ปุฏภัตตชาดก
ว่าด้วยการคบ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๙๕ · บรรทัด ๑๗๐๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภกุฎุมพีคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่านเม นมนฺตสฺส ดังนี้.
ได้ยินว่า กุฎุมพีชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ได้ทำการค้าขายกับกุฎุมพีชาวชนบทผู้หนึ่ง. กุฎุมพีชาวกรุงนั้นได้พาภรรยาของตนไปหาผู้เก็บเงินของกุฎุมพีชาวชนบทนั้น. ผู้เก็บเงินบอกว่าเราไม่สามารถจะให้ได้ จึงไม่ให้อะไรไป. กุฎุมพีชาวกรุงโกรธไม่ยอมบริโภคอาหารออกไปเลย. ครั้งนั้นบุรุษผู้เดินทางทั้งหลายเห็นกุฎุมพีชาวกรุงผู้นั้นหิวโหยในระหว่างทาง จึงให้ห่อข้าวด้วยบอกว่า ท่านจงแบ่งให้ภรรยาด้วย แล้วบริโภคเถิด. กุฎุมพีชาวกรุงรับห่อข้าวแล้ว ไม่อยากให้ภรรยา จึงกล่าวว่า แน่ะน้องตรงนี้เป็นถิ่นโจร น้องจงล่วงหน้าไปก่อน ส่งภรรยาไปแล้ว จึงบริโภคอาหารจนหมด แล้วเอาห่อเปล่า ๆ มาพูดว่า น้องพวกบุรุษเดินทางให้ห่อเปล่า ๆ ไม่มีข้าวเลย. ภรรยารู้ว่าสามีบริโภคแต่ผู้เดียว ก็มีความน้อยใจ. ทั้งสองสามีภรรยาผ่านไปทางหลังพระเชตวันมหาวิหาร จึงแวะเข้าไปเชตวันมหาวิหารด้วยคิดว่าจักดื่มน้ำ. แม้พระศาสดาก็ประทับนั่งคอยดูการมาของสามีภรรยานั้น ใต้ร่มเงาพระคันธกุฏี ดุจพราหมณ์ดักเนื้อฉะนั้น. สามีภรรยาพบพระศาสดาแล้ว จึงเข้าไปถวายบังคมนั่งแล้ว. พระศาสดาทรงกระทำการปฏิสันถารกับสามีภรรยานั้น ตรัสถามว่า อุบาสิกาสามีท่านเอาใจใส่ห่วงใยท่านดีอยู่หรือ. ภรรยากราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์มีความห่วงใยต่อเขา แต่เขาไม่มีความห่วงใยต่อข้าพระองค์เลย วันอื่นยกไว้เถิด วันนี้เองสามีของข้าพระองค์นี้ได้ข้าวห่อมาห่อหนึ่งในระหว่างทาง ไม่แบ่งให้ข้าพระองค์ บริโภคเฉพาะตน. พระศาสดาตรัสว่า อุบาสิกาท่านเป็นผู้เอาใจใส่ห่วงใยสามีเสมอมา สามีของท่านนั้นไม่ห่วงใยท่านเลย แต่พอรู้คุณของท่าน เพราะอาศัยบัณฑิต ครั้งนั้นจึงได้มอบความเป็นใหญ่ทั้งปวงให้ นางทูลอาราธนาขอให้เล่าจึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเจริญวัย ได้เป็นผู้สอนอรรถและธรรมของพระเจ้าพรหมทัต. ครั้งนั้นพระราชาทรงระแวงโอรสของพระองค์ว่าจะกบฎต่อพระองค์จึงทรงเนรเทศออกเสียจากอาณาจักรนั้น. พระโอรสนั้นพาชายาของตนออกจากนครไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแคว้นกาสีแห่งหนึ่ง. ครั้นต่อมาพระโอรสนั้นทราบข่าวว่า พระบิดาสวรรคตแล้วคิดว่า เราจักไปครองราชสมบัติอันเป็นสมบัติของตระกูล จึงกลับมาสู่เมืองพาราณี ได้ข้าวห่อในระหว่างทาง โดยผู้ให้สั่งว่าจงแบ่งให้ภรรยาบ้าง แล้วบริโภคเถิด ไม่ยอมให้ชายานั้น บริโภคเสียเองทั้งหมด. นางเสียใจว่า บุรุษนี้ใจคอโหดร้ายจริงหนอ.
