ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปัพพตูปัตถรชาดก
ชาดกที่ ๑๙๕ · ทุกนิบาตชาดก · รุหกวรรค

ปัพพตูปัตถรชาดก

ว่าด้วยสระที่เชิงเขาลาด

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๙ · บรรทัด ๑๔๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปัพพตูปัตถรชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระเจ้าโกสล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพตูปตฺถเร รมฺเม ดังนี้.

ได้ยินว่าอำมาตย์คนหนึ่ง ของพระเจ้าโกสลก่อการร้ายขึ้นภายในพระราชวัง พระราชาทรงสอบสวน ทรงทราบเรื่องนั้นโดยถ่องแท้แล้ว จึงเสด็จไปยังพระเชตวันด้วยทรงดำริว่าจักกราบทูลพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วตรัสถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อำมาตย์คนหนึ่งก่อการร้ายขึ้นภายในพระราชวังของข้าพระองค์ จะควรทำอย่างไรแก่อำมาตย์ผู้นั้นพระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามพระราชานั้นว่ามหาบพิตร ก็อำมาตย์ผู้นั้นมีอุปการะต่อพระองค์ และหญิงนั้นเป็นที่รักของพระองค์หรือ กราบทูลว่า เป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้าข้าอำมาตย์ผู้นั้นมีอุปการะยิ่งนัก ช่วยเหลือราชตระกูลทุกอย่างทั้งหญิงนั้นก็เป็นที่รักของหม่อมฉัน มีพระพุทธดำรัสว่า มหาบพิตร ไม่ควรลงโทษในเสวกผู้มีอุปการะและในหญิงซึ่งเป็นที่รักของพระองค์ แม้แต่ก่อนพระราชาทั้งหลายทรงสดับถ้อยคำของเหล่าบัณฑิต ก็ยังไม่ทรงวางพระทัยเป็นกลาง เมื่อพระราชาทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเจริญวัย ก็ได้มีหน้าที่ถวายอรรถและธรรมของพระองค์. ครั้งนั้น อํามาตย์คนหนึ่งของพระราชา ก่อเหตุร้ายภายในพระราชวังพระราชาทรงทราบเรื่องนั้นโดยถ่องแท้ จึงทรงดำริว่า ทั้งอำมาตย์ก็มีอุปการะแก่เรามาก ทั้งหญิงนี้ก็เป็นที่รักของเราจะทำลายคนทั้งสองนี้ไม่ได้ เราจะถามปัญหากะอำมาตย์บัณฑิตถ้าจะต้องอดทนได้ เราก็จะอดทน ถ้าอดทนไม่ได้เราก็จะไม่อดทน จึงตรัสเรียกหาพระโพธิสัตว์ให้อาสนะแล้วตรัสว่า ท่านบัณฑิต เราจักถามปัญหา เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชข้าพระพุทธเจ้าจักแก้ปัญหา เมื่อจะตรัสถามปัญหาจึงตรัสคาถาแรกว่า :-

สระโบกขรณีมีน้ำใสสะอาดเกิดอยู่ที่ เชิงเขาลาดน่ารื่นรมย์ สุนัขจิ้งจอกรู้ว่าสระนั้น อันราชสีห์รักษาอยู่ แล้วลงไปอาบน้ำได้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพตูปตฺถเร รมฺเม คือในที่เนินตั้งลาดลงไปในเชิงเขาหิมพานต์. บทว่า ชาตา โปกฺขรณี สิวาคือ สระโบกขรณีมีน้ำเย็นอร่อยเกิดแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง แม้แม่น้ำที่ดาดาษไปด้วยดอกบัว ก็ชื่อว่าโบกขรณีเหมือนกัน. อป ศัพท์ในบทว่า อปาปาสิ เป็นอุปสรรค ความว่า ได้ดื่มแล้วบทว่า ชานํ สีเหน รกฺขิตํ ความว่า สระโบกขรณีนั้น สำหรับเป็นที่บริโภคของราชสีห์ อันราชสีห์รักษา. สุนัขจิ้งจอกนั้นทั้งที่รู้อยู่ว่า สระโบกขรณีนี้ราชสีห์รักษาก็ดื่ม ท่านเข้าใจว่าอย่างไร สุนัขจิ้งจอกนั้นไม่กลัวราชสีห์หรือ จึงดื่มน้ำในสระโบกขรณีเห็นปานนี้ นี้เป็นข้ออธิบายในคาถานี้

