สีลานิสังสชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ศีล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙ · บรรทัด ๑๓๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นสฺส สทฺธาย สีลสฺส ดังนี้.
ได้ยินว่า อุบาสกนั้นเป็นอริยสาวกผู้มีศรัทธา เลื่อมใสวันหนึ่งเดินไปยังพระวิหารเชตวัน ถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดีในตอนเย็นเมื่อคนเรือจอดเรือไว้ที่ฝั่งไปฟังธรรม ไม่พายเรือที่ท่าน้ำ จึงยึดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่นลงสู่แม่น้ำ. เท้าของเขาหาจมน้ำไม่. เขาเห็นคลื่นเวลาเดินไปกลางน้ำ คล้ายกับเดินเหนือพื้นดิน. ครั้นปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ของเขาอ่อนลง. เท้าของเขาก็เริ่มจะจม. เขาจึงประคองปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่น เดินไปหลังน้ำ ถึงพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนหนึ่ง พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขาตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านเดินทางมาถึงโดยเหน็ดเหนื่อยน้อยกระมัง เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ข้าพระองค์ยึดเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ จึงได้ที่พึ่งเหนือหลังน้ำคล้ายกับเหยียบแผ่นดินมา จึงรับสั่งว่าอุบาสก มิใช่ท่านเท่านั้นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วได้ที่พึ่ง แม้แต่ก่อนอุบาสกทั้งหลายก็ระลึกถึงพระพุทธคุณได้ที่พึ่ง เมื่อเรืออับปางกลางสมุทร เมื่อเขาทูลอาราธนาจึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน โดยสารเรือไปกับกุฎุมพีช่างกัลบกคนหนึ่ง. ภรรยาของช่างกัลบกนั้นมอบหมายช่างกัลบกแก่เขาว่า นาย สุขทุกข์ของสามีของดิฉัน ขอมอบให้เป็นภาระของท่านครั้นถึงวันที่เจ็ดเรือของกุฎุมพีช่างกัลบกอับปางลงในกลางสมุทรชนทั้งสองเกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง ลอยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง. ช่างกัลบกนั้นจึงฆ่านกปิ้งกินแล้วให้อุบาสก. อุบาสกไม่ยอมบริโภค โดยกล่าวว่า อย่าเลยสำหรับเรา. อุบาสกคิดว่า ในที่นี้นอกจากพระรัตนตรัยแล้ว ไม่มีที่พึ่งอื่นสำหรับเรา. เขาจึงระลึกคุณของพระรัตนตรัย. ลำดับนั้น เมื่อเขากำลังระลึกถึงพญานาคซึ่งเกิดในเกาะนั้น จึงเนรมิตร่างของตนเป็นเรือลำใหญ่มีเทวดาประจำสมุทรเป็นมาณพต้นหนเรือ. เรือเต็มไปด้วยรัตนะเจ็ดประการ. เสากระโดงทั้งสาม สำเร็จด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือสำเร็จด้วยทอง เชือกสำเร็จด้วยเงิน คันใบสำเร็จด้วยทอง. เทวดาประจำสมุทรยืนอยู่บนเรือประกาศว่า ผู้จะไปชมพูทวีปมีไหม. อุบาสกตอบว่า เราจะไป. ถ้าเช่นนั้นจงมาขึ้นเรือเถิด. อุบาสกขึ้นเรือแล้วเรียกช่างกัลบกขึ้นด้วย. เทวดาประจำสมุทรกล่าวว่า ได้แต่ท่านเท่านั้น คนนั้นไม่ได้. อุบาสกถามว่า เพราะเหตุไรเล่า. เทวดาประจำสมุทรตอบว่า เขาไม่มีคุณ คือศีลและอาจาระ เหตุเป็นดังนั้น ข้าพเจ้านำเรือมาเพื่อท่าน มิใช่ผู้นี้. เอาละเราให้ส่วนแก่คนนี้ด้วยทานที่ตนให้ด้วยศีลที่ตนรักษา ด้วยภาวนาที่ตนอบรม. ช่างกัลบกตอบว่าข้าพเจ้าขออนุโมทนา. เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้าจักพาไปเดี๋ยวนี้แล้วอุ้มเขาพาไปทั้งสองคน ออกจากสมุทรไปถึงกรุงพาราณสีทางแม่น้ำ บันดาลให้ทรัพย์อยู่ในเรือนของเขาทั้งสอง ด้วยอานุภาพของตน เมื่อจะกล่าวถึงคุณของการสังสรรค์กับบัณฑิตว่า ควรทำความสังสรรค์กับบัณฑิตทั้งหลาย หากว่าช่างกัลบกคนนี้ไม่ได้สังสรรค์กับอุบาสกนี้ จักพินาศในท่ามกลางสมุทรนั้นเอง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
