ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สีลานิสังสชาดก
ชาดกที่ ๑๙๐ · ทุกนิบาตชาดก · อสทิสวรรค

สีลานิสังสชาดก

ว่าด้วยอานิสงส์ศีล

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙ · บรรทัด ๑๓๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสีลานิสังสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นสฺส สทฺธาย สีลสฺส ดังนี้.

ได้ยินว่า อุบาสกนั้นเป็นอริยสาวกผู้มีศรัทธา เลื่อมใสวันหนึ่งเดินไปยังพระวิหารเชตวัน ถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดีในตอนเย็นเมื่อคนเรือจอดเรือไว้ที่ฝั่งไปฟังธรรม ไม่พายเรือที่ท่าน้ำ จึงยึดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่นลงสู่แม่น้ำ. เท้าของเขาหาจมน้ำไม่. เขาเห็นคลื่นเวลาเดินไปกลางน้ำ คล้ายกับเดินเหนือพื้นดิน. ครั้นปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ของเขาอ่อนลง. เท้าของเขาก็เริ่มจะจม. เขาจึงประคองปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่น เดินไปหลังน้ำ ถึงพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนหนึ่ง พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขาตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านเดินทางมาถึงโดยเหน็ดเหนื่อยน้อยกระมัง เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ข้าพระองค์ยึดเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ จึงได้ที่พึ่งเหนือหลังน้ำคล้ายกับเหยียบแผ่นดินมา จึงรับสั่งว่าอุบาสก มิใช่ท่านเท่านั้นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วได้ที่พึ่ง แม้แต่ก่อนอุบาสกทั้งหลายก็ระลึกถึงพระพุทธคุณได้ที่พึ่ง เมื่อเรืออับปางกลางสมุทร เมื่อเขาทูลอาราธนาจึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน โดยสารเรือไปกับกุฎุมพีช่างกัลบกคนหนึ่ง. ภรรยาของช่างกัลบกนั้นมอบหมายช่างกัลบกแก่เขาว่า นาย สุขทุกข์ของสามีของดิฉัน ขอมอบให้เป็นภาระของท่านครั้นถึงวันที่เจ็ดเรือของกุฎุมพีช่างกัลบกอับปางลงในกลางสมุทรชนทั้งสองเกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง ลอยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง. ช่างกัลบกนั้นจึงฆ่านกปิ้งกินแล้วให้อุบาสก. อุบาสกไม่ยอมบริโภค โดยกล่าวว่า อย่าเลยสำหรับเรา. อุบาสกคิดว่า ในที่นี้นอกจากพระรัตนตรัยแล้ว ไม่มีที่พึ่งอื่นสำหรับเรา. เขาจึงระลึกคุณของพระรัตนตรัย. ลำดับนั้น เมื่อเขากำลังระลึกถึงพญานาคซึ่งเกิดในเกาะนั้น จึงเนรมิตร่างของตนเป็นเรือลำใหญ่มีเทวดาประจำสมุทรเป็นมาณพต้นหนเรือ. เรือเต็มไปด้วยรัตนะเจ็ดประการ. เสากระโดงทั้งสาม สำเร็จด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือสำเร็จด้วยทอง เชือกสำเร็จด้วยเงิน คันใบสำเร็จด้วยทอง. เทวดาประจำสมุทรยืนอยู่บนเรือประกาศว่า ผู้จะไปชมพูทวีปมีไหม. อุบาสกตอบว่า เราจะไป. ถ้าเช่นนั้นจงมาขึ้นเรือเถิด. อุบาสกขึ้นเรือแล้วเรียกช่างกัลบกขึ้นด้วย. เทวดาประจำสมุทรกล่าวว่า ได้แต่ท่านเท่านั้น คนนั้นไม่ได้. อุบาสกถามว่า เพราะเหตุไรเล่า. เทวดาประจำสมุทรตอบว่า เขาไม่มีคุณ คือศีลและอาจาระ เหตุเป็นดังนั้น ข้าพเจ้านำเรือมาเพื่อท่าน มิใช่ผู้นี้. เอาละเราให้ส่วนแก่คนนี้ด้วยทานที่ตนให้ด้วยศีลที่ตนรักษา ด้วยภาวนาที่ตนอบรม. ช่างกัลบกตอบว่าข้าพเจ้าขออนุโมทนา. เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้าจักพาไปเดี๋ยวนี้แล้วอุ้มเขาพาไปทั้งสองคน ออกจากสมุทรไปถึงกรุงพาราณสีทางแม่น้ำ บันดาลให้ทรัพย์อยู่ในเรือนของเขาทั้งสอง ด้วยอานุภาพของตน เมื่อจะกล่าวถึงคุณของการสังสรรค์กับบัณฑิตว่า ควรทำความสังสรรค์กับบัณฑิตทั้งหลาย หากว่าช่างกัลบกคนนี้ไม่ได้สังสรรค์กับอุบาสกนี้ จักพินาศในท่ามกลางสมุทรนั้นเอง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