พระโอรสนั้นครองราชสมบัติในกรุงพาราณสีแล้ว ตั้งนางไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี มิได้ประทานเครื่องสักการะและยกย่องอย่างอื่น โดยทรงเห็นว่า เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับนาง แม้แต่คำว่าเจ้าเป็นอยู่อย่างไร ก็มิได้ตรัสถามนางเลย. พระโพธิสัตว์คิดว่าพระเทวีนี้มีอุปการะมาก มีความจงรักภักดีต่อพระราชา. แต่พระราชามิได้สนพระทัยถึงพระนางแม้แต่น้อย. เราจักให้พระองค์ทรงประทานเครื่องสักการะและยกย่องพระนาง จึงเข้าไปเฝ้าพระเทวี ไว้ระยะพอสมควรแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อตรัสถามว่า อะไรเล่าพ่อ จึงทูลเพื่อต่อเรื่องราวขึ้นว่า ข้าแต่พระเทวีข้าพระองค์รับราชการบำรุงพระองค์ไม่ควรจะให้ท่อนผ้าหรือก้อนข้าวแก่มารดาบิดาผู้แก่เฒ่าบ้างเทียวหรือ. พระเทวีตรัสว่าแม้ตัวเราเองยังไม่ได้อะไรเลย เราจะเอาอะไรให้ท่านเล่า ในเวลาที่ได้เราก็ให้ท่านมิใช่หรือ. แต่บัดนี้พระราชามิได้พระราชทานอะไรให้เรา. การพระราชทานอย่างอื่นจงยกไว้เถิด พระองค์เมื่อกำลังเสด็จเพื่อจะรับราชสมบัติ ได้ข้าวห่อหนึ่งในระหว่างทาง ยังมิได้ประทานแม้แต่อาหารแก่เรา พระองค์เสวยเสียเองหมด. พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระองค์จักกล้าทูลอย่างนี้ในสำนักพระราชาหรือ ตรัสว่า กล้าซิ พ่อคุณ จึงทูลว่าถ้าเช่นนั้น ในเวลาที่ข้าพระองค์เฝ้าอยู่ในราชสำนักวันนี้แหละเมื่อข้าพระองค์ทูลถามขึ้น ขอพระนางจงตรัสอย่างนี้ วันนี้แหละข้าพระองค์จักให้พระราชารู้สึกคุณของพระองค์. ครั้นทูลอย่างนี้แล้วพระโพธิสัตว์จึงล่วงหน้าไปก่อน ยืนเฝ้าพระราชา. ฝ่ายพระเทวีก็ไปยืนเฝ้าพระราชา.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์กราบทูลพระเทวีว่า ข้าแต่พระแม่อยู่หัว พระแม่เจ้าทรงมีพระทัยจืดเหลือเกิน การที่พระแม่เจ้าจะให้ท่อนผ้าหรือเพียงก้อนข้าวแก่มารดาบิดาไม่สมควรหรือ. พระเทวีตรัสว่า เราเองยังไม่ได้อะไรจากพระราชา จักเอาอะไรให้ท่านเล่า. พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า พระองค์ได้ตำแหน่งอัครมเหสีมิใช่หรือ. พระเทวีตรัสว่า แน่ะพ่อ เมื่อไม่มีการยกย่องตำแหน่งอัครมเหสีจักทำอะไรได้ พระราชาของท่านจักพระราชทานอะไรแก่เราในบัดนี้เล่า พระองค์ได้ข้าวห่อระหว่างทางยังไม่พระราชทานให้สักหน่อย เสวยเสียเอง. พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า ข้าแต่พระมหาราชได้ยินว่าอย่างนั้นหรือ. พระราชาทรงรับ พระโพธิสัตว์ทราบว่า พระราชาทรงรับแล้วจึงทูลว่าข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการประทับอยู่ที่นี้ ตั้งแต่กาลไม่เป็นที่รักของพระราชา เพราะการร่วมกับผู้ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ในโลก เมื่อพระองค์ประทับอยู่ที่นี้ การร่วมกับความไม่เป็นที่รักของพระราชาจักเป็นทุกข์. ธรรมดาว่าสัตว์เหล่านี้ย่อมคบผู้ที่คบด้วย รู้ผู้ที่ไม่คบว่าเขาไม่อยากคบ ก็พึงไปเสียที่อื่น ด้วยว่าที่อาศัยคือ โลกกว้างใหญ่แล้วได้กล่าวคาถาว่า :-
บุคคลควรนอบน้อมต่อผู้ที่นอบน้อมตน ควรคบกับผู้ที่คบตน ควรทำกิจตอบแทนแก่ผู้ที่ ช่วยทำกิจของตน ไม่ควรทำประโยชน์แก่ผู้ ปรารถนาความฉิบหายให้และไม่ควรคบกับผู้ ที่ไม่คบตน. บุคคลควรละทิ้งผู้ที่ละทิ้งตน ไม่ควรทำ ความอาลัยรักใคร่ในบุคคลเช่นนั้น ไม่ควร สมาคมกับคนที่เขาไม่ใฝ่ใจกับตน นกรู้ว่าต้นไม้ หมดผลแล้ว ก็ละทิ้งไปหาต้นไม้อื่น เพราะโลก เป็นของกว้างใหญ่
ในบทเหล่านั้นบทว่า นเม นมนฺตสฺส ภเช ภชนฺตํ ความว่าบุคคลควรนอบน้อมตอบผู้ที่นอบน้อมตน คือควรคบผู้ที่คบตนเท่านั้น. บทว่า กิจฺจานุกุพฺพสฺส กเรยฺย กิจฺจํ ความว่า บุคคลควรช่วยทำกิจที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ช่วยทำกิจอันเกิดแก่ตน. บทว่าจเช จชนฺตํ วนถํ น กยิรา. ได้แก่ ควรละทิ้งผู้ที่ละทิ้งตน ไม่ควรทำความอาลัย กล่าวคือความเยื่อใยในผู้นั้นแม้แต่น้อย. บทว่า อเปตจิตฺเตน ได้แก่ ผู้มีจิตเลื่อนลอย. บทว่า น สมฺภเชยฺย คือไม่ควรสมาคมกับคนเช่นนั้น. บทว่า ทิโช ทุมํ ได้แก่ เหมือนนกเมื่อก่อนต้นไม้ผลิผล เมื่อสิ้นผลแล้วก็รู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผลแล้วก็ทิ้งต้นไม้นั้นไปหาต้นไม้อื่น ฉันใดพึงแสวงต้นไม้อื่นฉันนั้น. เพราะโลกนี้กว้างใหญ่ พระองค์จักได้บุรุษคนหนึ่งผู้มีความเสน่หาในพระองค์แน่แท้.
