กามนีตชาดก
ว่าด้วยผู้ถูกโรครักครอบงำรักษายาก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๕ · บรรทัด ๑๗๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพราหมณ์ชื่อ กามนีตะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตโย คิรึ ดังนี้.
เรื่องราวทั้งปัจจุบันและอดีตจักมีแจ้งในกามชาดก ในทวาทสนิบาต.
พระราชบุตรทั้งสองพระองค์นั้น พระองค์พี่ได้กลับมาเป็นพระราชาในกรุงพาราณสี. พระองค์น้องได้เป็นอุปราช. ทั้งสองพระองค์นั้น องค์พี่เป็นพระราชาเป็นผู้ไม่อิ่มในวัตถุกามและกิเลสกาม มีพระทัยโลภในทรัพย์สมบัติ. ในคราวนั้นพระโพธิสัตว์เป็นท้าวสักกเทวราช ตรวจดูชมพูทวีป ทรงทราบว่าพระราชานั้นมิได้ทรงอิ่มในกามทั้งสอง ทรงดําริว่า จักไปข่มขี่พระราชานี้ให้ละอายพระทัย จึงทรงแปลงเป็นพราหมณ์มาณพเข้าเฝ้าพระราชา. เมื่อพระราชาตรัสถามว่า แน่ะมาณพ ท่านมาด้วยประสงค์อะไร. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์พบนครสามนครน่ารื่นรมย์มีภิกษาหารสมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยช้าง ม้า รถ พลนิกรและเงินทองเครื่องอลังการ แต่พระองค์สามารถยึดนครทั้ง ๓ นั้นด้วยกำลังเล็กน้อยเท่านั้น ข้าพระองค์จึงมาเพื่อรับอาสาไปตีเมืองทั้งสามถวายพระองค์. เมื่อตรัสถามว่า เราจะไปกันเมื่อไรเล่ามาณพ. กราบทูลว่า ไปพรุ่งนี้พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเราไปด้วยกัน ท่านมาแต่เช้า ๆ หน่อยท้าวสักกะตรัสว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า พระองค์จงเตรียมพลไว้โดยเร็วแล้วเสด็จกลับวิมานของพระองค์.
รุ่งขึ้นพระราชารับสั่งให้เที่ยวตีกลองเรียกชุมนุมพล รับสั่งให้อำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า เมื่อวานนี้มีพราหมณ์มาณพผู้หนึ่ง รับอาสาจะตีนครทั้งสามเอาราชสมบัติถวาย คือนครอุตตรปัญจาละ นครอินทปัตร นครเกกกะ เราจะพามาณพนั้นไปตีเอาราชสมบัติในนครทั้งสามนั้น. พวกท่านจงไปตามตัวมาณพนั้นมาโดยเร็ว. พวกอำมาตย์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์พระองค์พระราชทานที่พักให้มาณพนั้น ณ ที่ไหน. ตรัสว่าเราไม่ได้ให้ที่พักแก่เขา. กราบทูลถามว่า เสบียงอาหารพระองค์พระราชทานหรือเปล่า ตรัสว่า เสบียงอาหารก็ไม่ได้ประทานทูลถามว่า ข้าพระองค์จะไปตามตัวได้ที่ไหน. ตรัสว่า พวกท่านจงเที่ยวตามหาดูตามถนนในนครเถิด. พวกอำมาตย์เที่ยวตรวจตราดูแล้วไม่พบ จึงกราบทูลว่า ไม่พบตัว พระเจ้าข้า เมื่อพระราชาไม่ได้ตัวมาณพมาก็เกิดความโศกเสียพระทัยว่า เราเสื่อมจากอิสสริยสมบัติอันใหญ่หลวงอย่างนี้เสียแล้ว ดวงพระทัยก็เร่าร้อน โลหิตที่ฉีดเลี้ยงหทัยก็กำเริบ จนเกิดสำรอกโลหิตออกมา. บรรดาแพทย์ทั้งหลายก็ไม่สามารถจะรักษาได้. ถัดจากนั้นมา ๓-๔ วัน ท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดู ทรงทราบการประชวรของพระราชา ทรงดำริว่า จักช่วยรักษา จึงแปลงเป็นพราหมณ์มาเยือนประตูพระราชวัง ให้กราบทูลว่ามีหมอพราหมณ์จะมารักษาพระองค์. พระราชาทรงสดับดังนั้นตรัสว่า หมอหลวงล้วนแต่ใหญ่โต ยังรักษาเราไม่ได้ ท่านจงจ่ายค่าป่วยการให้เขากลับไปเถิด. ท้าวสักกเทวราชได้สดับคำอำมาตย์มาบอกแล้วตรัสว่า เราไม่ต้องการที่พักและค่าป่วยการแม้ค่าขวัญข้าวเราก็ไม่ขอรับ เราขออาสารักษาพระองค์. ขอพระราชาจงให้เราเฝ้าเถิด. พระราชาทรงสดับดังนั้น แล้วรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นจงมาเถิด. ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปแล้ว ถวายบังคมยืน ณส่วนข้างหนึ่ง. พระราชาตรัสถามว่า ท่านจะรักษาเราหรือ. ทูลว่าอย่างนั้นพระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นจงรักษาเถิด. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอประทานโอกาส ขอพระองค์จงบอกลักษณะของโรคแก่ข้าพระองค์ว่าเกิดเพราะเหตุอะไร เกิดเพราะเสวยอะไร หรือได้ทอดพระเนตร หรือทรงสดับอะไรพระราชาตรัสว่า แน่ะพ่อ โรคของเราเกิดเพราะได้ฟังข่าวทูลถามว่า พระองค์สดับข่าวอะไร. ตรัสว่าแน่ะพ่อ มีมาณพคนหนึ่งมาบอกว่า จักรับอาสาตีเอาราชสมบัติในนครทั้งสามถวายเรา เราก็ไม่ได้ให้ที่พักหรือค่ากินอยู่แก่เขา เขาคงโกรธเราจึงไปเฝ้าพระราชาองค์อื่น. เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็เฝ้าแต่คิดอยู่ว่าเราเสื่อมจากอิสสริยสมบัติอันใหญ่หลวงดังนี้ จึงได้เกิดโรคขึ้นถ้าท่านสามารถก็จงรักษาโรคอันเกิดเพราะจิตปรารถนาของเรา. เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
เราปรารถนาระหว่างเมืองทั้งสาม คือ เมืองปัญจาละ ๑ เมืองกุรุยะ ๑ เมืองเกกกะ ๑ ดูก่อนท่านพราหมณ์ เราปรารถนาราชสมบัติ ทั้งสามเมืองนั้นมากกว่าราชสมบัติที่เราได้แล้ว นี้ ดูก่อนพราหมณ์ ขอท่านรักษาเราผู้ถูกความ ใคร่ครอบงำด้วยเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตโย คิรึ คือ นครทั้งสาม. เหมือนสุทัสสนเทพนคร ท่านเรียกว่า สุทัสสคีรี เพราะจะรบยึดเอาได้ยาก หวั่นไหวได้ยากในประโยคนี้ว่า สุทสฺสนคิริโน ทฺวารํ เหตํ ปกาสติ. เพราะฉะนั้น ในคาถานี้จึงมีเนื้อความดังนี้ เราต้องการนครสามนคร และแคว้นทั้งสามแคว้นในระหว่างนครเหล่านั้น. เราต้องการหมดทั้งสามแว่นแคว้น อันมีนามว่า อุตตรปัญจาละซึ่งมีนครชื่อว่า กปิละ แว่นแคว้นหนึ่ง มีนามว่า กุรุยะ ซึ่งมีนครชื่อว่า อินทปัตร แว่นแคว้นหนึ่ง มีนามว่า เกกกะ ซึ่งมีนครชื่อว่า เกกกะราชธานี แว่นแคว้นหนึ่ง. เราปรารถนาราชสมบัติทั้งสามแว่นแคว้นนั้นยิ่งไปเสียกว่าราชสมบัติกรุงพาราณสี ซึ่งเราครองอยู่นี้. บทว่า ติกิจฺฉ มํ พฺรหฺมณ กามนีตํ ความว่าท่านพราหมณ์ เราถูกวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นชักนำไปแล้ว ถูกรบกวนประหัตประหารแล้ว ถ้าท่านอาจก็จงรักษาเราเถิด.
ลําดับนั้นท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะรักษาด้วยโอสถรากไม้เป็นต้นไม่หาย ต้องรักษาด้วยโอสถ คือญาณอย่างเดียว ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
อันที่จริงเมื่อบุคคลถูกงูเห่ากัด หมอบาง คนก็รักษาได้ อนึ่ง บุคคลถูกผีสิง หมอผู้ฉลาด ก็ไล่ออกได้ แต่บุคคลผู้ถูกความใคร่ครอบงำแล้ว ใคร ๆ ก็รักษาไม่หาย เพราะว่าเมื่อบุคคลล่วง เลยธรรมขาวเสียแล้ว จะรักษาได้อย่างไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กณฺหาหิ ทุฏฺสฺส กโรนฺติ เหเกความว่า อันที่จริงเมื่อบุคคลถูกงูเห่ามีพิษร้ายกัด หมอบางคนก็รักษาด้วยมนต์และด้วยโอสถให้หายได้. บทว่า อมนุสฺสวิฏฺสฺส กโรนฺติ ปณฺฑิตา ความว่า หมอผีผู้ฉลาดจำพวกหนึ่ง เมื่อคนถูกอมนุษย์มีผีและยักษ์เป็นต้น เข้าสิงแล้วย่อมทำการรักษาได้ด้วยวิธีต่าง ๆ มีการเซ่นสรวง สวดพระปริตรและวางยาเป็นต้นให้หายได้. บทว่า น กามนีตสฺส กโรติ โกจิ ความว่า แต่คนที่ถูกกามชักนำไปแล้ว คืออยู่ในอำนาจของกามเว้นบัณฑิตเสียใคร ๆ อื่นก็ทำการรักษาไม่ได้ แม้จะรักษาก็ไม่สามารถจะรักษาให้หายได้. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะบุคคลที่ก้าวล่วงเขตแดนสุกกธรรม คือ กุศลธรรม ตั้งอยู่ในอกุศลธรรมเสียแล้ว จะรักษาด้วยมนต์และโอสถ เป็นต้นอย่างไรไหว คือไม่อาจรักษาได้ด้วยมนต์และโอสถเป็นต้นนั้น.
