ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กามนีตชาดก
ชาดกที่ ๒๒๘ · ทุกนิบาตชาดก · กาสาววรรค

กามนีตชาดก

ว่าด้วยผู้ถูกโรครักครอบงำรักษายาก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๕ · บรรทัด ๑๗๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกามนีตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพราหมณ์ชื่อ กามนีตะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตโย คิรึ ดังนี้.

เรื่องราวทั้งปัจจุบันและอดีตจักมีแจ้งในกามชาดก ในทวาทสนิบาต.

พระราชบุตรทั้งสองพระองค์นั้น พระองค์พี่ได้กลับมาเป็นพระราชาในกรุงพาราณสี. พระองค์น้องได้เป็นอุปราช. ทั้งสองพระองค์นั้น องค์พี่เป็นพระราชาเป็นผู้ไม่อิ่มในวัตถุกามและกิเลสกาม มีพระทัยโลภในทรัพย์สมบัติ. ในคราวนั้นพระโพธิสัตว์เป็นท้าวสักกเทวราช ตรวจดูชมพูทวีป ทรงทราบว่าพระราชานั้นมิได้ทรงอิ่มในกามทั้งสอง ทรงดําริว่า จักไปข่มขี่พระราชานี้ให้ละอายพระทัย จึงทรงแปลงเป็นพราหมณ์มาณพเข้าเฝ้าพระราชา. เมื่อพระราชาตรัสถามว่า แน่ะมาณพ ท่านมาด้วยประสงค์อะไร. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์พบนครสามนครน่ารื่นรมย์มีภิกษาหารสมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยช้าง ม้า รถ พลนิกรและเงินทองเครื่องอลังการ แต่พระองค์สามารถยึดนครทั้ง ๓ นั้นด้วยกำลังเล็กน้อยเท่านั้น ข้าพระองค์จึงมาเพื่อรับอาสาไปตีเมืองทั้งสามถวายพระองค์. เมื่อตรัสถามว่า เราจะไปกันเมื่อไรเล่ามาณพ. กราบทูลว่า ไปพรุ่งนี้พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเราไปด้วยกัน ท่านมาแต่เช้า ๆ หน่อยท้าวสักกะตรัสว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า พระองค์จงเตรียมพลไว้โดยเร็วแล้วเสด็จกลับวิมานของพระองค์.

