ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. คูถปาณกชาดก
ชาดกที่ ๒๒๗ · ทุกนิบาตชาดก · กาสาววรรค

คูถปาณกชาดก

ว่าด้วยหนอนท้าช้างสู้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๓ · บรรทัด ๑๗๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากคูถปาณกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าสูโร สูเรน สงฺคมฺม ดังนี้.

ได้ยินว่า ในครั้งนั้นมีบ้านในนิคมแห่งหนึ่ง จากเชตวันมหาวิหารประมาณโยชน์กับหนึ่งคาวุต. ที่บ้านนั้นมีสลากภัตรและปักขิกภัตรเป็นอันมาก. มีบุรุษด้วนผู้หนึ่ง ชอบซักถามปัญหาอยู่ที่บ้านนั้น. บุรุษนั้นถามปัญหาภิกษุหนุ่มและสามเณรที่ไปรับสลากภัตรและปักขิกภัตรว่า พวกไหนดื่ม พวกไหนเคี้ยวกิน พวกไหนบริโภค ทำให้ภิกษุและสามเณรเหล่านั้นไม่สามารถตอบปัญหาได้ ให้ได้อาย. ภิกษุและสามเณรทั้งหลายจึงไม่ไปบ้านนั้นเพื่อรับสลากภัตรและปักขิกภัตร เพราะเกรงบุรุษด้วนนั้น. อยู่มาวันหนึ่งภิกษุรูปหนึ่งไปโรงสลากถามว่าท่านผู้เจริญ สลากภัตรหรือปักขิกภัตรที่บ้านโน้นยังมีอยู่หรือเมื่อภิกษุผู้เป็นภัตถุทเทสก์กล่าวว่า ยังมีอยู่ ท่าน แต่ที่บ้านนั้นมีบุรุษด้วนคนหนึ่ง คอยถามปัญหา ด่าว่าภิกษุสามเณรที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่มีใครอยากไปเพราะเกรงบุรุษด้วนนั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอจงให้ภัตรที่บ้านนั้นถึงผมเถิด ผมจักทรมานบุรุษนั้น ทำให้หมดพยศ จะทำให้หนีไปเพราะเห็นผมตั้งแต่นั้นเลย. ภิกษุทั้งหลายรับว่า ดีละ จะให้ภัตรที่บ้านนั้นถึงแก่ท่าน ภิกษุนั้นจึงไปที่บ้านนั้นห่มจีวรที่ประตูบ้าน. บุรุษด้วนเห็นภิกษุนั้น ก็ปรี่เข้าไปหาดังแพะดุ กล่าวว่า สมณะจงแก้ปัญหาของข้าพเจ้าเถิด. ภิกษุนั้นกล่าวว่า อุบาสก ขอให้อาตมาเที่ยวบิณฑบาตในบ้านรับข้าวยาคูมาศาลานั่งพักเสียก่อนเถิด. บุรุษด้วนเมื่อภิกษุนั้นรับข้าวยาคู แล้วมาสู่ศาลานั่งพัก ก็ได้กล่าวเหมือนอย่างนั้น. ภิกษุนั้นก็ผัดว่า ขอดื่มข้าวยาคูก่อนขอกวาดศาลานั่งพักก่อน ขอรับสลากภัตรมาก่อน ครั้นรับสลากภัตรแล้ว จึงให้บุรุษนั้นถือบาตร กล่าวว่า ตามมาเถิด เราจักแก้ปัญหาท่าน พาไปนอกบ้าน จีบจีวรพาดบ่า รับบาตรจากมือของบุรุษนั้น ยืนอยู่. บุรุษนั้นกล่าวเตือนว่า สมณะจงแก้ปัญหาของข้าพเจ้า. ภิกษุกล่าวว่า เราจะแก้ปัญหาของท่าน แล้วผลักโครมเดียวล้มลง โบยตีดังจะบดกระดูกให้ละเอียด เอาคูถยัดปากขู่สำทับว่า คราวนี้ตั้งแต่นี้ไป เราจะคอยสืบรู้ในเวลาที่ถามปัญหาไร ๆ กะภิกษุที่มาบ้านนี้. ตั้งแต่นั้นบุรุษด้วนเห็นภิกษุแล้วก็หนี. ครั้นต่อมา การกระทำของภิกษุนั้นได้ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์. ภิกษุทั้งหลาย จึงประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่าดูก่อนอาวุโส ได้ยินว่า ภิกษุรูปโน้น เอาคูถใส่ปากบุรุษด้วนแล้วก็ไป. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจะรุกรานบุรุษด้วนด้วยคูถในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้เมื่อก่อนก็ได้รุกรานแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลชาวอังคะและมคธทั้งหลาย ต่างก็ไปมาหาสู่ยังแว่นแคว้นของกันและกัน. วันหนึ่งต่างเข้าไปอาศัยบ้านหลังหนึ่งที่พรมแดนของรัฐทั้งสอง ดื่มสุรา กินปลาเนื้อกันแล้ว ก็เทียมยานออกเดินทางแต่เช้าตรู่. ในเวลาที่ชนเหล่านั้นไปกันแล้วหนอนกินคูถตัวหนึ่งได้กลิ่นคูถจึงมา เห็นสุราที่เขาทิ้งไว้ตรงที่นั่งกัน จึงดื่มด้วยความกระหาย ก็เมาไต่ขึ้นบนกองคูถ. คูถสด ๆก็ยุบลงหน่อยหนึ่ง เมื่อหนอนไต่ขึ้นไป. หนอนนั้นก็ร้องว่าแผ่นดินทานตัวเราไปไม่ได้. ขณะนั้นเองช้างตกมันตัวหนึ่งมาถึงที่นั้นได้กลิ่นคูถแล้วรังเกียจก็หลีกไป. หนอนเห็นช้างนั้นแล้วเข้าใจว่า ช้างนี้กลัวเราจึงหนีไป เราควรจะทำสงครามกับช้างนี้จึงร้องเรียกช้างนั้น กล่าวคาถาแรกว่า :-

ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญ มาพบกับเราผู้กล้า หาญ อาจประหารได้ไม่ย่นย่อ มาซิช้าง ท่านจง กลับมาก่อน ท่านกลัวหรือจึงได้หนีไป ขอให้ พวกชาวอังคะและมคธะได้เห็นความกล้าหาญ ของเราและของท่านเถิด.

เนื้อความแห่งคาถานี้ว่า ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญมาพบกับเราผู้กล้าหาญ ผู้ไม่ย่อท้อทางความเพียร บากบั่น เป็นนักต่อสู้เพราะสามารถในทางสู้รบ เหตุใดจึงไปเสียไม่ประสงค์การสงครามเล่า. การประหารกันสักทีเดียว ก็ควรกระทำมิใช่หรือ. เพราะฉะนั้น ดูก่อนช้าง จงมาเถิด จงกลับก่อน ท่านกลัวตายด้วยเหตุเพียงเท่านั้น จะกลัวหนีไปเทียวหรือ ชาวอังคะและมคธทั้งหลายผู้อยู่พรมแดนนี้ จงคอยดูความเก่งกาจ ความทรหดอดทนของเราและของท่าน. ช้างนั้นแผดเสียงร้องได้ฟังคำของหนอนนั้นแล้ว จึงกลับไปหาหนอน เมื่อจะรุกรบหนอนนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

เราจักไม่ต้องฆ่าเจ้าด้วยเท้า งา หรือด้วย งวงเลย เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถ หนอนตัวเน่า ควร ฆ่าด้วยของเน่าเช่นกัน.

เนื้อความแห่งความคาถานั้นว่า เราจักไม่ฆ่าเจ้าด้วยเท้าเป็นต้น แต่เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถจึงสมควรแก่เจ้า ก็และครั้นช้างกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า สัตว์กินคูถเน่า ควรตายด้วยของเน่า.

