ราธชาดก
ว่าด้วยเรื่องจริงเก่าไม่ดีไม่ควรพูด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๕ · บรรทัด ๑๔๖๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปวาสา อาคโต ตาต ดังนี้.
ได้ยินว่า พระศาสตาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเธอจึงกระสัน กราบทูลว่าข้าพระองค์เห็นหญิงงดงามคนหนึ่ง จึงกระสันเพราะอำนาจกิเลสพระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดามาตุคามใคร ๆ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ แม้เมื่อก่อนเขาวางยามประตูรักษาไว้ ยังไม่อาจรักษาไว้ได้ เธอจะต้องการมาตุคามไปทำอะไร แม้ได้แล้ว ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดนกแขกเต้า. ชื่อว่าราธะ. นกแขกเต้านั้นมีน้องชื่อโปฏฐปาทะ. พรานคนหนึ่งจับนกแขกเต้าสองพี่น้องในขณะยังอ่อนอยู่ไปให้แก่พราหมณ์คนหนึ่งในกรุงพาราณสี. พราหมณ์เลี้ยงดูนกแขกเต้าไว้ในฐานะบุตร. แต่นางพราหมณีของพราหมณ์เป็นหญิงไม่รักษาเนื้อรักษาตัวเป็นคนทุศีล. เมื่อพราหมณ์จะไปทำการค้าจึงเรียกลูกนกแขกเต้านั้นมาสั่งว่า แน่ะลูกพ่อ พ่อจะไปทำการค้า เจ้าทั้งสองคอยดูการกระทำของแม่เจ้าทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน พึงสืบดูว่ามีชายอื่นไปมาหรือไม่ ครั้นมอบหมายนางพราหมณีกับลูกนกแขกเต้าแล้วก็ไป. นางพราหมณีตั้งแต่พราหมณ์ออกไปแล้ว ก็ประพฤติอนาจาร. คนที่มา ๆ ไป ๆ ทั้งกลางคืนกลางวัน ช่างมากมายเหลือเกิน นกโปฏฐปาทะเห็นดังนั้น จึงถามนกราธะว่าพราหมณ์ได้มอบพราหมณีนี้แก่เราไว้แล้วจึงไป และนางพราหมณีนี้ก็ทำการน่าอดสู เราจะว่าแกดีหรือ. นกราธะตอบว่า อย่าว่าแกเลยน้อง. นกโปฏฐปาทะ ไม่เชื่อฟังคำของนกราธะ จึงไปต่อว่านางพราหมณีว่า แม่ เพราะอะไร แม่จึงทำการน่าอดสูอย่างนี้. นางพราหมณีอยากจะฆ่านกโปฏฐปาทะนักทำเป็นรัก เรียกมาพูดว่า นี่ลูกเจ้าก็เป็นลูกของแม่ ตั้งแต่นี้ไปแม่จักไม่ทำอีก มานี่ก่อนซิลูก พอนกโปฏฐปาทะมาก็ตะคอกว่า เจ้าพูดกะเรา เจ้าไม่รู้ประมาณตน แล้วบิดคอเสียจนตายโยนลงไปในเตา. พราหมณ์มาถึงพักผ่อนแล้วเมื่อจะถามพระโพธิสัตว์ว่า แน่ะพ่อราธะแม่ของเจ้าทำอนาจารหรือเปล่า จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ลูกรัก พ่อกลับมาจากที่ค้างแรม กลับมา เดี๋ยวนี้เอง ไม่นานเท่าไรนัก แม่ของเจ้าไม่ไป คบหาบุรุษอื่นดอกหรือ.
อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า แน่ะพ่อราธะ พ่อกลับมาจากที่ค้างแรม พ่อเพิ่งมาเดี๋ยวนี้เอง มาไม่นานนัก ด้วยเหตุนั้นพ่อไม่รู้เรื่องราวจะขอถามเจ้า ดูก่อนลูก แม่ของเจ้าไม่คบหาชายอื่นดอกหรือ
นกราธะตอบว่า ข้าแต่พ่อธรรมดาบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำจริงหรือไม่จริงที่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ได้ เมื่อจะแจ้งให้ทราบจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ธรรมดาบัณฑิตไม่พูดวาจาที่ประกอบ ด้วยความจริง แต่ไม่ดี ขืนพูดไปจะต้องนอนอยู่ ดุจนกแขกเต้าโปฏฐปาทะถูกเผานอนจมอยู่ใน เตาไฟฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า คิรํ คือ คำพูด. จริงอยู่ คำพูดท่านเรียกว่าคิระ เหมือนดังวาจาที่เปล่งออกในเวลานี้. ลูกนกแขกเต้านั้นมิได้คำนึงถึงเพศ จึงกล่าวอย่างนั้น. อธิบายความในคาถานี้ดังนี้. ข้าแต่พ่อ ธรรมดาบัณฑิตจะไม่กล่าวแม้คำที่ประกอบด้วยสัจจะคือ มีสภาพที่เป็นจริงและประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่ทำให้พ้นทุกข์และความจริงที่ไม่ดี คือ ไม่ทำให้พ้นทุกข์. บทว่าสเยถ โปฏฺปาโทว มุมฺมเร อุปกูสิโต ความว่า เหมือนนกโปฏฐปาทะ นอนไหม้อยู่ในเถ้ารึง ฉะนั้น. บาลีว่า อุปกุฏฺิโต ก็มี ความอย่างเดียวกัน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. นกแขกเต้าโปฏฐปาทะในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้ แต่นกแขกเต้าราธะ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาราธชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๖๒–๒๖๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘ ราธชาตกํ
