สุงสุมารชาดก
ว่าด้วยผู้มีปัญญาไม่สมกับตัว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๖๕ · บรรทัด ๑๕๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัตพยายามปลงพระชนม์พระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อลเมเตหิ อมฺเพหิ ดังนี้
ความย่อมีว่า ในครั้งนั้นพระศาสดาทรงสดับว่า พระเทวทัตพยายามจะฆ่าพระองค์ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเทวทัตพยายามจะฆ่าเรามิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็พยายามเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถทำแม้เพียงให้หวาดสะดุ้งได้ แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดวานร ในหิมวันตประเทศ มีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง ร่างกายใหญ่ มีความงามพร้อม อาศัยอยู่ที่ราวป่าตรงคุ้งแม่น้ำ. ในกาลนั้น จระเข้ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคา. ภรรยาของจระเข้เห็นร่างกายพระโพธิสัตว์ แล้วเกิดแพ้ท้องอยากกินเนื้อหัวใจของพระโพธิสัตว์ จึงบอกจระเข้สามีว่า ผัวจ๋า น้องอยากกินเนื้อหัวใจของพญาลิงนั้น. ผัวบอกว่า น้องจ๋า เราเป็นสัตว์เที่ยวไปในน้ำ ลิงเป็นสัตว์เที่ยวไปบนบก เราจะจับลิงนั้นได้อย่างไรเล่า. เมียบอกว่า พี่จระเข้ต้องหาอุบายจับมาให้ได้ หากจับมาไม่ได้น้องขอตาย. ผัวปลอบว่า อย่าคิดมากไปเลยน้อง พี่มีอุบายอย่างหนึ่ง พี่จะให้น้องกินหัวใจพญาวานรนั้นให้จงได้ จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา แล้วนั่งพัก ณ ฝั่งคงคา กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพญาวานร ท่านเดี๋ยวกินผลกล้วยในถิ่นนี้ เที่ยวไปในที่ที่เคยไปอย่างเดียวเท่านั้นหรือที่ฝั่งคงคาฟากโน้นมีผลไม้อร่อย เป็นต้นว่า มะม่วงและชมพู่ ไม่รู้จักวาย ท่านไม่ควรไปเคี้ยวกินผลาผลที่ฝั่งโน้นบ้างหรือ. พญาวานรตอบว่า ท่านพญากุมภีล์ แม่น้ำคงคามีน้ำมาก ทั้งกว้างใหญ่ ข้าพเจ้าจะข้ามไปได้อย่างไรเล่า. จระเข้กล่าวว่าหากท่านจะไป ข้าพเจ้าจะให้ท่านขึ้นหลังเราไป พญาวานรเชื่อจึงย่อมตกลง. เมื่อจระเข้กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงมาขึ้นหลังเรา พญาวานรจึงขึ้นหลังจระเข้. จระเข้พาไปได้หน่อยหนึ่งก็ดำน้ำจมลง พระโพธิสัตว์กล่าวว่า สหายท่านแกล้งทำให้เราจมน้ำ นี่เรื่องอะไรกัน. จระเข้ตอบว่า เรามิได้พาท่านไปตามธรรมดาดอก แต่เมียของเราเกิดแพ้ท้อง อยากกินหัวใจท่านเราประสงค์จะให้เมียของเรากินหัวใจท่านต่างหาก. พญาวานรกล่าวว่า สหายที่ท่านบอกมาก็ดีแล้ว หากหัวใจอยู่ในท้องของเราเมื่อเรากระโดดไปตามยอดไม้ หัวใจก็จะพึงแหลกลาญหมด. จระเข้ถามว่า ก็ท่านเอาหัวใจไปไว้ที่ไหนเล่า. พระโพธิสัตว์ชี้ให้ดูต้นมะเดื่อต้นหนึ่งไม่ไกลนัก มีผลสุกเป็นพวงแล้วกล่าวว่าท่านจงดูหัวใจของข้าพเจ้าแขวนไว้ที่ต้นมะเดื่อนั่น. จระเข้กล่าวว่า