คูถปาณกชาดก
ว่าด้วยหนอนท้าช้างสู้
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๓ · บรรทัด ๑๗๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าสูโร สูเรน สงฺคมฺม ดังนี้.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้นมีบ้านในนิคมแห่งหนึ่ง จากเชตวันมหาวิหารประมาณโยชน์กับหนึ่งคาวุต. ที่บ้านนั้นมีสลากภัตรและปักขิกภัตรเป็นอันมาก. มีบุรุษด้วนผู้หนึ่ง ชอบซักถามปัญหาอยู่ที่บ้านนั้น. บุรุษนั้นถามปัญหาภิกษุหนุ่มและสามเณรที่ไปรับสลากภัตรและปักขิกภัตรว่า พวกไหนดื่ม พวกไหนเคี้ยวกิน พวกไหนบริโภค ทำให้ภิกษุและสามเณรเหล่านั้นไม่สามารถตอบปัญหาได้ ให้ได้อาย. ภิกษุและสามเณรทั้งหลายจึงไม่ไปบ้านนั้นเพื่อรับสลากภัตรและปักขิกภัตร เพราะเกรงบุรุษด้วนนั้น. อยู่มาวันหนึ่งภิกษุรูปหนึ่งไปโรงสลากถามว่าท่านผู้เจริญ สลากภัตรหรือปักขิกภัตรที่บ้านโน้นยังมีอยู่หรือเมื่อภิกษุผู้เป็นภัตถุทเทสก์กล่าวว่า ยังมีอยู่ ท่าน แต่ที่บ้านนั้นมีบุรุษด้วนคนหนึ่ง คอยถามปัญหา ด่าว่าภิกษุสามเณรที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่มีใครอยากไปเพราะเกรงบุรุษด้วนนั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอจงให้ภัตรที่บ้านนั้นถึงผมเถิด ผมจักทรมานบุรุษนั้น ทำให้หมดพยศ จะทำให้หนีไปเพราะเห็นผมตั้งแต่นั้นเลย. ภิกษุทั้งหลายรับว่า ดีละ จะให้ภัตรที่บ้านนั้นถึงแก่ท่าน ภิกษุนั้นจึงไปที่บ้านนั้นห่มจีวรที่ประตูบ้าน. บุรุษด้วนเห็นภิกษุนั้น ก็ปรี่เข้าไปหาดังแพะดุ กล่าวว่า สมณะจงแก้ปัญหาของข้าพเจ้าเถิด. ภิกษุนั้นกล่าวว่า อุบาสก ขอให้อาตมาเที่ยวบิณฑบาตในบ้านรับข้าวยาคูมาศาลานั่งพักเสียก่อนเถิด. บุรุษด้วนเมื่อภิกษุนั้นรับข้าวยาคู แล้วมาสู่ศาลานั่งพัก ก็ได้กล่าวเหมือนอย่างนั้น. ภิกษุนั้นก็ผัดว่า ขอดื่มข้าวยาคูก่อนขอกวาดศาลานั่งพักก่อน ขอรับสลากภัตรมาก่อน ครั้นรับสลากภัตรแล้ว จึงให้บุรุษนั้นถือบาตร กล่าวว่า ตามมาเถิด เราจักแก้ปัญหาท่าน พาไปนอกบ้าน จีบจีวรพาดบ่า รับบาตรจากมือของบุรุษนั้น ยืนอยู่. บุรุษนั้นกล่าวเตือนว่า สมณะจงแก้ปัญหาของข้าพเจ้า. ภิกษุกล่าวว่า เราจะแก้ปัญหาของท่าน แล้วผลักโครมเดียวล้มลง โบยตีดังจะบดกระดูกให้ละเอียด เอาคูถยัดปากขู่สำทับว่า คราวนี้ตั้งแต่นี้ไป เราจะคอยสืบรู้ในเวลาที่ถามปัญหาไร ๆ กะภิกษุที่มาบ้านนี้. ตั้งแต่นั้นบุรุษด้วนเห็นภิกษุแล้วก็หนี. ครั้นต่อมา การกระทำของภิกษุนั้นได้ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์. ภิกษุทั้งหลาย จึงประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่าดูก่อนอาวุโส ได้ยินว่า ภิกษุรูปโน้น เอาคูถใส่ปากบุรุษด้วนแล้วก็ไป. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจะรุกรานบุรุษด้วนด้วยคูถในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้เมื่อก่อนก็ได้รุกรานแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลชาวอังคะและมคธทั้งหลาย ต่างก็ไปมาหาสู่ยังแว่นแคว้นของกันและกัน. วันหนึ่งต่างเข้าไปอาศัยบ้านหลังหนึ่งที่พรมแดนของรัฐทั้งสอง ดื่มสุรา กินปลาเนื้อกันแล้ว ก็เทียมยานออกเดินทางแต่เช้าตรู่. ในเวลาที่ชนเหล่านั้นไปกันแล้วหนอนกินคูถตัวหนึ่งได้กลิ่นคูถจึงมา เห็นสุราที่เขาทิ้งไว้ตรงที่นั่งกัน จึงดื่มด้วยความกระหาย ก็เมาไต่ขึ้นบนกองคูถ. คูถสด ๆก็ยุบลงหน่อยหนึ่ง เมื่อหนอนไต่ขึ้นไป. หนอนนั้นก็ร้องว่าแผ่นดินทานตัวเราไปไม่ได้. ขณะนั้นเองช้างตกมันตัวหนึ่งมาถึงที่นั้นได้กลิ่นคูถแล้วรังเกียจก็หลีกไป. หนอนเห็นช้างนั้นแล้วเข้าใจว่า ช้างนี้กลัวเราจึงหนีไป เราควรจะทำสงครามกับช้างนี้จึงร้องเรียกช้างนั้น กล่าวคาถาแรกว่า :-
ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญ มาพบกับเราผู้กล้า หาญ อาจประหารได้ไม่ย่นย่อ มาซิช้าง ท่านจง กลับมาก่อน ท่านกลัวหรือจึงได้หนีไป ขอให้ พวกชาวอังคะและมคธะได้เห็นความกล้าหาญ ของเราและของท่านเถิด.
