ปัพพตูปัตถรชาดก
ว่าด้วยสระที่เชิงเขาลาด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๙ · บรรทัด ๑๔๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระเจ้าโกสล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพตูปตฺถเร รมฺเม ดังนี้.
ได้ยินว่าอำมาตย์คนหนึ่ง ของพระเจ้าโกสลก่อการร้ายขึ้นภายในพระราชวัง พระราชาทรงสอบสวน ทรงทราบเรื่องนั้นโดยถ่องแท้แล้ว จึงเสด็จไปยังพระเชตวันด้วยทรงดำริว่าจักกราบทูลพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วตรัสถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อำมาตย์คนหนึ่งก่อการร้ายขึ้นภายในพระราชวังของข้าพระองค์ จะควรทำอย่างไรแก่อำมาตย์ผู้นั้นพระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามพระราชานั้นว่ามหาบพิตร ก็อำมาตย์ผู้นั้นมีอุปการะต่อพระองค์ และหญิงนั้นเป็นที่รักของพระองค์หรือ กราบทูลว่า เป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้าข้าอำมาตย์ผู้นั้นมีอุปการะยิ่งนัก ช่วยเหลือราชตระกูลทุกอย่างทั้งหญิงนั้นก็เป็นที่รักของหม่อมฉัน มีพระพุทธดำรัสว่า มหาบพิตร ไม่ควรลงโทษในเสวกผู้มีอุปการะและในหญิงซึ่งเป็นที่รักของพระองค์ แม้แต่ก่อนพระราชาทั้งหลายทรงสดับถ้อยคำของเหล่าบัณฑิต ก็ยังไม่ทรงวางพระทัยเป็นกลาง เมื่อพระราชาทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเจริญวัย ก็ได้มีหน้าที่ถวายอรรถและธรรมของพระองค์. ครั้งนั้น อํามาตย์คนหนึ่งของพระราชา ก่อเหตุร้ายภายในพระราชวังพระราชาทรงทราบเรื่องนั้นโดยถ่องแท้ จึงทรงดำริว่า ทั้งอำมาตย์ก็มีอุปการะแก่เรามาก ทั้งหญิงนี้ก็เป็นที่รักของเราจะทำลายคนทั้งสองนี้ไม่ได้ เราจะถามปัญหากะอำมาตย์บัณฑิตถ้าจะต้องอดทนได้ เราก็จะอดทน ถ้าอดทนไม่ได้เราก็จะไม่อดทน จึงตรัสเรียกหาพระโพธิสัตว์ให้อาสนะแล้วตรัสว่า ท่านบัณฑิต เราจักถามปัญหา เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชข้าพระพุทธเจ้าจักแก้ปัญหา เมื่อจะตรัสถามปัญหาจึงตรัสคาถาแรกว่า :-
สระโบกขรณีมีน้ำใสสะอาดเกิดอยู่ที่ เชิงเขาลาดน่ารื่นรมย์ สุนัขจิ้งจอกรู้ว่าสระนั้น อันราชสีห์รักษาอยู่ แล้วลงไปอาบน้ำได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพตูปตฺถเร รมฺเม คือในที่เนินตั้งลาดลงไปในเชิงเขาหิมพานต์. บทว่า ชาตา โปกฺขรณี สิวาคือ สระโบกขรณีมีน้ำเย็นอร่อยเกิดแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง แม้แม่น้ำที่ดาดาษไปด้วยดอกบัว ก็ชื่อว่าโบกขรณีเหมือนกัน. อป ศัพท์ในบทว่า อปาปาสิ เป็นอุปสรรค ความว่า ได้ดื่มแล้วบทว่า ชานํ สีเหน รกฺขิตํ ความว่า สระโบกขรณีนั้น สำหรับเป็นที่บริโภคของราชสีห์ อันราชสีห์รักษา. สุนัขจิ้งจอกนั้นทั้งที่รู้อยู่ว่า สระโบกขรณีนี้ราชสีห์รักษาก็ดื่ม ท่านเข้าใจว่าอย่างไร สุนัขจิ้งจอกนั้นไม่กลัวราชสีห์หรือ จึงดื่มน้ำในสระโบกขรณีเห็นปานนี้ นี้เป็นข้ออธิบายในคาถานี้
พระโพธิสัตว์ทราบว่า อำมาตย์คนหนึ่งชะรอยจักก่อเหตุร้ายขึ้นในภายในพระราชวังของพระราชานี้ จึงกล่าวคาถาที่๒ ว่า :-