ช้างจึงถ่ายคูถก้อนใหญ่ลงบนหัวหนอนนั้นแล้วถ่ายปัสสาวะรดยังหนอนให้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง แผดเสียงเข้าป่าไป.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ตัวหนอนในครั้งนั้นได้เป็นบุรุษด้วนในครั้งนี้ ช้างได้เป็นภิกษุรูปนั้น ส่วนเทวดาผู้เกิดในไพรสณฑ์นั้น เห็นเหตุนั้นโดยประจักษ์ คือ เราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาคูถปาณกชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๑๐–๔๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๗ คูถปาณชาตกํ

สูโร สูเรน สงฺคมฺมาติ อิทํ สตฺตา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ กิร กาเล เชตวนโต คาวุตทฺธโยชนมตฺเต ๑- เอโก นิคมคาโม อโหสิ ฯ ตตฺถ พหูนิ สลากภตฺตปกฺขิกภตฺตานิ อตฺถิ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ คาวุตทฺวิโยชนมตฺเตติปิ ฯ ตตฺเถโก ปญฺหปุจฺฉโก โกณฺโฑ วสติ ฯ โส สลากภตฺตปกฺขิกภตฺตานํ อตฺถาย คเต ทหรภิกฺขู จ สามเณเร จ เก ปิวนฺติ, เก ขาทนฺติ, เก ภุญฺชนฺตีติ ปญฺหํ ปุจฺฉิตฺวา กเถตุํ อสกฺโกนฺเต ลชฺชาเปสิ ฯ เต ตสฺส โกณฺฑสฺส ภเยน สลากภตฺตปกฺขิกภตฺตตฺถาย ตํ คามํ น คจฺฉนฺติ ฯ อเถกทิวสํ เอโกปิ ภิกฺขุ สลากคฺคํ คนฺตฺวา ภนฺเต อสุกคาเม สลากภตฺตํ วา ปกฺขิกภตฺตํ วา อตฺถีติ ปุจฺฉิตฺวา อตฺถาวุโส, ตตฺถ ปเนโก โกณฺโฑ ปญฺหํ ปุจฺฉติ, กเถตุํ อสกฺโกนฺเต อกฺโกสติ ปริภาสติ, ตสฺส ภเยน เกจิ คนฺตุํ น สกฺโกนฺตีติ วุตฺเต ภนฺเต ตตฺถ ภตฺตานิ มยฺหํ ปาเปถ, อหนฺตํ ทเมตฺวา นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ตโต ปฏฺฐาย อมฺเห ทิสฺวา ปลายนกํ กริสฺสามีติ อาห ฯ ภิกฺขู สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตสฺส ตตฺถ ภตฺตานิ ปาเปสุํ ฯ โส ตตฺถ คนฺตฺวา คามทฺวาเร จีวรํ ปารุปิ ฯ ตํ ทิสฺวา โกณฺโฑ จณฺฑเมณฺฑโก วิย เวเคน อุปคนฺตฺวา ปญฺหํ เม สมณ กเถหีติ อาห ฯ อุปาสก คาเม จริตฺวา ยาคุํ อาทาย อาสนสาลนฺตาว อาคนฺตุํ เม เทหีติ ฯ โส ยาคุํ อาทาย อาสนสาลํ อาคเตปิ ตสฺมึ ตเถว อาห ฯ โสปิ ตํ ยาคุํ ตาว เม ปาตุํ เทหิ, อาสนสาลํ สมฺมชฺชิตุํ เทหิ, สลากภตฺตํ ตาว เม อาหริตุํ เทหีติ วตฺวา สลากภตฺตํ อาหริตฺวา ตเมว ปตฺตํ คาหาเปตฺวา เอหิ, ปญฺหํ เต กเถสฺสามีติ พหิคามํ เนตฺวา จีวรํ สํหริตฺวา องฺเส ฐเปตฺวา ตสฺส หตฺถโต ปตฺตํ คเหตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ตตฺถาปิ นํ โส สมณ ปญฺหํ เม กเถหีติ อาห ฯ อถ นํ กเถมิ เต ปญฺหนฺติ เอกปฺปหาเรเนว ปาเตตฺวา อฏฺฐีนิ สญฺจุณฺณนฺโต วิย โปเถตฺวา คูถํ มุเข ปกฺขิปิตฺวา อิโตทานิ ปฏฺฐาย อิมํ คามํ อาคตภิกฺขุํ กิญฺจิ ปญฺหํ ปุจฺฉิตกาเล ชานิสฺสามีติ สนฺตชฺเชตฺวา ปกฺกามิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย ภิกฺขุํ ทิสฺวา ปลายติ ฯ อปรภาเค ตสฺส ภิกฺขุโน สา กิริยา ภิกฺขุสงฺเฆ ปากฏา ชาตา ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุกภิกฺขุ กิร โกณฺฑสฺส มุเข คูถํ ปกฺขิปิตฺวา คโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว โส ภิกฺขุ อิทาเนว ตํ มีฬฺเหน อาสาเทสิ, ปุพฺเพปิ อาสาเทสิ เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต องฺคมคธวาสิโน อญฺญมญฺญสฺส รฏฺฐํ คจฺฉนฺตา เอกทิวสํ ทฺวินฺนํ รฏฺฐานํ สีมนฺตเร เอกํ ฆรํ นิสฺสาย วสิตฺวา สุรํ ปิวิตฺวา มจฺฉมํสํ ขาทิตฺวา ปาโตว ยานานิ โยเชตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ เตสํ คตกาเล เอโก คูถขาทกปาณโก คูถคนฺเธน อาคนฺตฺวา เตสํ นิสินฺนฏฺฐาเน ฉฑฺฑิตสุรํ ทิสฺวา ปานียํ ปิปาสาย ปิวิตฺวา มตฺโต หุตฺวา คูถปุญฺชํ อภิรุหิ ฯ อลฺลคูถํ ตสฺมึ อารุฬฺเห โถกํ โอนมิ ฯ โส ปฐวี มํ ธาเรตุํ น สกฺโกตีติ วิรวติ ฯ ตสฺมิญฺเญว ขเณ เอโก มตฺตวารโณ ตํ ปเทสํ ปตฺวา คูถคนฺธํ ฆายิตฺวา ชิคุจฺฉนฺโต ปฏิกฺกมิ ฯ โส ตํ ทิสฺวา เอส มม ภเยน ปลายีติ สญฺญี หุตฺวา อิมินา เม สทฺธึ สงฺคามํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ตํ อวฺหยนฺโต ปฐมํ คาถมาห