เนื้อความแห่งคาถานี้ว่า ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญมาพบกับเราผู้กล้าหาญ ผู้ไม่ย่อท้อทางความเพียร บากบั่น เป็นนักต่อสู้เพราะสามารถในทางสู้รบ เหตุใดจึงไปเสียไม่ประสงค์การสงครามเล่า. การประหารกันสักทีเดียว ก็ควรกระทำมิใช่หรือ. เพราะฉะนั้น ดูก่อนช้าง จงมาเถิด จงกลับก่อน ท่านกลัวตายด้วยเหตุเพียงเท่านั้น จะกลัวหนีไปเทียวหรือ ชาวอังคะและมคธทั้งหลายผู้อยู่พรมแดนนี้ จงคอยดูความเก่งกาจ ความทรหดอดทนของเราและของท่าน. ช้างนั้นแผดเสียงร้องได้ฟังคำของหนอนนั้นแล้ว จึงกลับไปหาหนอน เมื่อจะรุกรบหนอนนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
เราจักไม่ต้องฆ่าเจ้าด้วยเท้า งา หรือด้วย งวงเลย เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถ หนอนตัวเน่า ควร ฆ่าด้วยของเน่าเช่นกัน.
เนื้อความแห่งความคาถานั้นว่า เราจักไม่ฆ่าเจ้าด้วยเท้าเป็นต้น แต่เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถจึงสมควรแก่เจ้า ก็และครั้นช้างกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า สัตว์กินคูถเน่า ควรตายด้วยของเน่า.
ช้างจึงถ่ายคูถก้อนใหญ่ลงบนหัวหนอนนั้นแล้วถ่ายปัสสาวะรดยังหนอนให้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง แผดเสียงเข้าป่าไป.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ตัวหนอนในครั้งนั้นได้เป็นบุรุษด้วนในครั้งนี้ ช้างได้เป็นภิกษุรูปนั้น ส่วนเทวดาผู้เกิดในไพรสณฑ์นั้น เห็นเหตุนั้นโดยประจักษ์ คือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาคูถปาณกชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๑๐–๔๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
7 Gūthapāṇajātakaṃ
sūro sūrena saṅgammāti idaṃ sattā jetavane viharanto aññataraṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.
Tasmiṃ kira kāle jetavanato gāvutaddhayojanamatte 1- eko nigamagāmo ahosi. Tattha bahūni salākabhattapakkhikabhattāni atthi.