จงดูผลของศรัทธา ศีล จาคะ นี้เถิด พญานาคเนรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มี ศรัทธาไป. บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษเถิด พึงทำ ความสนิทสนมกับสัตบุรุษเถิด ด้วยช่างกัลบก ถึงความสวัสดีได้ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ ทั้งหลาย.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ปสฺส ได้แก่ เรียกว่า จงดูเถิดไม่กำหนดใคร ๆ. บทว่า สทธาย คือด้วยโลกิยศรัทธา และโลกุตตรศรัทธา. แม้ในศีลก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า จาคสฺส ได้แก่ บริจาคไทยธรรมและบริจาคกิเลส. บทว่า อยํ ผลํ ได้แก่นี้เป็นผล คือเป็นคุณ เป็นอานิสงส์. อีกอย่างหนึ่งพึงเห็นความอธิบายในบทนี้อย่างนี้ว่า จงดูผลของการบริจาคเถิด พญานาคนี้แปลงเพศเป็นเรือ. บทว่า นาวาย วณฺเณน คือด้วยสัณฐานเรือ. บทว่า สทฺธํ คือ มีศรัทธาตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย. บทว่า สพฺภิเรว คือ พวกบัณฑิตนั่นเอง. บทว่า สมาเสถ ได้แก่ พึงกระทำบทว่า สนฺถวํ ได้แก่ สนิทสนมฐานมิตร. แต่ไม่ควรทำความสนิทสนมด้วยตัณหากับใคร ๆ. บทว่า นหาปิโต ได้แก่ กุฎุมพีช่างกัลบก. บาลีว่า นฺหาปิโต ก็มี.

เทวดาประจำสมุทร ยืนอยู่บนอากาศ แสดงธรรมกล่าวสอนอย่างนี้แล้ว จึงพาพญานาคกลับไปวิมานของตน.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจธรรมอุบาสกตั้งอยู่ในสกทาคามิผล. อุบาสกโสดาบันในกาลนั้น ครั้นเจริญมรรคให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็นิพพาน. พญานาคได้เป็นสารีบุตร ส่วนเทวดาประจำสมุทร คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาสีลานิสังสชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อสทิสชาดก ๒. สังคามาวจรชาดก ๓. วาโลทกชาดก๔. คิริทัตตชาดก ๕. อนภิรติชาดก ๖. ทธิวาหนชาดก ๗. จตุมัฎฐชาดก ๘. สีหโกฏฐุกชาดก ๙. สีหจัมมชาดก ๑๐. สีลานิสังสชาดก.