หากท่านให้หัวใจแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าท่าน. พญาวานรกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนำเราไปที่นั่นเถิด เราจะให้หัวใจที่แขวนอยู่บนต้นมะเดื่อแก่ท่าน. จระเข้จึงพาพญาวานรไป ณ ที่นั้น. พระโพธิสัตว์จึงกระโดดจากหลังจระเข้ไปนั่งบนต้นมะเดื่อ กล่าวว่า สหายจระเข้หน้าโง่ เจ้าเข้าใจว่า ธรรมดาหัวใจของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้อยู่บนยอดไม้หรือ เจ้าเป็นสัตว์โง่เราจึงลวงเจ้าได้ ผลาผลของเจ้าก็จงเป็นของเจ้าเถิด เจ้าก็ใหญ่แต่ตัวเท่านั้น แต่หามีปัญญาไม่ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ได้กล่าวคาถานี้ว่า :-
เราไม่ต้องการด้วยผลมะม่วง ผลชมพู่ และขนุนทั้งหลาย ที่ท่านเห็นฝั่งสมุทร ผล มะเดื่อของเราต้นนี้ดีกว่า. ร่างกายของท่านใหญ่โตก็จริง แต่ปัญญา ไม่สมกับร่างกายเลย ดูก่อนจระเข้เจ้าถูกเราลวง เสียแล้ว บัดนี้เจ้าจงไปตามสบายเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อลเมเตหิ ความว่า เราไม่ต้องการผลไม้ที่ท่านเห็นบนเกาะ. บทว่า วรํ มยฺหํ อุทุมฺพโร คือ มะเดื่อต้นนี้ของเราดีกว่า. บทว่า ตทูปิกา ความว่า เจ้ามีปัญญานิดเดียวไม่สมกับร่างกายของเจ้าเลย. บทว่า คจฺฉทานิ ยถาสุขํ ความว่าเจ้าจงไปตามสบายเถิด อธิบายว่า อุบายที่เจ้าจะได้เนื้อหัวใจไม่มีแล้ว.
จระเข้เป็นทุกข์เสียใจ ซบเซาดุจเสียพนันแพ้ไปตั้งพันได้กลับไปที่อยู่ของตนตามเดิม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. จระเข้ในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ นางจระเข้ได้เป็นนางจิญจมาณวิกา ส่วนพญาวานร คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสุงสุมารชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๑๐–๓๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘ สุํสุมารชาตกํ
อลเมเตหิ อมฺเพหีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ สตฺถา เทวทตฺโต วธาย ปริสกฺกตีติ สุตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว เทวทตฺโต มยฺหํ วธาย ปริสกฺกติ, ปุพฺเพปิ ปริสกฺกติ เยว, สนฺตาสมตฺตํ ปน กาตุํ นาสกฺขีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส กปิโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา นาคพโล ถามสมฺปนฺโน มหาสรีโร โสภคฺคปฺปตฺโต หุตฺวา คงฺคานิวตฺตเน อรญฺญายตเน วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตทา คงฺคายํ เอโก สุํสุมาโร วสิ ฯ อถสฺส ภริยา โพธิสตฺตสฺส สรีรํ ทิสฺวา ตสฺส หทยมํเส โทหฬํ อุปฺปาเทตฺวา สุํสุมารํ อาห อหํ สามิ เอตสฺส กปิราชสฺส หทยํ ขาทิตุกามาติ ฯ ภทฺเท มยํ ชลโคจรา, เอส ถลโคจโร, กินฺติ ตํ คณฺหิตุํ สกฺขิสฺสามาติ ฯ เยน