สูโร สูเรน สงฺคมฺม วิกฺกนฺเตน ปหารินา

เอหิ นาค นิวตฺตสฺสุ, กินฺนุ ภีโต ปลายสิ,

ปสฺสนฺตุ องฺคมคธา มมํ ตุยฺหญฺจ วิกฺกมนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ตฺวํ สูโร มยา สูเรน สทฺธึ สมาคนฺตฺวา วิริยวิกฺกเมน วิกฺกนฺเตน ปหารทานสมตฺถตาย ปหารินา กึการณา อสงฺคามตฺถาย คจฺฉสิ, นนุ นาม เอกสมฺปหาโร ทาตพฺโพ สิยา, ตสฺมา เอหิ นาค นิวตฺตสฺสุ, เอตฺตเกเนว มรณภยตชฺชิโต หุตฺวา กินฺนุ ภีโต ปลายสิ, อิเม อิมํ สีมนฺตรํ กตฺวา วสนฺตา ปสฺสนฺตุ องฺคมคธา มม ตุยฺหญฺจ วิกฺกมํ อุภินฺนมฺปิ อมฺหากํ ปรกฺกมํ ปสฺสนฺตูติ ฯ โส หตฺถี อุจฺจาเรตฺวา ตสฺส วจนํ สุตฺวา นิวตฺติตฺวา ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ อปสาเทนฺโต ทุติยํ คาถมาห

น ตํ ปาทา วธิสฺสามิ น ทนฺเตน น โสณฺฑิยา,

มีฬฺเหน ตํ วธิสฺสามิ, ปูติ หญฺญตุ ปูตินาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ น ตํ ปาทาทีหิ วธิสฺสามิ, ตุยฺหํ ปน อนุจฺฉวิเกน มีฬฺเหน ตํ วธิสฺสามีติ เอวญฺจ ปน วตฺวา ปูติคูถปาณโก ปูตินา ว หญฺญตูติ ฯ

ตสฺส มตฺถเก มหนฺตํ ลณฺฑํ ปาเตตฺวา อุทกํ วิสฺสชฺเชตฺวา ตตฺเถว ตํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา โกญฺจนาทํ นทนฺโต อรญฺญเมว ปาวิสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา คูถปาณโก โกณฺโฑ อโหสิ, วารโณ โส ภิกฺขุ, ตํ การณํ ปจฺจกฺขโต ทิสฺวา ตสฺมึ วนสณฺเฑ นิพฺพตฺตเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

คูถปาณกชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๒๖. โกสิยชาดกชาดกถัดไป๒๒๘. กามนีตชาดก