@Footnote: 1 gāvutadviyojanamattetipi. Tattheko pañhapucchako koṇḍo vasati. So salākabhattapakkhikabhattānaṃ atthāya gate daharabhikkhū ca sāmaṇere ca ke pivanti, ke khādanti, ke bhuñjantīti pañhaṃ pucchitvā kathetuṃ asakkonte lajjāpesi. Te tassa koṇḍassa bhayena salākabhattapakkhikabhattatthāya taṃ gāmaṃ na gacchanti. Athekadivasaṃ ekopi bhikkhu salākaggaṃ gantvā bhante asukagāme salākabhattaṃ vā pakkhikabhattaṃ vā atthīti pucchitvā atthāvuso, tattha paneko koṇḍo pañhaṃ pucchati, kathetuṃ asakkonte akkosati paribhāsati, tassa bhayena keci gantuṃ na sakkontīti vutte bhante tattha bhattāni mayhaṃ pāpetha, ahantaṃ dametvā nibbisevanaṃ katvā tato paṭṭhāya amhe disvā palāyanakaṃ karissāmīti āha. Bhikkhū sādhūti sampaṭicchitvā tassa tattha bhattāni pāpesuṃ. So tattha gantvā gāmadvāre cīvaraṃ pārupi. Taṃ disvā koṇḍo caṇḍameṇḍako viya vegena upagantvā pañhaṃ me samaṇa kathehīti āha. Upāsaka gāme caritvā yāguṃ ādāya āsanasālantāva āgantuṃ me dehīti. So yāguṃ ādāya āsanasālaṃ āgatepi tasmiṃ tatheva āha. Sopi taṃ yāguṃ tāva me pātuṃ dehi, āsanasālaṃ sammajjituṃ dehi, salākabhattaṃ tāva me āharituṃ dehīti vatvā salākabhattaṃ āharitvā tameva pattaṃ gāhāpetvā ehi, pañhaṃ te kathessāmīti bahigāmaṃ netvā cīvaraṃ saṃharitvā aṅse ṭhapetvā tassa hatthato pattaṃ gahetvā aṭṭhāsi. Tatthāpi naṃ so samaṇa pañhaṃ me kathehīti āha. Atha naṃ kathemi te pañhanti ekappahāreneva Pātetvā aṭṭhīni sañcuṇṇanto viya pothetvā gūthaṃ mukhe pakkhipitvā itodāni paṭṭhāya imaṃ gāmaṃ āgatabhikkhuṃ kiñci pañhaṃ pucchitakāle jānissāmīti santajjetvā pakkāmi. So tato paṭṭhāya bhikkhuṃ disvā palāyati. Aparabhāge tassa bhikkhuno sā kiriyā bhikkhusaṅghe pākaṭā jātā. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso asukabhikkhu kira koṇḍassa mukhe gūthaṃ pakkhipitvā gatoti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave so bhikkhu idāneva taṃ mīḷhena āsādesi, pubbepi āsādesi yevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte aṅgamagadhavāsino aññamaññassa raṭṭhaṃ gacchantā ekadivasaṃ dvinnaṃ raṭṭhānaṃ sīmantare ekaṃ gharaṃ nissāya vasitvā suraṃ pivitvā macchamaṃsaṃ khāditvā pātova yānāni yojetvā pakkamiṃsu. Tesaṃ gatakāle eko gūthakhādakapāṇako gūthagandhena āgantvā tesaṃ nisinnaṭṭhāne chaḍḍitasuraṃ disvā pānīyaṃ pipāsāya pivitvā matto hutvā gūthapuñjaṃ abhiruhi. Allagūthaṃ tasmiṃ āruḷhe thokaṃ onami. So paṭhavī maṃ dhāretuṃ na sakkotīti viravati. Tasmiññeva khaṇe eko mattavāraṇo taṃ padesaṃ patvā gūthagandhaṃ ghāyitvā jigucchanto paṭikkami. So taṃ disvā esa mama bhayena palāyīti saññī hutvā iminā me saddhiṃ saṅgāmaṃ kātuṃ vaṭṭatīti taṃ avhayanto paṭhamaṃ gāthamāha
Sūro sūrena saṅgamma vikkantena pahārinā
ehi nāga nivattassu, kinnu bhīto palāyasi,
passantu aṅgamagadhā mamaṃ tuyhañca vikkamanti.
Tassattho tvaṃ sūro mayā sūrena saddhiṃ samāgantvā viriyavikkamena vikkantena pahāradānasamatthatāya pahārinā kiṃkāraṇā asaṅgāmatthāya gacchasi, nanu nāma ekasampahāro dātabbo siyā, tasmā ehi nāga nivattassu, ettakeneva maraṇabhayatajjito hutvā kinnu bhīto palāyasi, ime imaṃ sīmantaraṃ katvā vasantā passantu aṅgamagadhā mama tuyhañca vikkamaṃ ubhinnampi amhākaṃ parakkamaṃ passantūti. So hatthī uccāretvā tassa vacanaṃ sutvā nivattitvā tassa santikaṃ gantvā taṃ apasādento dutiyaṃ gāthamāha
na taṃ pādā vadhissāmi na dantena na soṇḍiyā,
mīḷhena taṃ vadhissāmi, pūti haññatu pūtināti.
Tassattho na taṃ pādādīhi vadhissāmi, tuyhaṃ pana anucchavikena mīḷhena taṃ vadhissāmīti evañca pana vatvā pūtigūthapāṇako pūtinā va haññatūti.
Tassa matthake mahantaṃ laṇḍaṃ pātetvā udakaṃ vissajjetvā tattheva taṃ jīvitakkhayaṃ pāpetvā koñcanādaṃ nadanto araññameva pāvisi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā Gūthapāṇako koṇḍo ahosi, vāraṇo so bhikkhu, taṃ kāraṇaṃ paccakkhato disvā tasmiṃ vanasaṇḍe nibbattadevatā pana ahamevāti.
Gūthapāṇakajātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