ปวาสา อาคโต ตาตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร สตฺถารา สจฺจํ กิร ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตติ ปุฏฺโฐ สจฺจํ ภนฺเตติ วตฺวา กึการณาติ วุตฺเต เอกํ อลงฺกตอิตฺถึ ทิสฺวา กิเลสวเสนาติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา มาตุคาโม นาม ภิกฺขุ น สกฺกา รกฺขิตุํ, ปุพฺเพปิ โทวาริเก ฐเปตฺวา รกฺขนฺตาปิ รกฺขิตุํ นาสกฺขึสุ, กินฺเต อิตฺถิยา, ลทฺธาปิ รกฺขิตุํ น สกฺกาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สุกโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ ราโธติสฺส นามํ ฯ กนิฏฺฐภาตา ปนสฺส โปฏฺฐปาโท นาม ฯ เต อุโภปิ ตรุณกาเล เยว เอโก ลุทฺทโก คเหตฺวา พาราณสิยํ อญฺญตรสฺส พฺราหฺมณสฺส อทาสิ ฯ พฺราหฺมโณ เต ปุตฺตฏฺฐาเน ฐเปตฺวา ปฏิชคฺคิ ฯ พฺราหฺมณสฺส ปน พฺราหฺมณี อรกฺขิกา ทุสฺสีลา ฯ โส โวหารกรณตฺถาย คจฺฉนฺโต เต สุกโปตเก อามนฺเตตฺวา ตาตา อหํ โวหารตฺถาย คจฺฉามิ, กาเล วา วิกาเล วา ตุมฺหากํ มาตุกรณกมฺมํ โอโลเกยฺยาถ อญฺญสฺส ปุริสสฺส คมนภาวํ วา อคมนภาวํ ๑- วา ชาเนยฺยาถาติ พฺราหฺมณึ สุกโปตเก ปฏิจฺฉาเทตฺวา อคมาสิ ฯ สา ตสฺส นิกฺขนฺตกาลโต ปฏฺฐาย อนาจารํ จริ ฯ รตฺติมฺปิ ทิวาปิ อาคจฺฉนฺตานญฺจ คจฺฉนฺตานญฺจ ปมาณํ นตฺถิ ฯ ตํ ทิสฺวา โปฏฺฐปาโท ราธํ ปุจฺฉิ พฺราหฺมโณ อิมํ พฺราหฺมณึ อมฺหากํ นิยฺยาเทตฺวา คโต, อยญฺจ ปาปกมฺมํ กโรติ, วทามิ นนฺติ ฯ ราโธ มา วทีติ อาห ฯ โส ตสฺส วจนํ อคเหตฺวา อมฺม กึการณา ปาปกมฺมํ กโรสีติ อาห ฯ สา ตํ มาเรตุกามา หุตฺวา ตาต ตฺวํ นาม มยฺหํ ปุตฺโต, อิโต ปฏฺฐาย น กริสฺสามิ, เอหิ ตาว ตาตาติ ปิยายฺมานา วิย ปกฺโกสิตฺวา อาคตํ คเหตฺวา ตฺวํ มํ วทสิ, อตฺตโน ปมาณํ น ชานาสีติ คีวํ ปริวตฺเตตฺวา มาเรตฺวา อุทฺธนนฺตเรสุ
@เชิงอรรถ: ๑ อาคมนภาวนฺติปิ ฯ นิกฺขิปิ ๑- ฯ พฺราหฺมโณ อาคนฺตฺวา วิสฺสมิตฺวา โพธิสตฺตํ กึ ตาต ราธ มาตา เต อนาจารํ กโรติ น กโรตีติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
ปวาสา อาคโต ตาต อิทานิ น จิราคโต,
กจฺจิ นุ ตาต เต มาตา น อญฺญมุปเสวตีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ อหํ ตาต ราธ ปวาสา อาคโต โส จมฺหิ อิทาเนว อาคโต น จิราคโต, เตน ปวตฺตึ อชานนฺโต ตํ ปุจฺฉามิ กจฺจิ นุ เต ตาต มาตา อญฺญํ ปุริสํ น อุปเสวตีติ ฯ
ราโธ ตาต ปณฺฑิตา นาม ภูตํ วา อภูตํ วา อนิยฺยานิกนฺนาม น กเถนฺตีติ ญาเปนฺโต ทุติยํ คาถมาห
น โข ปเนตํ สุภณํ คิรํ สจฺจูปสญฺหิตํ,
สเยถ โปฏฺฐปาโทว มุมฺมเร อุปกูสิโตติ ฯ
ตตฺถ คิรนฺติ วจนํ ฯ วจนํ หิ ยถา อิทานิ คิรา เอวํ ตถา คิรนฺติ วุจฺจติ ฯ โส สุกโปตโก ลิงฺคํ อนาทยิตฺวา เอวมาห ฯ อยํ ปเนตฺถ อตฺโถ ตาต ปณฺฑิโต นาม สจฺจูปสญฺหิตํ ยถาภูตตฺถยุตฺตสภาวํ วจนมฺปิ อนิยฺยานิกํ น สุภณํ อนิยฺยานิกญฺจ สจฺจํ ภณนฺโต ฯ สเยถ โปฏฺฐปาโทว มุมฺมเร อุปกูสิโตติ ยถา โปฏฺฐปาโท กุกฺกุเล ฌาโม สยติ เอวํ เสยฺยาติ ๒- ฯ อุปกุฏฺฐิโตติปิ ปาโฐ ฯ อยเมวตฺโถ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล
@เชิงอรรถ: ๑ ปกฺขิปีติปิ ฯ ๒ สเยยฺยาตีติปิ ฯ ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา โปฏฺฐปาโท อานนฺโท อโหสิ, ราโธ ปน อหเมวาติ ฯ
ราธชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