จบ อสทิสวรรคที่ ๔ ๕. รุหกวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๑๙–๒๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๐ สีลานิสํสชาตกํ

ปสฺส สทฺธาย สีลสฺสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ สทฺธํ อุปาสกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร สทฺโธ ปสนฺโน อริยสาวโก เอกทิวสํ เชตวนํ คจฺฉนฺโต สายํ อจิรวตีนทีตีรํ คนฺตฺวา นาวิเก นาวํ ตีเร ฐเปตฺวา ธมฺมสฺสวนตฺถาย คเต ติตฺเถ นาวํ อทิสฺวา พุทฺธารมฺมณํ ปีตึ ทฬฺหํ คเหตฺวา นทึ โอตริ ฯ ตสฺส ปาทา อุทกมฺหิ น โอสีทึสุ ฯ โส ปฐวีตเล คจฺฉนฺโต วิย เวมชฺฌคตกาเล วีจึ ปสฺสติ ฯ อถสฺส พุทฺธารมฺมณปีติ มนฺทา ชาตา, ตสฺส ปาทา โอสีทิตุํ อารภึสุ ฯ โส ปุน พุทฺธารมฺมณํ ปีตึ ทฬฺหํ กตฺวา อุทกปิฏฺเฐเนว คนฺตฺวา เชตวนํ ปวิสิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สตฺถา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา อุปาสก กจฺจิ มคฺคํ อาคจฺฉนฺโต อปฺปกิลมเถน อาคโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา ภนฺเต พุทฺธารมฺมณํ ปีตึ คเหตฺวา อุทกปิฏฺเฐ ปติฏฺฐํ ลภิตฺวา ปฐวึ มทฺทนฺโต วิย อาคโตมฺหีติ วุตฺเต น โข อุปาสก ตฺวญฺเญว พุทฺธคุเณ อนุสฺสริตฺวา ปติฏฺฐํ ลทฺโธ, ปุพฺเพปิ อุปาสกา สมุทฺทมชฺเฌ นาวาย ภินฺนาย พุทฺธคุเณ อนุสฺสรนฺตา ปติฏฺฐํ ลภึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธกาเล โสตาปนฺโน อริยสาวโก เอเกน นหาปิตกุฏุมฺพิเกน สทฺธึ นาวํ อภิรูหิ ฯ ตสฺส นหาปิตสฺส ภริยา อยฺย อิมสฺส สุขทุกฺขํ ตว ภาโรติ นหาปิตมฺปิ ตสฺส หตฺเถ นิกฺขิปิ ฯ อถสฺส นาวา สตฺตเม ทิวเส สมุทฺทมชฺเฌ ภินฺนา ฯ เตปิ เทฺว ชนา เอกสฺมึ ผลเก นิปนฺนา เอกทีปกํ ปาปุณึสุ ฯ ตตฺถ โส นหาปิโต สกุเณ มาเรตฺวา ปจิตฺวา ขาทนฺโต อุปาสกสฺส เทติ ฯ อุปาสโก อลํ มยฺหนฺติ น ขาทติ ฯ โส จินฺเตสิ อิมสฺมึ ฐาเน อมฺหากํ ฐเปตฺวา ตีณิ สรณานิ อญฺญา ปติฏฺฐา นตฺถีติ ฯ โส ติณฺณํ รตนานํ คุเณ อนุสฺสริ ฯ อถสฺส อนุสฺสรนฺตสฺส ตสฺมึ ทีปเก นิพฺพตฺโต นาคราชา อตฺตโน สรีรํ มหานาวํ กตฺวา มาเปสิ ฯ สมุทฺทเทวตา นิยามโก มาณโว อโหสิ ฯ นาวา สตฺตรตเนหิ ปูรยิตฺถ ฯ ตโย กูปกา อินฺทนีลมณิมยา อเหสุํ, โสวณฺณมโย ลกาโร รชตมยานิ โยตฺตานิ โสวณฺณมยานิ ยฏฺฐิยานิ ฯ สมุทฺทเทวตา นาวาย ฐตฺวา อตฺถิ ชมฺพุทีปํ คมิกาติ โฆเสติ ฯ อุปาสโก มยํ คมิสฺสามาติ อาห ฯ เตน หิ เอหิ นาวํ อภิรูหาติ ฯ โส นาวํ อภิรูหิตฺวา นหาปิตํ ปกฺโกสิ ฯ สมุทฺทเทวตา ตุยฺหญฺเญว ลพฺภติ น เอตสฺสาติ อาห ฯ กึการณาติ ฯ เอตสฺส สีลาจารคุณา นตฺถิ, ตํ การณํ, อหํ ตุยฺหํ นาวํ อาหรามิ น เอตสฺสาติ ฯ โหตุ, อหํ อตฺตโน ทินฺนทาเนน รกฺขิตสีเลน ภาวิตภาวนาย เอตสฺส ปตฺตึ ทมฺมีติ ฯ นหาปิโต อนุโมทามีติ อาห ฯ เทวตา อิทานิ คณฺหิสฺสามีติ ตมฺปิ อาโรเปตฺวา อุโภปิ ชเน สมุทฺทา นิกฺขมิตฺวา นทิยา พาราณสึ ปตฺวา อตฺตโน อานุภาเวน ทฺวินฺนมฺปิ เตสํ เคเห ธนํ ปติฏฺฐาเปตฺวา ปณฺฑิเตเหว สทฺธึ สํสคฺโค นาม กาตพฺโพ, สเจ อิมสฺส นหาปิตสฺส อิมินา อุปาสเกน สทฺธึ สํสคฺโค นาภวิสฺส, สมุทฺทมชฺเฌ เยว นสฺสิสฺสตีติ ปณฺฑิตสํสคฺคสฺส คุเณ กถยมานา อิมา คาถา อโวจ