รุ่งขึ้นพระราชารับสั่งให้เที่ยวตีกลองเรียกชุมนุมพล รับสั่งให้อำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า เมื่อวานนี้มีพราหมณ์มาณพผู้หนึ่ง รับอาสาจะตีนครทั้งสามเอาราชสมบัติถวาย คือนครอุตตรปัญจาละ นครอินทปัตร นครเกกกะ เราจะพามาณพนั้นไปตีเอาราชสมบัติในนครทั้งสามนั้น. พวกท่านจงไปตามตัวมาณพนั้นมาโดยเร็ว. พวกอำมาตย์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์พระองค์พระราชทานที่พักให้มาณพนั้น ณ ที่ไหน. ตรัสว่าเราไม่ได้ให้ที่พักแก่เขา. กราบทูลถามว่า เสบียงอาหารพระองค์พระราชทานหรือเปล่า ตรัสว่า เสบียงอาหารก็ไม่ได้ประทานทูลถามว่า ข้าพระองค์จะไปตามตัวได้ที่ไหน. ตรัสว่า พวกท่านจงเที่ยวตามหาดูตามถนนในนครเถิด. พวกอำมาตย์เที่ยวตรวจตราดูแล้วไม่พบ จึงกราบทูลว่า ไม่พบตัว พระเจ้าข้า เมื่อพระราชาไม่ได้ตัวมาณพมาก็เกิดความโศกเสียพระทัยว่า เราเสื่อมจากอิสสริยสมบัติอันใหญ่หลวงอย่างนี้เสียแล้ว ดวงพระทัยก็เร่าร้อน โลหิตที่ฉีดเลี้ยงหทัยก็กำเริบ จนเกิดสำรอกโลหิตออกมา. บรรดาแพทย์ทั้งหลายก็ไม่สามารถจะรักษาได้. ถัดจากนั้นมา ๓-๔ วัน ท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดู ทรงทราบการประชวรของพระราชา ทรงดำริว่า จักช่วยรักษา จึงแปลงเป็นพราหมณ์มาเยือนประตูพระราชวัง ให้กราบทูลว่ามีหมอพราหมณ์จะมารักษาพระองค์. พระราชาทรงสดับดังนั้นตรัสว่า หมอหลวงล้วนแต่ใหญ่โต ยังรักษาเราไม่ได้ ท่านจงจ่ายค่าป่วยการให้เขากลับไปเถิด. ท้าวสักกเทวราชได้สดับคำอำมาตย์มาบอกแล้วตรัสว่า เราไม่ต้องการที่พักและค่าป่วยการแม้ค่าขวัญข้าวเราก็ไม่ขอรับ เราขออาสารักษาพระองค์. ขอพระราชาจงให้เราเฝ้าเถิด. พระราชาทรงสดับดังนั้น แล้วรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นจงมาเถิด. ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปแล้ว ถวายบังคมยืน ณส่วนข้างหนึ่ง. พระราชาตรัสถามว่า ท่านจะรักษาเราหรือ. ทูลว่าอย่างนั้นพระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นจงรักษาเถิด. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอประทานโอกาส ขอพระองค์จงบอกลักษณะของโรคแก่ข้าพระองค์ว่าเกิดเพราะเหตุอะไร เกิดเพราะเสวยอะไร หรือได้ทอดพระเนตร หรือทรงสดับอะไรพระราชาตรัสว่า แน่ะพ่อ โรคของเราเกิดเพราะได้ฟังข่าวทูลถามว่า พระองค์สดับข่าวอะไร. ตรัสว่าแน่ะพ่อ มีมาณพคนหนึ่งมาบอกว่า จักรับอาสาตีเอาราชสมบัติในนครทั้งสามถวายเรา เราก็ไม่ได้ให้ที่พักหรือค่ากินอยู่แก่เขา เขาคงโกรธเราจึงไปเฝ้าพระราชาองค์อื่น. เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็เฝ้าแต่คิดอยู่ว่าเราเสื่อมจากอิสสริยสมบัติอันใหญ่หลวงดังนี้ จึงได้เกิดโรคขึ้นถ้าท่านสามารถก็จงรักษาโรคอันเกิดเพราะจิตปรารถนาของเรา. เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-

เราปรารถนาระหว่างเมืองทั้งสาม คือ เมืองปัญจาละ ๑ เมืองกุรุยะ ๑ เมืองเกกกะ ๑ ดูก่อนท่านพราหมณ์ เราปรารถนาราชสมบัติ ทั้งสามเมืองนั้นมากกว่าราชสมบัติที่เราได้แล้ว นี้ ดูก่อนพราหมณ์ ขอท่านรักษาเราผู้ถูกความ ใคร่ครอบงำด้วยเถิด.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตโย คิรึ คือ นครทั้งสาม. เหมือนสุทัสสนเทพนคร ท่านเรียกว่า สุทัสสคีรี เพราะจะรบยึดเอาได้ยาก หวั่นไหวได้ยากในประโยคนี้ว่า สุทสฺสนคิริโน ทฺวารํ เหตํ ปกาสติ. เพราะฉะนั้น ในคาถานี้จึงมีเนื้อความดังนี้ เราต้องการนครสามนคร และแคว้นทั้งสามแคว้นในระหว่างนครเหล่านั้น. เราต้องการหมดทั้งสามแว่นแคว้น อันมีนามว่า อุตตรปัญจาละซึ่งมีนครชื่อว่า กปิละ แว่นแคว้นหนึ่ง มีนามว่า กุรุยะ ซึ่งมีนครชื่อว่า อินทปัตร แว่นแคว้นหนึ่ง มีนามว่า เกกกะ ซึ่งมีนครชื่อว่า เกกกะราชธานี แว่นแคว้นหนึ่ง. เราปรารถนาราชสมบัติทั้งสามแว่นแคว้นนั้นยิ่งไปเสียกว่าราชสมบัติกรุงพาราณสี ซึ่งเราครองอยู่นี้. บทว่า ติกิจฺฉ มํ พฺรหฺมณ กามนีตํ ความว่าท่านพราหมณ์ เราถูกวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นชักนำไปแล้ว ถูกรบกวนประหัตประหารแล้ว ถ้าท่านอาจก็จงรักษาเราเถิด.