เกนจิ อุปาเยน คณฺห, สเจ น ลภิสฺสา มริสฺสามีติ ฯ เตน หิ มา จินฺตยิ, อตฺเถโก อุปาโย, ขาทาเปสฺสามิ ตนฺตสฺส หทยนฺติ สุํสุมารึ สมสฺสาเสตฺวา โพธิสตฺตสฺส คงฺคาย ปานียํ ปิวิตฺวา คงฺคาย ตีเร นิสินฺนกาเล สนฺติกํ คนฺตฺวา เอวมาห วานรินฺท อิมสฺมึ ปเทเส กทฺทลิผลานิ ๑- ขาทนฺโต กึ ตฺวํ จิณฺณฏฺฐาเน เยว วิจรสิ, ปารคงฺคาย อมฺพชมฺพุอาทีนํ มธุรผลานํ อนฺโต นตฺถิ, กึ เต ตตฺถ คนฺตฺวา ผลาผลํ ขาทิตุํ น วฏฺฏตีติ ฯ กุมฺภีลราช คงฺคา มโหทกา วิตฺติณฺณา, กถํ ตตฺถ คมิสฺสามีติ ฯ สเจ คจฺฉสิ, อหํ ตํ มม ปิฏฺฐึ อาโรเปตฺวา เนสฺสามีติ ฯ โส สทฺทหิตฺวา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ เตน หิ เอหิ, ปิฏฺฐึ เม อภิรุหาติ จ วุตฺเต ตํ อภิรุหิ ฯ สุํสุมาโร โถกํ เนตฺวา อุทเก โอสีทาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต สมฺม อุทเก มํ โอสีทาเปสิ, กึ นุ โข เอตนฺติ อาห ฯ นาหํ ตํ สุธมฺมตาย ๒- คเหตฺวา คจฺฉามิ, ภริยาย ปน เม ตว หทยมํเส โทหโฬ อุปฺปนฺโน, ตมหํ ตว หทยํ ขาทาเปตุกาโมติ ฯ สมฺม กเถนฺเตน เต สุนฺทรํ กตํ, สเจ อมฺหากํ อุทเร หทยํ
@เชิงอรรถ: ๑ กสฏผลานีติปิ ฯ ๒ ธมฺเมสุ ธมฺมตายาติปิ ฯ ภเวยฺย, สาขคฺเคสุ จรนฺตานํ จุณฺณวิจุณฺณํ ภเวยฺยาติ ฯ กหํ ปน ตุมฺเห ฐเปถาติ ฯ โพธิสตฺโต อวิทูเร เอกํ อุทุมฺพรํ ปกฺกผลปิณฺฑิสมฺปนฺนํ ทสฺเสตฺวา ปสฺเสตานิ อมฺหากํ หทยานิ เอตสฺมึ อุทุมฺพรรุกฺเข โอลมฺพนฺตีติ ฯ สเจ เม หทยํ ทสฺสสิ, อหนฺตํ น มาเรสฺสามีติ ฯ เตน หิ มํ เอตฺถ เนหิ, อหนฺเต รุกฺเข โอลมฺพนฺตํ ทสฺสามีติ ฯ โส ตํ อาทาย ตตฺถ อคมาสิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส ปิฏฺฐิโต อุปฺปติตฺวา อุทุมฺพรรุกฺเข นิสีทิตฺวา สมฺม พาลสุํสุมาร อิเมสํ สตฺตานํ หทยํ นาม รุกฺขคฺเค โหตีติ สญฺญี อโหสิ พาโลสิ, ๑- อหนฺตํ วญฺเจสึ, ตว ผลาผลํ ตเวว โหตุ, สรีรเมว เต มหนฺตํ, ปญฺญา ปน นตฺถีติ วตฺวา อิมมตฺถํ ปกาเสนฺโต อิมา คาถา อโวจ
อลเมเตหิ อมฺเพหิ ชมฺพูหิ ปนเสหิ จ
ยานิ ปารํ สมุทฺทสฺส, วรํ มยฺหํ อุทุมฺพโร ฯ
มหตี วต เต โพนฺทิ, น จ ปญฺญา ตทูปิกา,
สุํสุมาร วญฺจิโต เมสิ, คจฺฉทานิ ยถาสุขนฺติ ฯ
ตตฺถ อลเมเตหีติ ยานิ ตยา ทีปเก ทิฏฺฐานิ, เอเตหิ มยฺหํ อลํ ฯ วรํ มยฺหํ อุทุมฺพโรติ มยฺหํ อยเมว อุทุมฺพรรุกฺโข วรํ ฯ โพนฺทีติ สรีรํ ฯ ตทูปิกาติ ปญฺญา ปน เต ตทูปิกา ตสฺส สรีรสฺส อนุจฺฉวิกา นตฺถิ ฯ คจฺฉทานิ ยถาสุขนฺติ อิทานิ ยถาสุขํ คจฺฉ, นตฺถิ เต หทยมํสลภนุปาโยติ อตฺโถ ฯ
สุํสุมาโร สหสฺสปราชิโต วิย ทุกฺขี ทุมฺมโน ปชฺฌายนฺโต
@เชิงอรรถ: ๑ พาโลปีติปิ ฯ อตฺตโน นิวาสนฏฺฐานเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา สุํสุมาโร เทวทตฺโต อโหสิ, สุํสุมารี จิญฺจมาณวิกา, กปิราชา ปน อหเมวาติ ฯ
สุํสุมารชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