พระโพธิสัตว์ทราบว่า อำมาตย์คนหนึ่งชะรอยจักก่อเหตุร้ายขึ้นในภายในพระราชวังของพระราชานี้ จึงกล่าวคาถาที่๒ ว่า :-

ข้าแต่มหารา ถ้าสัตว์ทั้งหลายที่มีเท้า พากันดื่มน้ำในแม่น้ำใหญ่ แม่น้ำจะกลายเป็น ไม่ใช่แม่น้ำ เพราะเหตุนั้นก็หามิได้ ถ้าบุคคล ทั้งสองนั้นเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ก็ทรง งดโทษเสีย.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สาปทานิ ได้แก่ มิใช่สุนัขจิ้งจอกอย่างเดียวเท่านั้น สัตว์มีเท้าทั้งหมด มีสุนัข ม้า แมว และเนื้อก็ดื่มกิน. สัตว์ทั้งหลายย่อมดื่มน้ำในแม่น้ำอันชื่อว่า โบกขรณีเพราะดาดาษไปด้วยดอกบัว. บทว่า น เตน อนที โหติ ความว่าก็สัตว์ทุกชนิดที่กระหาย ทั้งมีสองเท้าและสี่เท้าทั้งงูและปลาย่อมดื่มน้ำในแม่น้ำ. แม่น้ำนั้นจะชื่อว่า ไม่ใช่แม่น้ำเพราะเหตุนั้นก็หามิได้ ทั้งชื่อว่าเป็นแม่น้ำเดนก็หามิได้. ถามว่าเพราะเหตุไรแก้ว่า เพราะเป็นของสาธารณ์แก่สัตว์ทั่วไป อนึ่ง แม่น้ำที่ใคร ๆดื่มย่อมไม่เสียหาย ฉันใด แม้หญิงก็ฉันนั้น ล่วงละเมิดสามีด้วยอำนาจกิเลส ไปอยู่ร่วมกับชายอื่นจะชื่อว่า มิใช่หญิงก็หามิได้. ถามว่า เพราะเหตุไร. แก้ว่า เพราะเป็นของสาธารณ์แก่คนทั่วไป. ทั้งไม่ชื่อว่าเป็นหญิงเดน. ถามว่า เพราะเหตุไร. แก้ว่าเพราะความเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยเปรียบเหมือนน้ำ. บทว่า ขมสฺสุ ยทิ เต ปิยา ความว่า หากว่าหญิงนั้นเป็นที่รักของพระองค์และอำมาตย์นั้นเป็นผู้มีอุปการะมากแก่พระองค์ ขอพระองค์จงงดโทษแก่เขาทั้งสองเถิด คือทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นกลาง.

พระมหาสัตว์ได้ถวายโอวาทแก่พระราชาอย่างนี้. พระราชาทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์แล้วมีพระดำรัสว่ายกโทษแก่คนทั้งสองว่า ตั้งแต่นี้ไป เจ้าทั้งสองอย่าทำกรรมชั่วเช่นนี้อีก. พระราชาทรงทำบุญมีทานเป็นต้น เมื่อสิ้นพระชนม์ทรงบำเพ็ญทางไปสวรรค์ให้บริบูรณ์.

แม้พระราชาโกสลได้ทรงสดับพระธรรมเทศนานี้แล้วก็ทรงยกโทษให้คนทั้งสองเหล่านั้น วางพระองค์เป็นกลาง.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้ ส่วนอำมาตย์บัณฑิตได้เป็นเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาปัพพตูปัตถรชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๔๖–๒๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

5 Pabbatūpattharajātakaṃ

pabbatūpatthare rammeti idaṃ satthā jetavane viharanto kosalarājānaṃ ārabbha kathesi.

