ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สตธรรมชาดก
ชาดกที่ ๑๗๙ · ทุกนิบาตชาดก · กัลยาณธรรมวรรค

สตธรรมชาดก

ว่าด้วยสตธรรมมาณพ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๗ · บรรทัด ๑๒๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสตธรรมชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่าง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเป็นต้นว่า ตญฺจ อปฺปญฺจ อุจฺฉิฏฺํ ดังนี้.

เรื่องพิสดารมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง ภิกษุเป็นอันมากสำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่าง เป็นต้นว่า การเป็นหมอการเป็นทูต การส่งข่าว การรับใช้ การให้ไม้สีฟัน การให้ไม้ไผ่การให้ดอกไม้ การให้ผลไม้ การให้จุณสำหรับทา การให้ครุภัณฑ์ การให้ยา การให้ของบิณฑบาต. การแสวงหาไม่ควรนั้น จักมีแจ้งในสาเกตชาดก.

พระศาสดาทรงทราบการเลี้ยงชีพของภิกษุเหล่านั้นทรงพระดำริว่า บัดนี้ภิกษุเป็นอันมากสำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาไม่ควร ครั้นสำเร็จชีวิตอย่างนี้แล้วจักไม่พ้นความเป็นยักษ์ ความเป็นเปรต จักเกิดเป็นโคเทียมแอก จักเกิดในนรกเราควรกล่าวธรรมเทศนาสักอย่างหนึ่งอันเป็นอัธยาศัยของตนเป็นปฏิภาณของตน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขของพวกเธอแล้วรับสั่งให้หมู่ภิกษุประชุมกัน ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไม่ควรให้ปัจจัยเกิดขึ้นด้วยการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่างเพราะบิณฑบาตที่เกิดขึ้นด้วยการแสวงหาไม่ควรเป็นเช่นกับก้อนทองแดงร้อน เปรียบเหมือนยาพิษร้ายแรง จริงอยู่การแสวงหาไม่ควรนี้ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าติเตียน คัดค้าน เมื่อภิกษุบริโภคบิณฑบาตอันเกิดขึ้นด้วยการแสวงหาอันไม่ควร จะไม่มีความร่าเริงหรือโสมนัสเลย เพราะว่าบิณฑบาตอันเกิดขึ้นอย่างนี้เป็นเช่นกับอาหารเดนของคนจัณฑาลในศาสนาของเรา การบริโภคบิณฑบาตนั้น ย่อมเป็นเหมือนการบริโภคอาหารเดนของคนจัณฑาล ชื่อสตธรรมมาณพ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล ครั้นเจริญวัยได้ตระเตรียมข้าวสารเป็นเสบียงและห่อข้าวเดินทางไปทำกรณียกิจอย่างหนึ่ง. ในกาลนั้นในกรุงพาราณสีมีมาณพคนหนึ่ง ชื่อ สตธรรม เกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอุทิจจโคตร. เขามิได้ตระเตรียมข้าวสารหรือห่อข้าวเดินทางไปด้วยกรณียกิจอย่างหนึ่ง. ทั้งสองได้มาพบกันที่ทางใหญ่. มาณพจึงถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านเป็นชาติอะไร. มาณพบอกว่า เราเป็นคนจัณฑาล แล้วถามมาณพว่า ก็ท่านเล่าเป็นชาติอะไร เขาบอกว่าเราเป็นพราหมณ์อุทิจจโคตร. ดีแล้วเราไปด้วยกัน ทั้งสองก็เดินทางร่วมกันไป. ได้เวลาอาหารเช้า พระโพธิสัตว์จึงนั่งในที่ที่หาน้ำง่าย ล้างมือแก้ห่อข้าวแล้วกล่าวว่า มาณพบริโภคข้าวกันเถิด. มาณพตอบว่า ไม่มีเสียละเจ้าคนจัณฑาลที่เราจะต้องการอาหารของท่าน. พระโพธิสัตว์จึงว่าตามใจ แล้วแบ่งอาหารเพียงพอสำหรับตนไว้ในใบไม้อื่น ไม่ทำอาหารในห่อให้เป็นเดน มัดห่อวางไว้ข้างหนึ่ง บริโภค ดื่มน้ำ จากนั้นก็ล้างมือล้างเท้าถือเอาข้าวสารและอาหารที่เหลือ กล่าวว่าไปกันเถิดมาณพ แล้วก็เดินทางต่อไป. เขาพากันเดินทางไปตลอดวันยังค่ำ ในตอนเย็น ทั้งสองพากันลงอาบน้ำในที่ที่น้ำบริบูรณ์แห่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็ขึ้น. พระโพธิสัตว์นั่งในที่สำราญ แล้วแก้ห่ออาหาร ไม่ได้เชิญมาณพ เริ่มบริโภค. มาณพเหน็ดเหนื่อยเพราะการเดินทางมาตลอดวัน เกิดความหิวโหย ได้แต่ยืนมองด้วยคิดว่า หากเขาให้อาหารเรา เราก็จักบริโภค. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ก็มิได้พูดอะไรบริโภคท่าเดียว. มาณพคิดว่า เจ้าคนจัณฑาลนี้ไม่พูดกับเราเลย บริโภคจนหมด เราควรยึดเอาก้อนอาหารไว้ ทิ้งเศษอาหารข้างบนเสีย แล้วบริโภคส่วนที่เหลือ. มาณพได้ทำดังนั้น แล้วบริโภคอาหารเดน. ครั้นบริโภคเสร็จแล้วเท่านั้น ก็เกิดความร้อนใจอย่างแรงว่า เราทำกรรมอันไม่สมควรแก่ชาติ โคตร ตระกูล และประเทศของตน เราบริโภคอาหารเดนของคนจัณฑาล. ทันใดนั้นเองอาหารปนโลหิตก็พุ่งออกจากปากของมาณพนั้น. เขาคร่ำครวญ เพราะความโศกใหญ่หลวงเกิดขึ้นว่า เราทำกรรมอันไม่สมควรเพราะเหตุอาหารเพียงเล็กน้อย แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-

อาหารที่เราบริโภคน้อยด้วย เป็นเดนด้วย อนึ่ง เขาให้แก่เราโดยยากเย็นเต็มที เราเป็นชาติ พราหมณ์บริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้นอาหารที่เรา บริโภคเข้าไปแล้ว จึงกลับออกมาอีก.

ในคาถานั้นมีความสังเขปดังต่อไปนี้ เราบริโภคอาหารใดอาหารนั้นน้อยด้วยเป็นเดนด้วย คนจัณฑาลนั้นมิได้ให้อาหารแก่เราด้วยความพอใจของตน ที่แท้ถูกเรายึดจึงได้ให้ด้วยความยาก คือ ด้วยความลำบาก เราเป็นพราหมณ์มีชาติบริสุทธิ์ด้วยเหตุนั้นอาหารที่เราบริโภคจึงพลุ่งออกมาพร้อมกับโลหิต.

มาณพคร่ำครวญอยู่อย่างนี้แล้วจึงคิดว่า เราทำกรรมอันไม่สมควร ถึงอย่างนี้แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม จึงเข้าป่าไปไม่แสดงตนแก่ใคร ๆ ถึงแก่กรรมลงอย่างน่าอนาถ.

พระศาสดาทรงแสดงเรื่องอดีตนี้แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสตธรรมมาณพบริโภคอาหารเดนของคนจัณฑาลเป็นการบริโภคอาหารที่ไม่สมควรแก่ตน จึงมิได้เกิดความร่าเริงยินดีฉันใด ผู้ใดบวชแล้วในศาสนานี้ก็ฉันนั้นสำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาอันไม่สมควร บริโภคปัจจัยตามที่ได้ ความร่าเริงยินดีมิได้เกิดแก่ผู้นั้น เพราะเขามีชีวิตเป็นอยู่ที่น่าตำหนิ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงคัดค้าน ครั้นทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า :-

ภิกษุใดละทิ้งธรรมเสีย หาเลี้ยงชีพโดย ไม่ชอบธรรม ภิกษุนั้นก็ย่อมไม่เพลินด้วยลาภ แม้ที่ตนได้มาแล้ว เปรียบเหมือนสตมาณพฉะนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรม คืออาชีวปาริสุทธิคีล. บทว่า นิรงฺกตฺวา ได้แก่ นำไปทิ้งเสีย. บทว่า อธมฺเมน ได้แก่ มิจฉาชีพ กล่าวคือการแสวงหาไม่สมควร ๒๑อย่าง อย่างนี้. บทว่า สตธมฺโม เป็นชื่อของมาณพนั้น. บาลีเป็น สุตธมฺโม บ้าง. บทว่า น นนฺทติ ความว่า มาณพสตธรรมไม่ยินดีด้วยลาภนั้นว่า เราได้อาหารเดนของคนจัณฑาล ฉันใดกุลบุตรผู้บวชในศาสนานี้ก็ฉันนั้น บริโภคลาภที่ได้มาด้วยการแสวงหาอันไม่สมควร ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่ยินดี ถึงความโทมนัสว่า เราเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ. เพราะฉะนั้น ผู้ที่สำเร็จชีวิตด้วยการแสวงหาอันไม่สมควรควรเข้าป่าตายเสียอย่างอนาถดีกว่า เหมือนสตธรรมมาณพฉะนั้น.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ ทรงประชุมชาดก เมื่อจบอริยสัจ ภิกษุเป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผล เป็นต้น. บุตรคนจัณฑาลในครั้งนั้น คือเราตถาคตในครั้งนี้แล.

จบ อรรถกถาสตธรรมชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๖๑–๑๖๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

9 Satadhammajātakaṃ

tañca appañca ucchiṭṭhanti idaṃ satthā jetavane viharanto ekavīsatividhaṃ anesanaṃ ārabbha kathesi.

Ekasmiṃ hi kāle bahū bhikkhū vejjakammena dūtakammena pahiṇagamanena jaṅghapesanikena dantakaṭṭhadānena veḷudānena pupphadānena phaladānena cuṇṇadānena garubhaṇḍadānena osadhadānena piṇḍapātikenāti evarūpāya ekavīsatividhāya anesanāya jīvitaṃ kappesuṃ. Sā sāketajātake āvibhavissati. Satthā tesaṃ jīvitakappanabhāvaṃ ñatvā etarahi bahū bhikkhū

@Footnote: 1 saggapadantipi. Anesanāya jīvitaṃ kappenti, te pana evaṃ jīvataṃ kappetvā yakkhattabhāvā petattabhāvā na muccissanti, dhuragoṇā vā hutvā nibbattissanti, niraye ca paṭisandhiṃ gaṇhissanti, etesaṃ hitatthāya sukhatthāya mayā attajjhāsayaṃ sakapaṭibhāṇaṃ ekaṃ dhammadesanaṃ kathetuṃ vaṭṭatīti bhikkhusaṅghaṃ sannipātāpetvā na bhikkhave ekavīsatividhāya anesanāya paccayā uppādetabbā, anesanāya hi uppannapiṇḍapāto ādittalohaguḷasadiso halāhalavisūpamo, anesanā hi nāmesā buddhapaccekabuddhabuddhasāvakehi garahitā paṭikuṭṭhā, anesanāya uppannapiṇḍapātaṃ bhuñjantassa hi hāso vā somanassaṃ vā natthi, evaṃ uppanno hi piṇḍapāto mama sāsane caṇḍālassa ucchiṭṭhabhojanasadiso, tassa paribhogo satadhammamāṇavassa caṇḍālassa ucchiṭṭhabhattaparibhogo viya hotīti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto caṇḍālayoniyaṃ nibbattetvā vayappatto kenacideva karaṇīyena pātheyyataṇḍule ca bhattapuṭañca gahetvā maggaṃ paṭipajji. Tasmimpi kāle bārāṇasiyaṃ eko māṇavo atthi satadhammo nāma nāmena udiccabrāhmaṇamahāsālakule nibbatto. Sopi kenacideva karaṇīyena taṇḍulaṃ vā bhattapuṭaṃ vā agahetvā maggaṃ paṭipajji. Te ubhopi mahāmagge samāgacchiṃsu. Māṇavo bodhisattaṃ kiṃ jātikosīti pucchi. So ahaṃ caṇḍāloti vatvā tvaṃ kiṃ jātikosīti māṇavaṃ pucchi. So ahaṃ udiccabrāhmaṇoti. Sādhu gacchāmāti te ubhopi maggaṃ agamaṃsu. Bodhisatto pātarāsavelāya udakaphāsukaṭṭhāne nisīditvā hatthe dhovitvā bhattapuṭaṃ mocetvā māṇava bhattaṃ bhuñjāhīti āha. Natthi hare caṇḍāla mama bhattena atthoti. Bodhisatto sādhūti puṭabhattaṃ ucchiṭṭhaṃ akatvā va attano yāpanamattaṃ aññasmiṃ paṇṇe pakkhipitvā puṭakaṃ bandhitvā ekamante ṭhapetvā bhuñjitvā pānīyaṃ pivitvā tato hatthapāde dhovitvā taṇḍule ca sesabhattañca ādāya gacchāma māṇavāti maggaṃ paṭipajji. Te sakaladivasaṃ gantvā sāyaṃ ubhopi ekasmiṃ udakaphāsukaṭṭhāne nhātvā paccuttariṃsu. Bodhisatto phāsukṭṭhāne nisīditvā bhattapuṭaṃ mocetvā māṇavaṃ anāpucchitvā bhuñjituṃ ārabhi. Māṇavo sakaladivasaṃ maggagamanena kilanto chātajjhatto sace me bhattaṃ dassati, bhuñjissāmīti olokento aṭṭhāsi. Itaro kiñci avatvā bhuñjateva. Māṇavo cintesi ayaṃ caṇḍālo mayhaṃ avatvā va sabbaṃ bhuñjati, nippīḷetvā piṇḍaṃ gahetvā upariucchiṭṭhabhattaṃ chaḍḍetvā sesaṃ bhuñjituṃ vaṭṭatīti. So tathā katvā ucchiṭṭhabhattaṃ bhuñji. Athassa bhuttamattasseva mayā attano jātigottakulappadesānaṃ ananucchavikaṃ kammaṃ kataṃ, caṇḍālassa nāma me ucchiṭṭhabhattaṃ bhuttanti balavavippaṭisāro uppajji. Tāvadevassa salohitaṃ bhattaṃ mukhato uggañchi. So appamattakassa bhattassa vata me kāraṇā ananucchavikaṃ kammaṃ katanti uppannabalavasokatāya paridevamāno paṭhamaṃ gāthamāha