ลําดับนั้นท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะรักษาด้วยโอสถรากไม้เป็นต้นไม่หาย ต้องรักษาด้วยโอสถ คือญาณอย่างเดียว ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

อันที่จริงเมื่อบุคคลถูกงูเห่ากัด หมอบาง คนก็รักษาได้ อนึ่ง บุคคลถูกผีสิง หมอผู้ฉลาด ก็ไล่ออกได้ แต่บุคคลผู้ถูกความใคร่ครอบงำแล้ว ใคร ๆ ก็รักษาไม่หาย เพราะว่าเมื่อบุคคลล่วง เลยธรรมขาวเสียแล้ว จะรักษาได้อย่างไร.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กณฺหาหิ ทุฏฺสฺส กโรนฺติ เหเกความว่า อันที่จริงเมื่อบุคคลถูกงูเห่ามีพิษร้ายกัด หมอบางคนก็รักษาด้วยมนต์และด้วยโอสถให้หายได้. บทว่า อมนุสฺสวิฏฺสฺส กโรนฺติ ปณฺฑิตา ความว่า หมอผีผู้ฉลาดจำพวกหนึ่ง เมื่อคนถูกอมนุษย์มีผีและยักษ์เป็นต้น เข้าสิงแล้วย่อมทำการรักษาได้ด้วยวิธีต่าง ๆ มีการเซ่นสรวง สวดพระปริตรและวางยาเป็นต้นให้หายได้. บทว่า น กามนีตสฺส กโรติ โกจิ ความว่า แต่คนที่ถูกกามชักนำไปแล้ว คืออยู่ในอำนาจของกามเว้นบัณฑิตเสียใคร ๆ อื่นก็ทำการรักษาไม่ได้ แม้จะรักษาก็ไม่สามารถจะรักษาให้หายได้. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะบุคคลที่ก้าวล่วงเขตแดนสุกกธรรม คือ กุศลธรรม ตั้งอยู่ในอกุศลธรรมเสียแล้ว จะรักษาด้วยมนต์และโอสถ เป็นต้นอย่างไรไหว คือไม่อาจรักษาได้ด้วยมนต์และโอสถเป็นต้นนั้น.

พระมหาสัตว์แสดงเหตุนี้แด่พระราชาฉะนี้แล้ว ได้ตรัสให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าพระองค์จักได้ราชสมบัติทั้งสามแคว้นนั้น เมื่อพระองค์เสวยราชทั้ง ๔ นครจะฉลองพระองค์ด้วยผ้าสาฎกทั้ง ๔ คู่ คราวเดียวกันได้อย่างไรเล่าหนอ. จะเสวยทั้ง ๔ ถาดทอง จะบรรทมทั้ง ๔ พระแท่นสิริไสยาสน์คราวเดียวกันได้อย่างไร. ข้าแต่มหาราช พระองค์ไม่พึงเป็นไปในอำนาจตัณหา. ชื่อว่าตัณหานี้เป็นมูลรากของความวิบัติ. เมื่อเจริญขึ้นผู้ใดทําให้งอกงาม ย่อมซัดบุคคลนั้นลงนรกทั้ง ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม และอบายภูมิที่เหลือมีประเภทนานาประการ. พระมหาสัตว์แสดงธรรมขู่พระราชาด้วยภัยในนรกเป็นต้นอย่างนี้. ฝ่ายพระราชาฟังธรรมของพระมหาสัตว์แล้วก็สร่างโศก หายพระโรคทันใดนั้นเอง. แม้ท้าวสักกะประทานโอวาทแด่พระราชาให้ดำรงอยู่ในศีลแล้วเสด็จกลับเทวโลก. ฝ่ายพระราชาตั้งแต่นั้นทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น เสด็จไปตามยถากรรม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดก. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพราหมณ์ชื่อ กามนีตะ ในครั้งนี้ ส่วนท้าวสักกเทวราช คือ เราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถากามนีตชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๑๕–๔๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๒๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๘ กามนีตชาตกํ

ตโย คิรินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กามนีตพฺราหฺมณํ นาม อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ อตีตญฺจ ทฺวาทสนิปาเต กามชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ

เตสุ ปน ทฺวีสุ ราชปุตฺเตสุ เชฏฺฐโก อาคนฺตฺวา พาราณสิยํ ราชา อโหสิ ฯ กนิฏฺโฐ อุปราชา ฯ เตสุ ราชา วตฺถุกามกิเลสกาเมสุ อติตฺโต ธนโลโล ๑- อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต สกฺโก เทวราชา หุตฺวา ชมฺพุทีปํ โอโลเกนฺโต ตสฺส รญฺโญ ทฺวีสุปิ กาเมสุ อติตฺตภาวํ ญตฺวา อิมํ ราชานํ นิคฺคเหตฺวา ลชฺชาเปสฺสามีติ พฺราหฺมณมาณวกวณฺเณน อาคนฺตฺวา ราชานํ ปสฺสิ ฯ รญฺญา จ เกนตฺเถน อาคโตสิ มาณวาติ วุตฺเต อหํ มหาราช ตีณิ นครานิ ปสฺสามิ เขมานิ สุภิกฺขานิ ปหูตหตฺถิอสฺสรถปตฺติหิรญฺญสุวณฺณาลงฺการภริตานิ, สกฺกา ปน ตานิ อปฺปเกเนว พเลน คณฺหิตุํ, อหนฺเต ตานิ คเหตฺวา ทาตุํ อาคโตติ อาห ฯ กทา คจฺฉาม มาณวาติ วุตฺเต เสฺว

@เชิงอรรถ: ๑ ธนโลโภติปิ ฯ มหาราชาติ ฯ เตน หิ คจฺฉาม, ปาโตว อาคจฺเฉยฺยาสีติ ฯ สาธุ มหาราช, เวเคน พลํ สชฺเชหีติ วตฺวา สกฺโก สกฏฺฐานเมว คโต ฯ ราชา ปุนทิวเส เภริญฺจาราเปตฺวา พลสชฺชํ การาเปตฺวา อมจฺเจ ปกฺโกสิตฺวา หิยฺโย เอโก พฺราหฺมณมาณโว อุตฺตรปญฺจาเล อินฺทปตฺเต เกกเกติ อิเมสุ ตีสุ นคเรสุ รชฺชํ คเหตฺวา ทสฺสามีติ อาห, อหํ ตํ มาณวํ อาทาย ตีสุ นคเรสุ รชฺชํ คณฺหิสฺสามิ, เวเคน ตํ ปกฺโกสถาติ ฯ กตฺถสฺส เทว นิวาโส ทาปิโตติ ฯ น เม ตสฺส นิวาสเคหํ ทาปิตนฺติ ฯ นิวาสปริพฺพโย ๑- ปน ทินฺโนติ ฯ โสปิ น ทินฺโนติ ฯ อถ กหํ คมิสฺสามาติ ๒- ฯ นครวีถีสุ โอโลเกถาติ ฯ เต โอโลเกนฺตา อทิสฺวา น ปสฺสาม มหาราชาติ อาหํสุ ฯ รญฺโญ มาณวํ อปสฺสนฺตสฺส เอวํ มหนฺตา อิสฺสริยา ปริหีโนมฺหีตี มหาโสโก อุทปาทิ, หทยวตฺถุ อุณฺหํ อโหสิ, วตฺถุโลหิตํ กุปฺปิ, โลหิตปกฺขนฺทิกา อุทปาทิ ฯ เวชฺชาปิ ติกิจฺฉิตุํ นาสกฺขึสุ ฯ ตโต ตีหจตูหจฺจเยน สกฺโก อาวชฺชมาโน ตสฺส ตํ อาพาธํ ญตฺวา ติกิจฺฉิสฺสามิ นนฺติ พฺราหฺมณวณฺเณน อาคนฺตฺวา ทฺวาเร ฐตฺวา เวชฺโช พฺราหฺมโณ ตุมฺหากํ ติกิจฺฉนตฺถาย อาคโตติ อาโรจาเปสิ ฯ ราชา ตํ สุตฺวา มหนฺตมหนฺตา ราชเวชฺชา มํ ติกิจฺฉิตุํ นาสกฺขึสุ, ปริพฺพยมสฺส ๓- ทาเปตฺวา อุยฺโยเชถาติ อาห ฯ สกฺโก ตํ สุตฺวา มยฺหํ เนว นิวาสนปริพฺพเยน ๔- อตฺโถ, เวชฺชลาภมฺปิ

