รุหกชาดก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๑ · บรรทัด ๑๔๐๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
อรรถกถรุหกชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการเล้าโลมของภรรยาเก่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อมฺโภ รุหกจฺฉินฺนาปิ ดังนี้. เรื่องราวจักมีแจ้งในอินทริยชาดกในอัฏฐกนิบาต.
ก็ในเรื่องนี้พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุหญิงคนนี้ทำความพินาศให้แก่เธอ แม้เมื่อก่อนหญิงคนนี้ก็ได้ทำอาการให้เธออาย ในท่ามกลางบริษัทพร้อมทั้งพระราชาแล้วออกจากเรือนไป แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์ ครั้นทรงเจริญวัย เมื่อพระชนกสวรรคตแล้วทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงครองราชย์โดยธรรม. พระองค์มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อ รุหกะ. ภรรยาของรุหกะชื่อ ปุรณีพราหมณี. พระราชาพระราชทานม้า ประดับเครื่องอลังการแก่พราหมณ์. เขาขี่ม้าไปทำราชการ. ลำดับนั้น ประชาชนผู้ยืนอยู่ในที่นั้น ๆเห็นเขานั่งบนหลังม้าที่ประดับแล้วผ่านไปมาอยู่ จึงสรรเสริญม้าเท่านั้นว่า แม่เจ้าโวยม้านี้งามอย่างประหลาด. รุหกปุโรหิตมาถึงเรือน ขึ้นเรือนเรียกภรรยามาพูดว่า นี่น้องม้าของเรางามเหลือเกิน ประชาชนที่ยืนอยู่ทั้งสองข้าง สรรเสริญแต่ม้าของเราเท่านั้น. ฝ่ายพราหมณีนั้นเป็นหญิง ค่อนข้างจะเป็นชาตินักเลง เหลาะแหละ เพราะฉะนั้นนางจึงตอบเขาอย่างนี้ว่านายท่านไม่รู้เหตุที่ทำให้ม้างาม ม้าตัวนี้งามเพราะอาศัยเครื่องม้าที่ประดับไว้ที่ตัว. หากท่านประสงค์จะงามเหมือนม้า จงประดับเครื่องม้าแล้วขึ้นไป ระหว่างถนน แล้วซอยเท้าเหมือนม้าไปเฝ้าพระราชา. แม้พระราชาก็จักยกย่องท่าน แม้พวกมนุษย์ก็จักสรรเสริญท่านเท่านั้น. รุหกปุโรหิตเป็นพราหมณ์ค่อนข้างบ้า ๆ บอ ๆ ฟังคำของพราหมณี ก็ไม่รู้ว่านางพูดกะเราเพราะเหตุนี้ มุ่งแต่จะงามจึงได้ทำตามนั้น. พวกมนุษย์ที่เห็นต่างพากันพูดเย้ยหยันว่า อาจารย์งาม. ส่วนพระราชารับสั่งกะเขาเป็นต้นว่า อาจารย์จิตใจไม่ปกติไปแล้วหรือ เป็นบ้าไปแล้วหรือ แล้วทรงทำให้ปุโรหิตละอาย.
ในกาลนั้นพราหมณ์ละอายว่า เราทำสิ่งอันไม่สมควรเสียแล้ว จึงเกรี้ยวกราดนางพราหมณีว่า เราถูกนางทำให้ได้อายในระหว่างเสนากับพระราชานั้น เราจักโบยตีนางแล้วขับไล่นางไปเสีย แล้วกลับไปเรือน นางพราหมณีนักเลงรู้ว่า สามีโกรธกลับมา จึงออกไปทางประตูเล็กก่อนแล้วไปพระราชวัง พักอยู่ในพระราชวังสี่ห้าวัน. พระราชาทรงทราบเหตุนั้น จึงรับสั่งให้เรียกปุโรหิตมาตรัสว่า อาจารย์ ธรรมดาสตรีย่อมมีความผิดได้เหมือนกัน ควรยกโทษให้นางเสียเถิด เพื่อให้ปุโรหิตยกโทษจึงตรัสคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนรุหกะ สายธนูถึงขาดแล้วก็ยังต่อ กันได้อีก ท่านจงคืนดีเสียกับภรรยาเก่าเถิด อย่า ลุอำนาจความโกรธเลย. ความย่อในคาถานั้นมีดังนี้ รุหกะผู้เจริญ สายธนูแม้ขาดแล้ว ก็ยังยัง คือทำให้ติดกันได้มิใช่หรือ ท่านก็เหมือนกันควร สมัครสมานกับภรรยาเก่าเสียเถิด อย่าลุอำนาจ ความโกรธเลย. รุหกะได้สดับพระราชาดำรัสดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า เมื่อป่านอ่อนยังมีอยู่ ช่างทำก็ยังมีอยู่ ข้าพระบาทจักกระทำสายอื่นใหม่ พอกันที สำหรับสายเก่า.
ใจความแห่งคาถานั้นว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อป่านอ่อนยังมีและเมื่อช่างทำยังมี ข้าพระองค์จักทำสายอื่น ไม่ต้องการสายเก่าที่ขาดแล้วนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับข้าพระองค์.
