบนเสีย แล้วบริโภคส่วนที่เหลือ. มาณพได้ทำดังนั้น แล้วบริโภคอาหารเดน. ครั้นบริโภคเสร็จแล้วเท่านั้น ก็เกิดความร้อนใจอย่างแรงว่า เราทำกรรมอันไม่สมควรแก่ชาติ โคตร ตระกูล และประเทศของตน เราบริโภคอาหารเดนของคนจัณฑาล. ทันใดนั้นเองอาหารปนโลหิตก็พุ่งออกจากปากของมาณพนั้น. เขาคร่ำครวญ เพราะความโศกใหญ่หลวงเกิดขึ้นว่า เราทำกรรมอันไม่สมควรเพราะเหตุอาหารเพียงเล็กน้อย แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
อาหารที่เราบริโภคน้อยด้วย เป็นเดนด้วย อนึ่ง เขาให้แก่เราโดยยากเย็นเต็มที เราเป็นชาติ พราหมณ์บริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้นอาหารที่เรา บริโภคเข้าไปแล้ว จึงกลับออกมาอีก.
ในคาถานั้นมีความสังเขปดังต่อไปนี้ เราบริโภคอาหารใดอาหารนั้นน้อยด้วยเป็นเดนด้วย คนจัณฑาลนั้นมิได้ให้อาหารแก่เราด้วยความพอใจของตน ที่แท้ถูกเรายึดจึงได้ให้ด้วยความยาก คือ ด้วยความลำบาก เราเป็นพราหมณ์มีชาติบริสุทธิ์ด้วยเหตุนั้นอาหารที่เราบริโภคจึงพลุ่งออกมาพร้อมกับโลหิต.
มาณพคร่ำครวญอยู่อย่างนี้แล้วจึงคิดว่า เราทำกรรมอันไม่สมควร ถึงอย่างนี้แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม จึงเข้าป่าไปไม่แสดงตนแก่ใคร ๆ ถึงแก่กรรมลงอย่างน่าอนาถ.
พระศาสดาทรงแสดงเรื่องอดีตนี้แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสตธรรมมาณพบริโภคอาหารเดนของคนจัณฑาลเป็นการบริโภคอาหารที่ไม่สมควรแก่ตน จึงมิได้เกิดความร่าเริงยินดีฉันใด ผู้ใดบวชแล้วในศาสนานี้ก็ฉันนั้นสำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาอันไม่สมควร บริโภคปัจจัยตามที่ได้ ความร่าเริงยินดีมิได้เกิดแก่ผู้นั้น เพราะเขามีชีวิตเป็นอยู่ที่น่าตำหนิ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงคัดค้าน ครั้นทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า :-
ภิกษุใดละทิ้งธรรมเสีย หาเลี้ยงชีพโดย ไม่ชอบธรรม ภิกษุนั้นก็ย่อมไม่เพลินด้วยลาภ แม้ที่ตนได้มาแล้ว เปรียบเหมือนสตมาณพฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรม คืออาชีวปาริสุทธิคีล. บทว่า นิรงฺกตฺวา ได้แก่ นำไปทิ้งเสีย. บทว่า อธมฺเมน ได้แก่ มิจฉาชีพ กล่าวคือการแสวงหาไม่สมควร ๒๑อย่าง อย่างนี้. บทว่า สตธมฺโม เป็นชื่อของมาณพนั้น. บาลีเป็น สุตธมฺโม บ้าง. บทว่า น นนฺทติ ความว่า มาณพสตธรรมไม่ยินดีด้วยลาภนั้นว่า เราได้อาหารเดนของคนจัณฑาล ฉันใดกุลบุตรผู้บวชในศาสนานี้ก็ฉันนั้น บริโภคลาภที่ได้มาด้วยการแสวงหาอันไม่สมควร ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่ยินดี ถึงความโทมนัสว่า เราเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ. เพราะฉะนั้น ผู้ที่สำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาอันไม่สมควรควรเข้าป่าตายเสียอย่างอนาถดีกว่า เหมือนสตธรรมมาณพฉะนั้น.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ ทรงประชุมชาดก เมื่อจบอริยสัจ ภิกษุเป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผล เป็นต้น. บุตรคนจัณฑาลในครั้งนั้น คือเราตถาคตในครั้งนี้แล.
จบ อรรถกถาสตธรรมชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๖๑–๑๖๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ สตธมฺมชาตกํ
ตญฺจ อปฺปญฺจ อุจฺฉิฏฺฐนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกวีสติวิธํ อเนสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ กาเล พหู ภิกฺขู เวชฺชกมฺเมน ทูตกมฺเมน ปหิณคมเนน ชงฺฆเปสนิเกน ทนฺตกฏฺฐทาเนน เวฬุทาเนน ปุปฺผทาเนน ผลทาเนน จุณฺณทาเนน ครุภณฺฑทาเนน โอสธทาเนน ปิณฺฑปาติเกนาติ เอวรูปาย เอกวีสติวิธาย อเนสนาย ชีวิตํ กปฺเปสุํ ฯ สา สาเกตชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ สตฺถา เตสํ ชีวิตกปฺปนภาวํ ญตฺวา เอตรหิ พหู ภิกฺขู
@เชิงอรรถ: ๑ สคฺคปทนฺติปิ ฯ อเนสนาย ชีวิตํ กปฺเปนฺติ, เต ปน เอวํ ชีวตํ กปฺเปตฺวา ยกฺขตฺตภาวา เปตตฺตภาวา น มุจฺจิสฺสนฺติ, ธุรโคณา วา หุตฺวา นิพฺพตฺติสฺสนฺติ, นิรเย จ ปฏิสนฺธึ คณฺหิสฺสนฺติ, เอเตสํ หิตตฺถาย สุขตฺถาย มยา อตฺตชฺฌาสยํ สกปฏิภาณํ เอกํ ธมฺมเทสนํ กเถตุํ วฏฺฏตีติ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา น ภิกฺขเว เอกวีสติวิธาย อเนสนาย ปจฺจยา อุปฺปาเทตพฺพา, อเนสนาย หิ อุปฺปนฺนปิณฺฑปาโต อาทิตฺตโลหคุฬสทิโส หลาหลวิสูปโม, อเนสนา หิ นาเมสา พุทฺธปจฺเจกพุทฺธพุทฺธสาวเกหิ ครหิตา ปฏิกุฏฺฐา, อเนสนาย อุปฺปนฺนปิณฺฑปาตํ ภุญฺชนฺตสฺส หิ หาโส วา โสมนสฺสํ วา นตฺถิ, เอวํ อุปฺปนฺโน หิ ปิณฺฑปาโต มม สาสเน จณฺฑาลสฺส อุจฺฉิฏฺฐโภชนสทิโส, ตสฺส ปริโภโค สตธมฺมมาณวสฺส จณฺฑาลสฺส อุจฺฉิฏฺฐภตฺตปริโภโค วิย โหตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต จณฺฑาลโยนิยํ นิพฺพตฺเตตฺวา วยปฺปตฺโต เกนจิเทว กรณีเยน ปาเถยฺยตณฺฑุเล จ ภตฺตปุฏญฺจ คเหตฺวา มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ ตสฺมิมฺปิ กาเล พาราณสิยํ เอโก มาณโว อตฺถิ สตธมฺโม นาม นาเมน อุทิจฺจพฺราหฺมณมหาสาลกุเล นิพฺพตฺโต ฯ โสปิ เกนจิเทว กรณีเยน ตณฺฑุลํ วา ภตฺตปุฏํ วา อคเหตฺวา มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ เต อุโภปิ มหามคฺเค สมาคจฺฉึสุ ฯ มาณโว โพธิสตฺตํ กึ ชาติโกสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส อหํ จณฺฑาโลติ วตฺวา ตฺวํ กึ ชาติโกสีติ มาณวํ ปุจฺฉิ ฯ โส อหํ อุทิจฺจพฺราหฺมโณติ ฯ สาธุ คจฺฉามาติ เต อุโภปิ มคฺคํ อคมํสุ ฯ โพธิสตฺโต ปาตราสเวลาย อุทกผาสุกฏฺฐาเน นิสีทิตฺวา หตฺเถ โธวิตฺวา ภตฺตปุฏํ โมเจตฺวา มาณว ภตฺตํ ภุญฺชาหีติ อาห ฯ นตฺถิ หเร จณฺฑาล มม ภตฺเตน อตฺโถติ ฯ โพธิสตฺโต สาธูติ ปุฏภตฺตํ อุจฺฉิฏฺฐํ อกตฺวา ว อตฺตโน ยาปนมตฺตํ อญฺญสฺมึ ปณฺเณ ปกฺขิปิตฺวา ปุฏกํ พนฺธิตฺวา เอกมนฺเต ฐเปตฺวา ภุญฺชิตฺวา ปานียํ ปิวิตฺวา ตโต หตฺถปาเท โธวิตฺวา ตณฺฑุเล จ เสสภตฺตญฺจ อาทาย คจฺฉาม มาณวาติ มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ เต สกลทิวสํ คนฺตฺวา สายํ อุโภปิ เอกสฺมึ อุทกผาสุกฏฺฐาเน นฺหาตฺวา ปจฺจุตฺตรึสุ ฯ โพธิสตฺโต ผาสุกฺฏฺฐาเน นิสีทิตฺวา ภตฺตปุฏํ โมเจตฺวา มาณวํ อนาปุจฺฉิตฺวา ภุญฺชิตุํ อารภิ ฯ มาณโว สกลทิวสํ มคฺคคมเนน กิลนฺโต ฉาตชฺฌตฺโต สเจ เม ภตฺตํ ทสฺสติ, ภุญฺชิสฺสามีติ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อิตโร กิญฺจิ อวตฺวา ภุญฺชเตว ฯ มาณโว จินฺเตสิ อยํ จณฺฑาโล มยฺหํ อวตฺวา ว สพฺพํ ภุญฺชติ, นิปฺปีเฬตฺวา ปิณฺฑํ คเหตฺวา อุปริอุจฺฉิฏฺฐภตฺตํ ฉฑฺเฑตฺวา เสสํ ภุญฺชิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส ตถา กตฺวา อุจฺฉิฏฺฐภตฺตํ ภุญฺชิ ฯ อถสฺส ภุตฺตมตฺตสฺเสว มยา อตฺตโน ชาติโคตฺตกุลปฺปเทสานํ อนนุจฺฉวิกํ กมฺมํ กตํ, จณฺฑาลสฺส นาม เม อุจฺฉิฏฺฐภตฺตํ ภุตฺตนฺติ พลววิปฺปฏิสาโร อุปฺปชฺชิ ฯ ตาวเทวสฺส สโลหิตํ ภตฺตํ มุขโต อุคฺคญฺฉิ ฯ โส อปฺปมตฺตกสฺส ภตฺตสฺส วต เม การณา อนนุจฺฉวิกํ กมฺมํ กตนฺติ อุปฺปนฺนพลวโสกตาย ปริเทวมาโน ปฐมํ คาถมาห
ตญฺจ อปฺปญฺจ อุจฺฉิฏฺฐํ ตญฺจ กิจฺเฉน โน อทา,
โสหํ พฺราหฺมณชาติโก, ยํ ภุตฺตํ ตมฺปิ อุคฺคตนฺติ ฯ
ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ ยํ มยา ภุตฺตํ ตํ อปฺปญฺจ อุจฺฉิฏฺฐญฺจ, ตญฺจ โน โส จณฺฑาโล น อตฺตโน รุจิยา อทาสิ, อถ โข นิปฺปีฬิยมาโน กิจฺเฉน กสิเรน อทาสิ, โส อหํ ปริสุทฺธพฺราหฺมณชาติโก, เตเนว เม ยํ ภุตฺตํ ตมฺปิ สทฺธึ โลหิเตน อุคฺคตนฺติ ฯ
เอวํ มาณโว ปริเทวิตฺวา กึ ทานิ เม เอวรูปํ อนนุจฺฉวิกํ กมฺมํ กตฺวา ชีวิเตนาติ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา กสฺสจิ อตฺตานํ อทสฺเสตฺวา อนาถมรณํ ปตฺโต ฯ
สตฺถา อิมํ อตีตํ ทสฺเสตฺวา เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สตธมฺมมาณวสฺส ตํ จณฺฑาลุจฺฉิฏฺฐํ ภุญฺชิตฺวา อตฺตโน อยุตฺตโภชนสฺส ภุตฺตตฺตา เนว หาโส น โสมนสฺสํ อุปฺปชฺชิ, เอวเมว โย อิมสฺมึ สาสเน ปพฺพชิโต อเนสนาย ชีวิตํ กปฺเปนฺโต ตถาลทฺธํ ปจฺจยํ ปริภุญฺชติ, ตสฺส พุทฺธปฏิกุฏฺฐาย ครหิตชีวิกาย ชีวิตภาวโต เนว หาโส น โสมนสฺสํ อุปฺปชฺชีติ วตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ทุติยํ คาถมาห
เอวํ ธมฺมํ นิรํกตฺวา โย อธมฺเมน ชีวติ
สตธมฺโมว ลาเภน ลทฺเธนาปิ น นนฺทตีติ ฯ
ตตฺถ ธมฺมนฺติ อาชีวปาริสุทฺธิสีลํ ธมฺมํ ฯ นิรํกตฺวาติ นีหริตฺวา ฉฑฺเฑตฺวา ฯ อธมฺเมนาติ เอวํ เอกวีสติยา อเนสนสงฺขาเตน มิจฺฉาชีเวน ฯ สตธมฺโมติ ตสฺส นามํ ฯ สุตธมฺโมติปิ ปาโฐ ฯ น นนฺทตีติ ยถา สตธมฺโม มาณโว จณฺฑาลุจฺฉิฏฺฐกํ เม ลทฺธนฺติ เตน ลาเภน น นนฺทติ, เอวํ อิมสฺมิมฺปิ สาสเน ปพฺพชิโต กุลปุตฺโต อเนสนาย ลทฺธลาภํ ปริภุญฺชนฺโต น นนฺทติ น ตุสฺสติ พุทฺธครหิตชีวิกาย ชีวามีติ โทมนสฺสปฺปตฺโต ว โหติ ฯ ตสฺมา อเนสนาย ชีวิตํ กปฺเปนฺตสฺส สตธมฺมมาณวสฺเสว อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อนาถมรณํ มริตุํ วรนฺติ ฯ
เอวํ สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน พหู ภิกฺขู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสุ ฯ ตทา อหเมว จณฺฑาลปุตฺโต อโหสินฺติ ฯ
สตธมฺมชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