tañca appañca ucchiṭṭhaṃ tañca kicchena no adā,

sohaṃ brāhmaṇajātiko, yaṃ bhuttaṃ tampi uggatanti.

Tatrāyaṃ saṅkhepattho yaṃ mayā bhuttaṃ taṃ appañca ucchiṭṭhañca, tañca no so caṇḍālo na attano ruciyā adāsi, atha kho nippīḷiyamāno kicchena kasirena adāsi, so ahaṃ parisuddhabrāhmaṇajātiko, teneva me yaṃ bhuttaṃ tampi saddhiṃ lohitena uggatanti.

Evaṃ māṇavo paridevitvā kiṃ dāni me evarūpaṃ ananucchavikaṃ kammaṃ katvā jīvitenāti araññaṃ pavisitvā kassaci attānaṃ adassetvā anāthamaraṇaṃ patto.

Satthā imaṃ atītaṃ dassetvā seyyathāpi bhikkhave satadhammamāṇavassa taṃ caṇḍālucchiṭṭhaṃ bhuñjitvā attano ayuttabhojanassa bhuttattā neva hāso na somanassaṃ uppajji, evameva yo imasmiṃ sāsane pabbajito anesanāya jīvitaṃ kappento tathāladdhaṃ paccayaṃ paribhuñjati, tassa buddhapaṭikuṭṭhāya garahitajīvikāya jīvitabhāvato neva hāso na somanassaṃ uppajjīti vatvā abhisambuddho hutvā dutiyaṃ gāthamāha

evaṃ dhammaṃ niraṃkatvā yo adhammena jīvati

satadhammova lābhena laddhenāpi na nandatīti.

Tattha dhammanti ājīvapārisuddhisīlaṃ dhammaṃ. Niraṃkatvāti nīharitvā chaḍḍetvā. Adhammenāti evaṃ ekavīsatiyā anesanasaṅkhātena micchājīvena. Satadhammoti tassa nāmaṃ. Sutadhammotipi pāṭho. Na nandatīti yathā satadhammo māṇavo caṇḍālucchiṭṭhakaṃ me laddhanti tena lābhena na nandati, evaṃ imasmimpi sāsane pabbajito kulaputto anesanāya laddhalābhaṃ paribhuñjanto na nandati na tussati buddhagarahitajīvikāya Jīvāmīti domanassappatto va hoti. Tasmā anesanāya jīvitaṃ kappentassa satadhammamāṇavasseva araññaṃ pavisitvā anāthamaraṇaṃ marituṃ varanti.

Evaṃ satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā cattāri ariyasaccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne bahū bhikkhū sotāpattiphalādīni pāpuṇiṃsu. Tadā ahameva caṇḍālaputto ahosinti.

Satadhammajātakaṃ navamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๗๘. กัจฉปชาดกชาดกถัดไป๑๘๐. ทุทททชาดก