จงดูผลของศรัทธา ศีล จาคะ นี้เถิด พญานาคเนรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มี ศรัทธาไป. บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษเถิด พึงทำ ความสนิทสนมกับสัตบุรุษเถิด ด้วยช่างกัลบก ถึงความสวัสดีได้ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ ทั้งหลาย.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปสฺส ได้แก่ เรียกว่า จงดูเถิดไม่กำหนดใคร ๆ. บทว่า สทธาย คือด้วยโลกิยศรัทธา และโลกุตตรศรัทธา. แม้ในศีลก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า จาคสฺส ได้แก่ บริจาคไทยธรรมและบริจาคกิเลส. บทว่า อยํ ผลํ ได้แก่นี้เป็นผล คือเป็นคุณ เป็นอานิสงส์. อีกอย่างหนึ่งพึงเห็นความอธิบายในบทนี้อย่างนี้ว่า จงดูผลของการบริจาคเถิด พญานาคนี้แปลงเพศเป็นเรือ. บทว่า นาวาย วณฺเณน คือด้วยสัณฐานเรือ. บทว่า สทฺธํ คือ มีศรัทธาตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย. บทว่า สพฺภิเรว คือ พวกบัณฑิตนั่นเอง. บทว่า สมาเสถ ได้แก่ พึงกระทำบทว่า สนฺถวํ ได้แก่ สนิทสนมฐานมิตร. แต่ไม่ควรทำความสนิทสนมด้วยตัณหากับใคร ๆ. บทว่า นหาปิโต ได้แก่ กุฎุมพีช่างกัลบก. บาลีว่า นฺหาปิโต ก็มี.
เทวดาประจำสมุทร ยืนอยู่บนอากาศ แสดงธรรมกล่าวสอนอย่างนี้แล้ว จึงพาพญานาคกลับไปวิมานของตน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจธรรมอุบาสกตั้งอยู่ในสกทาคามิผล. อุบาสกโสดาบันในกาลนั้น ครั้นเจริญมรรคให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็นิพพาน. พญานาคได้เป็นสารีบุตร ส่วนเทวดาประจำสมุทร คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลานิสังสชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อสทิสชาดก ๒. สังคามาวจรชาดก ๓. วาโลทกชาดก๔. คิริทัตตชาดก ๕. อนภิรติชาดก ๖. ทธิวาหนชาดก ๗. จตุมัฎฐชาดก ๘. สีหโกฏฐุกชาดก ๙. สีหจัมมชาดก ๑๐. สีลานิสังสชาดก.
จบ อสทิสวรรคที่ ๔ ๕. รุหกวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๑๙–๒๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
10 Sīlānisaṃsajātakaṃ
passa saddhāya sīlassāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ saddhaṃ upāsakaṃ ārabbha kathesi.
So kira saddho pasanno ariyasāvako ekadivasaṃ jetavanaṃ gacchanto sāyaṃ aciravatīnadītīraṃ gantvā nāvike nāvaṃ tīre ṭhapetvā dhammassavanatthāya gate titthe nāvaṃ adisvā buddhārammaṇaṃ pītiṃ daḷhaṃ gahetvā nadiṃ otari. Tassa pādā udakamhi na osīdiṃsu. So paṭhavītale gacchanto viya vemajjhagatakāle vīciṃ passati. Athassa buddhārammaṇapīti mandā jātā, tassa pādā osīdituṃ ārabhiṃsu. So puna buddhārammaṇaṃ pītiṃ daḷhaṃ katvā udakapiṭṭheneva gantvā jetavanaṃ pavisitvā satthāraṃ vanditvā ekamantaṃ nisīdi. Satthā tena saddhiṃ paṭisanthāraṃ katvā upāsaka kacci maggaṃ āgacchanto appakilamathena āgatosīti pucchitvā bhante buddhārammaṇaṃ pītiṃ gahetvā udakapiṭṭhe patiṭṭhaṃ labhitvā paṭhaviṃ maddanto viya āgatomhīti vutte na kho upāsaka tvaññeva buddhaguṇe anussaritvā patiṭṭhaṃ Laddho, pubbepi upāsakā samuddamajjhe nāvāya bhinnāya buddhaguṇe anussarantā patiṭṭhaṃ labhiṃsūti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.