พระเจ้าพาราณสีทรงสดับดังนั้นแล้ว ได้พระราชทานอิสริยยศทั้งปวงแก่พระเทวี. ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่กันอย่างพร้อมเพรียงชื่นชม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม สามีภรรยาตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. สามีภรรยาในครั้งนั้นได้เป็นสองสามีภรรยาในครั้งนี้ ส่วนอำมาตย์บัณฑิต คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาปุฏภัตตชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๙๕–๔๐๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
3 Puṭabhattajātakaṃ
name namantassāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kuṭumbikaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthinagaravāsī kireko kuṭumbiko ekena jānapadakuṭumbikena saddhiṃ vohāraṃ akāsi. So attano bhariyaṃ ādāya tassa dhāraṇakassa santikaṃ agamāsi. Dhāraṇako dātuṃ na sakkomīti na kiñci adāsi. Itaro kujjhitvā bhattaṃ abhuñjitvāva nikkhami. Atha naṃ antarāmagge chātajjhattaṃ disvā maggapaṭipannā purisā bhariyāyapi datvā bhuñjāhīti bhattapuṭaṃ adaṃsu. So taṃ gahetvā tassā adātukāmo hutvā bhadde idaṃ corānaṃ tiṭṭhanaṭṭhānaṃ, tvaṃ purato yāhīti taṃ uyyojetvā sabbaṃ bhattaṃ bhuñjitvā tucchapuṭaṃ dassetvā bhadde Abhattakatucchapuṭaṃ adaṃsūti āha. Sā tena ekena bhuttabhāvaṃ ñatvā domanassappattā ahosi. Te ubhopi jetavanapiṭṭhivihārena gacchantā pānīyaṃ pivissāmāti jetavanaṃ pavisiṃsu. Satthāpi tesaññeva āgamanaṃ olokento migaṃ gahetvā ṭhitaluddako viya gandhakuṭicchāyāya nisīdi. Te satthāraṃ disvā upasaṅkamitvā vanditvā nisīdiṃsu. Satthā tehi saddhiṃ paṭisanthāraṃ katvā kiṃ upāsike ayaṃ te bhattā hitakāmo sasnehoti pucchi. Bhante ahaṃ etassa sasnehā, ayaṃ pana mayhaṃ nisneho, tiṭṭhantu aññe divasā, ajjevesantarāmagge puṭabhattaṃ labhitvā mayhaṃ adatvā attanāva bhuñjatīti. Upāsike niccākālampi tvaṃ etassa hitakāmā sasnehā, ayaṃ nisnehova, yadā pana paṇḍite nissāya tava guṇe jānāti, tadā sabbissariyaṃ niyyādetīti vatvā tāya yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto amaccakule nibbattitvā vayappatto tassa atthadhammānusāsako ahosi. Atha naṃ rājā padubbheyyāpi me ayanti attano puttaṃ āsaṅkanto nīhari. So attano bhariyaṃ gahetvā nagarā nikkhamma ekasmiṃ kāsikagāme vāsaṃ kappesi. So aparabhāge pitu kālakatabhāvaṃ sutvā kulasantakaṃ rajjaṃ gaṇhissāmīti bārāṇasiṃ paccāgacchanto antarāmagge bhariyāyapi datvā bhuñjāhīti puṭabhattaṃ labhitvā tassā adatvā sayameva bhuñji. Sā kakkhaḷo vatāyaṃ purisoti domanassappattā ahosi. So bārāṇasiyaṃ rajjaṃ gahetvā taṃ aggamahesiṭṭhāne Ṭhapetvā ettakameva etissā alanti na aññaṃ sakkāraṃ vā sammānaṃ vā karoti, kathaṃ yāpesītipi naṃ na pucchati. Bodhisatto cintesi ayaṃ devī rañño bahuppakārā sasnehā, rājā panetaṃ kismiñci na maññati, sakkārasammānamassā kāressāmīti taṃ upasaṅkamitvā upacāraṃ katvā ekamantaṃ ṭhatvā kintātāti