Kosalarañño kira eko amacco antepure padussi. Rājā parivimaṃsamāno taṃ tattato ñatvā satthu ārocessāmīti jetavanaṃ gantvā satthāraṃ vanditvā bhante amhākaṃ antepure eko amacco padussi, tassa kiṃ kātuṃ vaṭṭatīti pucchi. Atha naṃ satthā upakārako te mahārāja so ca amacco, sā ca itthī piyāti pucchitvā āma bhante ativiya upakārako sakalarājakulaṃ sandhāreti, sāpi me itthī piyāti vutte mahārāja attano upakārakesu sevakesu piyāsu ca itthīsu dubbhituṃ na sakkā, pubbepi rājāno paṇḍitānaṃ kathaṃ sutvā majjhattā va ahesunti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto amaccakule nibbattitvā vayappatto tassa atthadhammānusāsako ahosi. Athassa rañño eko amacco antepure padussi. Rājā taṃ tattato ñatvā amaccopi me bahūpakāro, ayaṃ itthīpi me piyā, dvepi ime nāsetuṃ na sakkā, paṇḍitāmaccaṃ pañhaṃ pucchitvā sace sahitabbaṃ bhavissati, sahissāmi, no ce na sahissāmīti bodhisattaṃ pakkosāpetvā āsanaṃ datvā paṇḍita pañhaṃ pucchissāmīti Vatvā puccha mahārāja, vissajjessāmīti vutte pañhaṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha

pabbatūpatthare ramme jātā pokkharaṇī sivā,

taṃ sigālo apāpāsi jānaṃ sīhena rakkhitanti.

Tattha pabbatūpatthare rammeti himavantapabbatapāde pattharitvā ṭhite aṅgaṇaṭṭhāneti attho. Jātā pokkharaṇī sivāti sītalā madhurodakā pokkharaṇī nibbattā, api ca pokkharasañchannā nadīpi pokkharaṇī yeva. Apāpāsīti apaiti upasaggo apāsīti attho. Jānaṃ sīhena rakkhitanti sā pokkharaṇī sīhaparibhogā sīhena rakkhitā. Sopi naṃ sigālo sīhena rakkhitā ayanti jānanto va apāsi, tvaṃ kiṃ maññasi, so sigālo sīhassa abhāyitvā piveyya evarūpaṃ pokkharaṇinti ayamettha adhippāyo.

Bodhisatto addhā etassa antepure eko amacco paduṭṭho bhavissatīti ñatvā dutiyaṃ gāthamāha

pivanti ce mahārāja sāpadāni mahānadiṃ,

na tena anadī hoti, khamassu yadi te piyāti.

Tattha sāpadānīti na kevalaṃ sigālo va, avasesāni sunakhasasabilāramigādīni sabbasāpadāni. Taṃ pokkharasañchannattā pokkharaṇīti laddhanāmaṃ nadiṃ pivanteva. Na tena anadī hotīti nadiyaṃ hi dvipadacatuppadāpi ahimacchāpi sabbe pipāsitā pānīyaṃ pivanti. Na sā tena kāraṇena anadī nāma hoti, nāpi ucchiṭṭhanadī. Kasmā. Sabbesaṃ sādhāraṇattā. Yathāpi nadī yena kena ci pītā na dussati evaṃ itthīpi kilesavasena sāmikaṃ atikkamitvā aññena saddhiṃ saṃvāsaṃ gatā neva anitthī hoti. Kasmā. Sabbesaṃ sādhāraṇabhāvena. Nāpi ucchiṭṭhitthī. Kasmā. Odakantikatāya suddhabhāvena. Khamassu yadi te piyāti yadi pana te sā itthī piyā, so ca amacco bahūpakāro, tesaṃ ubhinnampi khamassu majjhattabhāve tiṭṭhāti.

Evaṃ mahāsatto rañño ovādaṃ adāsi. Rājā tassa ovāde ṭhatvā puna evarūpaṃ pāpakammaṃ mā karitthāti vatvā ubhinnampi khami. Tato paṭṭhāya tepi oramiṃsu. Rājāpi dānādīni puññāni katvā jīvitapariyosāne saggapūraṃ pūresi.

Kosalarājāpi imaṃ dhammadesanaṃ sutvā tesaṃ ubhinnampi khamitvā majjhatto ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā rājā ānando ahosi, paṇḍitāmacco pana ahamevāti.

Pabbatūpattharajātakaṃ pañcamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๙๔. มณิโจรชาดกชาดกถัดไป๑๙๖. วลาหกัสสชาดก