ข้าแต่มหารา ถ้าสัตว์ทั้งหลายที่มีเท้า พากันดื่มน้ำในแม่น้ำใหญ่ แม่น้ำจะกลายเป็น ไม่ใช่แม่น้ำ เพราะเหตุนั้นก็หามิได้ ถ้าบุคคล ทั้งสองนั้นเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ก็ทรง งดโทษเสีย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สาปทานิ ได้แก่ มิใช่สุนัขจิ้งจอกอย่างเดียวเท่านั้น สัตว์มีเท้าทั้งหมด มีสุนัข ม้า แมว และเนื้อก็ดื่มกิน. สัตว์ทั้งหลายย่อมดื่มน้ำในแม่น้ำอันชื่อว่า โบกขรณีเพราะดาดาษไปด้วยดอกบัว. บทว่า น เตน อนที โหติ ความว่าก็สัตว์ทุกชนิดที่กระหาย ทั้งมีสองเท้าและสี่เท้าทั้งงูและปลาย่อมดื่มน้ำในแม่น้ำ. แม่น้ำนั้นจะชื่อว่า ไม่ใช่แม่น้ำเพราะเหตุนั้นก็หามิได้ ทั้งชื่อว่าเป็นแม่น้ำเดนก็หามิได้. ถามว่าเพราะเหตุไรแก้ว่า เพราะเป็นของสาธารณ์แก่สัตว์ทั่วไป อนึ่ง แม่น้ำที่ใคร ๆดื่มย่อมไม่เสียหาย ฉันใด แม้หญิงก็ฉันนั้น ล่วงละเมิดสามีด้วยอำนาจกิเลส ไปอยู่ร่วมกับชายอื่นจะชื่อว่า มิใช่หญิงก็หามิได้. ถามว่า เพราะเหตุไร. แก้ว่า เพราะเป็นของสาธารณ์แก่คนทั่วไป. ทั้งไม่ชื่อว่าเป็นหญิงเดน. ถามว่า เพราะเหตุไร. แก้ว่าเพราะความเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยเปรียบเหมือนน้ำ. บทว่า ขมสฺสุ ยทิ เต ปิยา ความว่า หากว่าหญิงนั้นเป็นที่รักของพระองค์และอำมาตย์นั้นเป็นผู้มีอุปการะมากแก่พระองค์ ขอพระองค์จงงดโทษแก่เขาทั้งสองเถิด คือทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นกลาง.
พระมหาสัตว์ได้ถวายโอวาทแก่พระราชาอย่างนี้. พระราชาทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์แล้วมีพระดำรัสว่ายกโทษแก่คนทั้งสองว่า ตั้งแต่นี้ไป เจ้าทั้งสองอย่าทำกรรมชั่วเช่นนี้อีก. พระราชาทรงทำบุญมีทานเป็นต้น เมื่อสิ้นพระชนม์ทรงบำเพ็ญทางไปสวรรค์ให้บริบูรณ์.
แม้พระราชาโกสลได้ทรงสดับพระธรรมเทศนานี้แล้วก็ทรงยกโทษให้คนทั้งสองเหล่านั้น วางพระองค์เป็นกลาง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้ ส่วนอำมาตย์บัณฑิตได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาปัพพตูปัตถรชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๔๖–๒๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ ปพฺพตูปตฺถรชาตกํ
ปพฺพตูปตฺถเร รมฺเมติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลราชานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โกสลรญฺโญ กิร เอโก อมจฺโจ อนฺเตปุเร ปทุสฺสิ ฯ ราชา ปริวิมํสมาโน ตํ ตตฺตโต ญตฺวา สตฺถุ อาโรเจสฺสามีติ เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ภนฺเต อมฺหากํ อนฺเตปุเร เอโก อมจฺโจ ปทุสฺสิ, ตสฺส กึ กาตุํ วฏฺฏตีติ ปุจฺฉิ ฯ อถ นํ สตฺถา อุปการโก เต มหาราช โส จ อมจฺโจ, สา จ อิตฺถี ปิยาติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเต อติวิย อุปการโก สกลราชกุลํ สนฺธาเรติ, สาปิ เม อิตฺถี ปิยาติ วุตฺเต มหาราช อตฺตโน อุปการเกสุ เสวเกสุ ปิยาสุ จ อิตฺถีสุ ทุพฺภิตุํ น สกฺกา, ปุพฺเพปิ ราชาโน ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา มชฺฌตฺตา ว อเหสุนฺติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อมจฺจกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตสฺส อตฺถธมฺมานุสาสโก อโหสิ ฯ อถสฺส รญฺโญ เอโก อมจฺโจ อนฺเตปุเร ปทุสฺสิ ฯ ราชา ตํ ตตฺตโต ญตฺวา อมจฺโจปิ เม พหูปกาโร, อยํ อิตฺถีปิ เม ปิยา, เทฺวปิ อิเม นาเสตุํ น สกฺกา, ปณฺฑิตามจฺจํ ปญฺหํ ปุจฺฉิตฺวา สเจ สหิตพฺพํ ภวิสฺสติ, สหิสฺสามิ, โน เจ น สหิสฺสามีติ โพธิสตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา อาสนํ ทตฺวา ปณฺฑิต ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามีติ วตฺวา ปุจฺฉ มหาราช, วิสฺสชฺเชสฺสามีติ วุตฺเต ปญฺหํ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
ปพฺพตูปตฺถเร รมฺเม ชาตา โปกฺขรณี สิวา,
ตํ สิคาโล อปาปาสิ ชานํ สีเหน รกฺขิตนฺติ ฯ
ตตฺถ ปพฺพตูปตฺถเร รมฺเมติ หิมวนฺตปพฺพตปาเท ปตฺถริตฺวา ฐิเต องฺคณฏฺฐาเนติ อตฺโถ ฯ ชาตา โปกฺขรณี สิวาติ สีตลา มธุโรทกา โปกฺขรณี นิพฺพตฺตา, อปิ จ โปกฺขรสญฺฉนฺนา นทีปิ โปกฺขรณี เยว ฯ อปาปาสีติ อปอิติ อุปสคฺโค อปาสีติ อตฺโถ ฯ ชานํ สีเหน รกฺขิตนฺติ สา โปกฺขรณี สีหปริโภคา สีเหน รกฺขิตา ฯ โสปิ นํ สิคาโล สีเหน รกฺขิตา อยนฺติ ชานนฺโต ว อปาสิ, ตฺวํ กึ มญฺญสิ, โส สิคาโล สีหสฺส อภายิตฺวา ปิเวยฺย เอวรูปํ โปกฺขรณินฺติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ฯ
โพธิสตฺโต อทฺธา เอตสฺส อนฺเตปุเร เอโก อมจฺโจ ปทุฏฺโฐ ภวิสฺสตีติ ญตฺวา ทุติยํ คาถมาห
ปิวนฺติ เจ มหาราช สาปทานิ มหานทึ,
น เตน อนที โหติ, ขมสฺสุ ยทิ เต ปิยาติ ฯ
ตตฺถ สาปทานีติ น เกวลํ สิคาโล ว, อวเสสานิ สุนขสสพิลารมิคาทีนิ สพฺพสาปทานิ ฯ ตํ โปกฺขรสญฺฉนฺนตฺตา โปกฺขรณีติ ลทฺธนามํ นทึ ปิวนฺเตว ฯ น เตน อนที โหตีติ นทิยํ หิ ทฺวิปทจตุปฺปทาปิ อหิมจฺฉาปิ สพฺเพ ปิปาสิตา ปานียํ ปิวนฺติ ฯ น สา เตน การเณน อนที นาม โหติ, นาปิ อุจฺฉิฏฺฐนที ฯ กสฺมา ฯ สพฺเพสํ สาธารณตฺตา ฯ ยถาปิ นที เยน เกน จิ ปีตา น ทุสฺสติ เอวํ อิตฺถีปิ กิเลสวเสน สามิกํ อติกฺกมิตฺวา อญฺเญน สทฺธึ สํวาสํ คตา เนว อนิตฺถี โหติ ฯ กสฺมา ฯ สพฺเพสํ สาธารณภาเวน ฯ นาปิ อุจฺฉิฏฺฐิตฺถี ฯ กสฺมา ฯ โอทกนฺติกตาย สุทฺธภาเวน ฯ ขมสฺสุ ยทิ เต ปิยาติ ยทิ ปน เต สา อิตฺถี ปิยา, โส จ อมจฺโจ พหูปกาโร, เตสํ อุภินฺนมฺปิ ขมสฺสุ มชฺฌตฺตภาเว ติฏฺฐาติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต รญฺโญ โอวาทํ อทาสิ ฯ ราชา ตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ปุน เอวรูปํ ปาปกมฺมํ มา กริตฺถาติ วตฺวา อุภินฺนมฺปิ ขมิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เตปิ โอรมึสุ ฯ ราชาปิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สคฺคปูรํ ปูเรสิ ฯ
โกสลราชาปิ อิมํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา เตสํ อุภินฺนมฺปิ ขมิตฺวา มชฺฌตฺโต อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, ปณฺฑิตามจฺโจ ปน อหเมวาติ ฯ
ปพฺพตูปตฺถรชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