Atīte kassapasammāsambuddhakāle sotāpanno ariyasāvako ekena nahāpitakuṭumbikena saddhiṃ nāvaṃ abhirūhi. Tassa nahāpitassa bhariyā ayya imassa sukhadukkhaṃ tava bhāroti nahāpitampi tassa hatthe nikkhipi. Athassa nāvā sattame divase samuddamajjhe bhinnā. Tepi dve janā ekasmiṃ phalake nipannā ekadīpakaṃ pāpuṇiṃsu. Tattha so nahāpito sakuṇe māretvā pacitvā khādanto upāsakassa deti. Upāsako alaṃ mayhanti na khādati. So cintesi imasmiṃ ṭhāne amhākaṃ ṭhapetvā tīṇi saraṇāni aññā patiṭṭhā natthīti. So tiṇṇaṃ ratanānaṃ guṇe anussari. Athassa anussarantassa tasmiṃ dīpake nibbatto nāgarājā attano sarīraṃ mahānāvaṃ katvā māpesi. Samuddadevatā niyāmako māṇavo ahosi. Nāvā sattaratanehi pūrayittha. Tayo kūpakā indanīlamaṇimayā ahesuṃ, sovaṇṇamayo lakāro rajatamayāni yottāni sovaṇṇamayāni yaṭṭhiyāni. Samuddadevatā nāvāya ṭhatvā atthi jambudīpaṃ gamikāti ghoseti. Upāsako mayaṃ gamissāmāti āha. Tena hi ehi nāvaṃ abhirūhāti. So nāvaṃ abhirūhitvā nahāpitaṃ pakkosi. Samuddadevatā tuyhaññeva labbhati na etassāti āha. Kiṃkāraṇāti. Etassa sīlācāraguṇā natthi, taṃ kāraṇaṃ, ahaṃ tuyhaṃ nāvaṃ āharāmi na etassāti. Hotu, ahaṃ attano dinnadānena rakkhitasīlena Bhāvitabhāvanāya etassa pattiṃ dammīti. Nahāpito anumodāmīti āha. Devatā idāni gaṇhissāmīti tampi āropetvā ubhopi jane samuddā nikkhamitvā nadiyā bārāṇasiṃ patvā attano ānubhāvena dvinnampi tesaṃ gehe dhanaṃ patiṭṭhāpetvā paṇḍiteheva saddhiṃ saṃsaggo nāma kātabbo, sace imassa nahāpitassa iminā upāsakena saddhiṃ saṃsaggo nābhavissa, samuddamajjhe yeva nassissatīti paṇḍitasaṃsaggassa guṇe kathayamānā imā gāthā avoca
passa saddhāya sīlassa cāgassa ca ayaṃ phalaṃ,
nāgo nāvāya vaṇṇena saddhaṃ vahati upāsakaṃ.
Sabbhi reva samāsetha, sabbhi kubbetha santhavaṃ,
sataṃ hi sannivāsena sotthiṃ gacchati nahāpitoti.
Tattha passāti kañci aniyamitvā passathāti ālapati. Saddhāyāti lokiyalokuttarāya saddhāya. Sīlepi eseva nayo. Cāgassāti deyyadhammapariccāgassa ceva kilesapariccāgassa ca. Ayaṃ phalanti idaṃ phalaṃ guṇaṃ ānisaṃsanti attho. Atha vā cāgassa phalaṃ passa ayaṃ nāgo nāvāya vaṇṇenāti evamettha attho daṭṭhabbo. Nāvāya vaṇṇenāti nāvāya saṇṭhānena. Saddhanti tīsu saraṇesu patiṭṭhitasaddhaṃ. Sabbhi revāti paṇḍitehi yeva. Samāsethāti ekato avaseyya upavaseyyāti attho. Kubbethāti kareyya. Santhavanti mittasanthavaṃ. Taṇhāsanthavo pana kenaci saddhiṃ na kātabbo. Nahāpitoti nahāpitakuṭumbiko. Nhāpitotipi pāṭho.
Evaṃ samuddadevatā ākāse ṭhatvā dhammaṃ desetvā ovaditvā nāgarājānaṃ gaṇhitvā attano vimānameva agamāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne upāsako sakadāgāmiphale patiṭṭhahi. Tadā sotāpanno upāsako uttariṃ maggaṃ bhāvetvā parinibbāyi. Nāgarājā sāriputto ahosi, samuddadevatā pana ahamevāti.
Sīlānisaṃsajātakaṃ dasamaṃ.
Asadisavaggo catuttho.
@Footnote:
@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