@เชิงอรรถ: ๑ นิวาปปริจฺจโยติปิ ฯ ๒ ตํ ปสฺสิสฺสามาตีติปิ ฯ ๓ ปริจฺจยมสฺสาติปิ ฯ

@๔ นิวาเปน ปริจฺจเยนาติปิ ฯ น คณฺหิสฺสามิ, ติกิจฺฉิสฺสามิ นํ, ๑- ราชา มํ ปสฺสตูติ อาห ฯ ราชา ตํ สุตฺวา เตน หิ อาคจฺฉตูติ อาห ฯ สกฺโก ปวิสิตฺวา ชยาเปตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ ราชา ตฺวํ มํ ติกิจฺฉิสฺสสีติ อาห ฯ อาม เทวาติ ฯ เตน หิ ติกิจฺฉสฺสูติ อาห ฯ สาธุ มหาราช, พฺยาธิโน เม ลกฺขณํ กเถถ, เกน การเณน อุปฺปนฺโน, กึ ขาทิตํ วา ปีตํ วา นิสฺสาย อุทาหุ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วาติ ฯ ตาต มยฺหํ พฺยาธิ สุตํ นิสฺสาย อุปฺปนฺโนติ ฯ กินฺเต สุตนฺติ ฯ ตาต เอโก มาณโว อาคนฺตฺวา มยฺหํ ตีสุ นคเรสุ รชฺชํ คณฺหิตฺวา ทสฺสามีติ อาห, อหํ ตสฺส นิวาสนฏฺฐานํ วา นิวาสปริพฺพยํ วา น ทาเปสึ, โส มยฺหํ กุชฺฌิตฺวา อญฺญสฺส รญฺโญ สนฺติกํ คโต ภวิสฺสติ, อถ เม เอวํ มหนฺตา นาม อิสฺสริยา ปริหีโนมฺหีติ จินฺเตนฺตสฺส อยํ พฺยาธิ อุปฺปนฺโน, สเจ สกฺโกสิ ตฺวํ, เม กามจิตฺตํ นิสฺสาย อุปฺปนฺนํ พฺยาธึ ติกิจฺฉาหีติ เอตมตฺถํ ปกาเสนฺโต ปฐมํ คาถมาห

ตโย คิรึ อนฺตรํ กามยามิ

ปญฺจาโล ๒- กุรุโย เกกเก จ,

ตตุตฺตรึ พฺราหฺมณ กามยามิ,

ติกิจฺฉ มํ พฺราหฺมณ กามนีตนฺติ ฯ

ตตฺถ ตโย คิรินฺติ ตโย คิรี ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ยถา จ สุทสฺสนคิริโน ทฺวารํ เหตํ ปกาสตีติ เอตฺถ สุทสฺสนเทวนครํ

@เชิงอรรถ: ๑ ปนาติปิ ฯ ๒ ปญฺจาลาติปิ ฯ ยุชฺฌิตฺวา ทุคฺคณฺหตาย ทุจฺจลนตาย สุทสฺสนคิรีติ วุตฺตํ เอวมิธาปิ ตีณิ นครานิ ตโย คิรินฺติ อธิปฺเปตานิ, ตสฺมา อยเมตฺถ อตฺโถ ฯ ตีณิ ปน นครานิ เตสญฺจ อนฺตรํ ติวิธมฺปิ รฏฺฐํ กามยามิ ฯ ปญฺจาโล กุรุโย เกกเก จาติ อิมานิ เตสํ รฏฺฐานํ นามานิ เตสุ ปญฺจาโล อุตฺตรปญฺจาโล ฯ ตตฺถ กปิลํ นาม นครํ ฯ กุรุโยติ กุรุรฏฺฐํ ฯ ตตฺถ อินฺทปตฺตํ นาม นครํ ฯ เกกเก จาติ ปจฺจตฺเต อุปโยควจนํ ฯ เตน เกกกรฏฺฐํ ทสฺเสติ ฯ ตตฺถ เกกกราชธานี เยว นครํ ฯ ตตุตฺตรินฺติ ตํ อหํ อิโต ปฏิลทฺธา พาราณสิรชฺชา ตตุตฺตรึ ติวิธํ รชฺชํ กามยามิ ฯ ติกิจฺฉ มํ พฺราหฺมณ กามนีตนฺติ อิเมหิ วตฺถุกาเมหิ จ กิเลสกาเมหิ จ นีตํ หตํ ปหตํ สเจ สกฺโกสิ ติกิจฺฉ มํ พฺราหฺมณาติ ฯ