ปสฺส สทฺธาย สีลสฺส จาคสฺส จ อยํ ผลํ,

นาโค นาวาย วณฺเณน สทฺธํ วหติ อุปาสกํ ฯ

สพฺภิ เรว สมาเสถ, สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ,

สตํ หิ สนฺนิวาเสน โสตฺถึ คจฺฉติ นหาปิโตติ ฯ

ตตฺถ ปสฺสาติ กญฺจิ อนิยมิตฺวา ปสฺสถาติ อาลปติ ฯ สทฺธายาติ โลกิยโลกุตฺตราย สทฺธาย ฯ สีเลปิ เอเสว นโย ฯ จาคสฺสาติ เทยฺยธมฺมปริจฺจาคสฺส เจว กิเลสปริจฺจาคสฺส จ ฯ อยํ ผลนฺติ อิทํ ผลํ คุณํ อานิสํสนฺติ อตฺโถ ฯ อถ วา จาคสฺส ผลํ ปสฺส อยํ นาโค นาวาย วณฺเณนาติ เอวเมตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ นาวาย วณฺเณนาติ นาวาย สณฺฐาเนน ฯ สทฺธนฺติ ตีสุ สรเณสุ ปติฏฺฐิตสทฺธํ ฯ สพฺภิ เรวาติ ปณฺฑิเตหิ เยว ฯ สมาเสถาติ เอกโต อวเสยฺย อุปวเสยฺยาติ อตฺโถ ฯ กุพฺเพถาติ กเรยฺย ฯ สนฺถวนฺติ มิตฺตสนฺถวํ ฯ ตณฺหาสนฺถโว ปน เกนจิ สทฺธึ น กาตพฺโพ ฯ นหาปิโตติ นหาปิตกุฏุมฺพิโก ฯ นฺหาปิโตติปิ ปาโฐ ฯ

เอวํ สมุทฺทเทวตา อากาเส ฐตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา โอวทิตฺวา นาคราชานํ คณฺหิตฺวา อตฺตโน วิมานเมว อคมาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุปาสโก สกทาคามิผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา โสตาปนฺโน อุปาสโก อุตฺตรึ มคฺคํ ภาเวตฺวา ปรินิพฺพายิ ฯ นาคราชา สาริปุตฺโต อโหสิ, สมุทฺทเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

สีลานิสํสชาตกํ ทสมํ ฯ

อสทิสวคฺโค จตุตฺโถ ฯ

@เชิงอรรถ:

@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๘๙. สีหจัมมชาดกชาดกถัดไป๑๙๑. รุหกชาดก