ก็และครั้นปุโรหิตกราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงไล่นางพราหมณีออกไป นำนางพราหมณีอื่นมา.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุกระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. นางปุราณีในครั้งนั้น ได้เป็นภรรยาเก่าในครั้งนี้ รุหกะได้เป็น ภิกษุกระสัน ส่วนพระราชาพาราณสีคือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถารุหกชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๒๔–๒๒๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ รุหกวคฺควณฺณนา
๑ รุหกชาตกํ ฯ
อมฺโภ รุหกจฺฉินฺนาปีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โปราณทุติยิกปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วตฺถุ อฏฺฐกนิปาเต อินฺทฺริยชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ อยนฺเต ภิกฺขุ อิตฺถี อนตฺถการิกา, ปุพฺเพปิ ตํ เอสา สราชิกาย ปริสาย มชฺเฌ ลชฺชาเปตฺวา เคหา นิกฺขมานาการํ อกาสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส รุหโก นาม ปุโรหิโต อโหสิ ฯ ตสฺส ปูรณี นาม พฺราหฺมณี ภริยา ฯ ราชา พฺราหฺมณสฺส อสฺสํ ภณฺฑเกน อลงฺกริตฺวา อสฺสํ อทาสิ ฯ โส ตํ อสฺสํ อภิรุยฺห รญฺโญ อุปฏฺฐานํ คจฺฉติ ฯ อถ นํ อลงฺกตสฺส อสฺสสฺส ปิฏฺเฐ นิสีทิตฺวา คจฺฉนฺตมาคจฺฉนฺตญฺจ ทิสฺวา ตหึ ตหึ ฐิตา มนุสฺสา อโห อสฺสสฺส รูปํ, อโห อสฺโส โสภตีติ อสฺสเมว ปสํสนฺติ ฯ โส เคหํ อาคนฺตฺวา ปาสาทํ อภิรูหิตฺวา ภริยํ อามนฺเตสิ ภทฺเท อมฺหากํ อสฺโส อติวิย โสภติ, อุโภสุ ปสฺเสสุ ฐิตา มนุสฺสา อมฺหากํ อสฺสเมว วณฺเณนฺตีติ ฯ สา ปน พฺราหฺมณี โถกํ ฉินฺนิกา ธุตฺติกชาติกา ๑- เตน นํ เอวมาห อยฺย ตฺวํ อสฺสสฺส โสภณการณํ น ชานาสิ, อยํ อสฺโส อตฺตโน อลงฺกตํ อสฺสภณฺฑกํ นิสฺสาย โสภติ, สเจ ตฺวมฺปิ อสฺโส วิย โสภิตุกาโม อสฺสภณฺฑํ ปิลนฺธิตฺวา อนฺตรวีถึ โอรุยฺห อสฺโส วิย ปาเท โกฏฺฏยมาโน คนฺตฺวา ราชานํ ปสฺส, ราชาปิ ตํ วณฺณยิสฺสติ, มนุสฺสาปิ ตญฺเญว วณฺณยิสฺสนฺตีติ ฯ โส อุมฺมตฺตชาติโก พฺราหฺมโณ ตสฺสา วจนํ สุตฺวา อิมินา นาม การเณน สา มํ วทตีติ อชานิตฺวา โสภณสญฺญี หุตฺวา ตถา อกาสิ เยว ฯ เย เย ปสฺสนฺติ เต เต ปริหาสํ กโรนฺตา โสภติ อาจริโยติ วทึสุ ฯ ราชา ปน นํ กึ อาจริย จิตฺตนฺเต ๒- กุปฺปิตํ, อุมฺมตฺตโกสิ ชาโตติ อาทีนิ วตฺวา ลชฺชาเปสิ ฯ ตสฺมึ กาเล พฺราหฺมโณ อยุตฺตํ มยา กตนฺติ ลชฺชิโต พฺราหฺมณิยา กุชฺฌิตฺวา ตายมฺหิ สราชิกาย เสนาย อนฺตเร ลชฺชาปิโต โปเถตฺวา ตํ นิกฺกฑฺฒิสฺสามีติ เคหํ อคมาสิ ฯ ธุตฺติพฺราหฺมณี ตสฺส กุชฺฌิตฺวา อาคมนภาวํ ญตฺวา ปุเรตรเมว จุลฺลทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา ราชนิเวสนํ คนฺตฺวา จตุหปญฺจาหํ ตตฺเถว อโหสิ ฯ ราชา ตํ การณํ ญตฺวา ปุโรหิตํ ปกฺโกสาเปตฺวา อาจริย มาตุคามสฺส นาม โทโส โหติ เยว, พฺราหฺมณิยา ขมิตุํ วฏฺฏตีติ ขมาปนตฺถาย ปฐมํ คาถมาห
อมฺโภ รุหก ฉินฺนาปิ ชิยา สนฺธิยฺยเต ปุน,
สนฺธิยฺยสฺสุ ปุราณิยา, มา โกธสฺส วสํ คมีติ ฯ ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ โภ รุหก นนุ ฉินฺนาปิ ธนุชิยา ปุน
@เชิงอรรถ: ๑ ธุตฺติกธาตุกาติปิ ฯ ๒ ปิตฺตนฺเตติปิ ฯ สนฺธิยฺยติ ฆฏียติ, เอวเมว ตฺวํ ปุราณิยา สทฺธึ สนฺธิยฺยสฺสุ โกธสฺส วสํ มา คมีติ ฯ
ตํ สุตฺวา รุหโก ทุติยํ คาถมาห
วิชฺชมาเนสุ มุทุวาเกสุ วิชฺชมาเนสุ การิสุ
อญฺญํ ชิยํ กริสฺสามิ, อลญฺเญว ปุราณิยาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ มหาราช มุทุวาเกสุ จ ชิยการเกสุ จ มนุสฺเสสุ วิชฺชมาเนสุ อญฺญํ ชิยํ กริสฺสามิ, อิมาย ฉินฺนาย ปุราณิยา ชิยาย อลํ, นตฺถิ เม โกจิ อตฺโถติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา ตํ นีหริตฺวา อญฺญํ พฺราหฺมณึ อาเนสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ปุราณี ปุราณทุติยิกา อโหสิ, รุหโก อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ, พาราณสีราชา ปน อหเมวาติ ฯ
รุหกชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