อถ นํ สกฺโก มหาราช ตฺวํ มูโลสธาทีหิ อเตกิจฺโฉ ญาโณสเธเนว ติกิจฺฉิตพฺโพติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห

กณฺหาหิ ทฏฺฐสฺส กโรนฺติ เหเก

อมนุสฺสวิฏฺฐสฺส ๑- กโรนฺติ ปณฺฑิตา,

น กามนีตสฺส กโรติ โกจิ,

โอกฺกนฺตสุกฺกสฺส หิ กา ติกิจฺฉาติ ฯ

ตตฺถ กณฺหาหิ ทฏฺฐสฺส กโรนฺติ เหเกติ เอกจฺเจ หิ ติกิจฺฉกา โฆรวิเสน กาฬสปฺเปน ทฏฺฐสฺส มนฺเตหิ เจว โอสเธหิ จ ติกิจฺฉํ กโรนฺติ ฯ อมนุสฺสวิฏฺฐสฺส กโรนฺติ ปณฺฑิตาติ อปเร ปณฺฑิตา

@เชิงอรรถ: ๑ อมนุสฺสวทฺธสฺสาติปิ ฯเปฯ ภูตเวชฺชา ภูตยกฺขาทีหิ อมนุสฺเสหิ วิฏฺฐสฺส คหิตสฺส อภิภูตสฺส พลิกมฺมปริตฺตกรณโอสธปริภาวิตาทีหิ ติกิจฺฉํ กโรนฺติ ฯ น กามนีตสฺส กโรติ โกจีติ กาเมหิ ปน นีตสฺส กามวสิกสฺส ปุคฺคลสฺส อญฺญตฺร ปณฺฑิเตหิ น อญฺโญ โกจิ ติกิจฺฉํ กโรติ, กโรนฺโตปิ กาตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ ฯ กึการณา ฯ โอกฺกนฺตสุกฺกสฺส หิ กา ติกิจฺฉาติ โอกฺกนฺตสฺส อวกฺกนฺตสฺส สุกฺกสฺส กุสลธมฺมสฺส มริยาทํ อติกฺกนฺตสฺส อกุสลธมฺเม ปติฏฺฐิตสฺส ปุคฺคลสฺส มนฺโตสธาทีหิ กา นาม ติกิจฺฉา น สกฺกา เอเตหิ ติกิจฺฉิตุนฺติ ฯ

อิติสฺส มหาสตฺโต อิมํ การณํ ทสฺเสตฺวา อุตฺตรึ เอวมาห มหาราช สเจ ตฺวํ ตานิ ตีณิ รชฺชานิ ลจฺฉสิ, อปิ นุ โข อิเมสุ จตูสุ นคเรสุ รชฺชํ กาเรนฺโต เอกปฺปหาเรเนว จตฺตาริ สาฏกยุคานิ ปริทเหยฺยาสิ, จตูสุ สุวณฺณปาตีสุ ภุญฺเชยฺยาสิ จตูสุ สิริสยเนสุ สเยยฺยาสิ, มหาราช ตณฺหาวสิเกน นาม ภวิตุํ น วฏฺฏติ, ตณฺหา นาเมสา วิปตฺติมูลา, สา วฑฺฒมานา โย ตํ วฑฺเฒติ, ตํ ปุคฺคลํ อฏฺฐสุ มหานิรเยสุ โสฬสสุ อุสฺสทนิรเยสุ นานปฺปการปฺปเภเทสุ จ อวเสสอปาเยสุ ขิปตีติ ฯ เอวํ ราชานํ นิรยาทิภเยน ตชฺเชตฺวา มหาสตฺโต ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ราชาปิสฺส ธมฺมํ สุตฺวา วิคตโสโก หุตฺวา ตาวเทว นิพฺยาธิตํ ปาปุณิ ฯ สกฺโกปิสฺส โอวาทํ ทตฺวา สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา เทวโลกเมว คโต ฯ โสปิ ตโต ปฏฺฐาย ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถา กมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา กามนีตพฺราหฺมโณ อโหสิ, สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ

กามนีตชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๒๗. คูถปาณกชาดกชาดกถัดไป๒๒๙. ปลายิชาดก