vutte kathaṃ samuṭṭhāpetuṃ mayaṃ devi tumhe upaṭṭhahāma, kiṃ nāma mahallakānaṃ mātāpitūnaṃ vatthakkhaṇḍaṃ vā bhattapiṇḍaṃ vā dātuṃ na vaṭṭatīti āha. Tāta ahaṃ attanāpi kiñci na labhāmi, tumhākaṃ kiṃ dassāmi, nanu labhanakāle adāsiṃ, idāni pana me rājā na kiñci deti, tiṭṭhatu aññaṃ dānaṃ, rajjaṃ gaṇhituṃ āgacchanto antarāmagge bhattapuṭaṃ labhitvā bhattamattampi me adatvā attanāva bhuñjīti. Kiṃ pana amma rañño santike evaṃ kathetuṃ sakkhissathāti. Sakkhissāmi tātāti. Tena hi ajjeva mama rañño santike ṭhitakāle mayi pucchante evaṃ kathetha, ajjeva vo guṇaṃ jānāpessāmīti. Evaṃ vatvā bodhisatto purimataraṃ gantvā rañño santike aṭṭhāsi. Sāpi gantvā rañño santike aṭṭhāsi. Atha naṃ bodhisatto amma tumhe ativiya kakkhaḷā, kinnāma pitūnaṃ vatthakkhaṇḍaṃ vā bhattapiṇḍamattaṃ vā dātuṃ na vaṭṭatīti. Tāta ahameva rañño santikā kiñci na labhāmi, tumhākaṃ kiṃ dassāmīti. Nanu aggamahesiṭṭhānaṃ vo laddhanti. Tāta kismiñci sammāne asati aggamahesiṭṭhānaṃ kiṃ karissati, idāni me tumhākaṃ rājā kiṃ dassati, so antarāmagge Bhattapuṭaṃ labhitvā tato kiñci adatvā sayameva bhuñjīti. Bodhisatto evaṃ kira mahārājāti pucchi. Rājā adhivāsesi. Bodhisatto tassa adhivāsanaṃ viditvā tena hi amma rañño appiyakālato paṭṭhāya kiṃ tumhākaṃ idha vāsena, lokasmiṃ hi appiyasampayogova dukkho, tumhākaṃ idha vāse sati rañño appiyasampayogo dukkhaṃ bhavissati, ime sattā nāma bhajantaṃ bhajanti, abhajantaṃ abhajanabhāvaṃ ñatvā aññattha gantabbaṃ, mahanto hi lokasannivāsoti vatvā imā gāthā avoca
name namantassa, bhaje bhajantaṃ,
kiccānukubbassa kareyya kiccaṃ,
nānatthakāmassa kareyya atthaṃ,
asambhajantampi na sambhajeyya.
Caje cajantaṃ, vanathaṃ na kayirā,
apetacittena na sambhajeyya,
dijo dumaṃ khīṇaphalaṃva ñatvā
aññaṃ samekkheyya, mahā hi lokoti.
Tattha name namantassa bhaje bhajantanti yo attano namati tasseva paṭinameyya, yo ca bhajati taññeva bhajeyya. Kiccānukubbassa kareyya kiccanti attano uppannaṃ kiccaṃ anukubbantasseva tassāpi uppannakiccaṃ paṭikareyya. Caje cajantaṃ, vanathaṃ na kayirāti attānaṃ jahantaṃ jahetheva, kiñci tasmiṃ taṇhāsaṅkhātaṃ vanathaṃ na kareyya. Apetacittenāti vigatacittena vipallaṭṭhacittena. Na sambhajeyyāti tathārūpena saddhiṃ na samāgaccheyya. Dijo dumanti yathā sakuṇo pubbe phalitampi rukkhaṃ phale khīṇe khīṇaphalo ayanti ñatvā taṃ chaḍḍetvā aññaṃ samekkhati pariyesati evaṃ aññaṃ samekkheyya, mahā hi esa loko, avassaṃ tumhesu sasnehaṃ ekaṃ purisaṃ labhissathāti.
Taṃ sutvā bārāṇasirājā deviyā sabbissariyaṃ adāsi. Tato paṭṭhāya samaggā sammodamānā vasiṃsu.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne dve jāyapatikā sotāpattiphale patiṭṭhahiṃsu. Tadā jāyapatikā imeva dve jāyapatikā ahesuṃ, paṇḍitāmacco pana ahamevāti.
Puṭabhattajātakaṃ tatiyaṃ.
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