พระมหาสัตว์แสดงเหตุนี้แด่พระราชาฉะนี้แล้ว ได้ตรัสให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าพระองค์จักได้ราชสมบัติทั้งสามแคว้นนั้น เมื่อพระองค์เสวยราชทั้ง ๔ นครจะฉลองพระองค์ด้วยผ้าสาฎกทั้ง ๔ คู่ คราวเดียวกันได้อย่างไรเล่าหนอ. จะเสวยทั้ง ๔ ถาดทอง จะบรรทมทั้ง ๔ พระแท่นสิริไสยาสน์คราวเดียวกันได้อย่างไร. ข้าแต่มหาราช พระองค์ไม่พึงเป็นไปในอำนาจตัณหา. ชื่อว่าตัณหานี้เป็นมูลรากของความวิบัติ. เมื่อเจริญขึ้นผู้ใดทําให้งอกงาม ย่อมซัดบุคคลนั้นลงนรกทั้ง ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม และอบายภูมิที่เหลือมีประเภทนานาประการ. พระมหาสัตว์แสดงธรรมขู่พระราชาด้วยภัยในนรกเป็นต้นอย่างนี้. ฝ่ายพระราชาฟังธรรมของพระมหาสัตว์แล้วก็สร่างโศก หายพระโรคทันใดนั้นเอง. แม้ท้าวสักกะประทานโอวาทแด่พระราชาให้ดำรงอยู่ในศีลแล้วเสด็จกลับเทวโลก. ฝ่ายพระราชาตั้งแต่นั้นทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น เสด็จไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดก. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพราหมณ์ชื่อ กามนีตะ ในครั้งนี้ ส่วนท้าวสักกเทวราช คือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถากามนีตชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๑๕–๔๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
8 Kāmanītajātakaṃ
tayo girinti idaṃ satthā jetavane viharanto kāmanītabrāhmaṇaṃ nāma ārabbha kathesi.
Vatthu paccuppannañca atītañca dvādasanipāte kāmajātake āvibhavissati.
Tesu pana dvīsu rājaputtesu jeṭṭhako āgantvā bārāṇasiyaṃ rājā ahosi. Kaniṭṭho uparājā. Tesu rājā vatthukāmakilesakāmesu atitto dhanalolo 1- ahosi. Tadā bodhisatto sakko devarājā hutvā jambudīpaṃ olokento tassa rañño dvīsupi kāmesu atittabhāvaṃ ñatvā imaṃ rājānaṃ niggahetvā lajjāpessāmīti brāhmaṇamāṇavakavaṇṇena āgantvā rājānaṃ passi. Raññā ca kenatthena āgatosi māṇavāti vutte ahaṃ mahārāja tīṇi nagarāni passāmi khemāni subhikkhāni pahūtahatthiassarathapattihiraññasuvaṇṇālaṅkārabharitāni, sakkā pana tāni appakeneva balena gaṇhituṃ, ahante tāni gahetvā dātuṃ āgatoti āha. Kadā gacchāma māṇavāti vutte sve
@Footnote: 1 dhanalobhotipi. Mahārājāti. Tena hi gacchāma, pātova āgaccheyyāsīti. Sādhu mahārāja, vegena balaṃ sajjehīti vatvā sakko sakaṭṭhānameva gato. Rājā punadivase bheriñcārāpetvā balasajjaṃ kārāpetvā amacce pakkositvā hiyyo eko brāhmaṇamāṇavo uttarapañcāle indapatte kekaketi imesu tīsu nagaresu rajjaṃ gahetvā dassāmīti āha, ahaṃ taṃ māṇavaṃ ādāya tīsu nagaresu rajjaṃ gaṇhissāmi, vegena taṃ pakkosathāti. Katthassa deva nivāso dāpitoti. Na me tassa nivāsagehaṃ dāpitanti. Nivāsaparibbayo 1- pana dinnoti. Sopi na dinnoti. Atha kahaṃ gamissāmāti 2-. Nagaravīthīsu olokethāti. Te olokentā adisvā na passāma mahārājāti āhaṃsu. Rañño māṇavaṃ apassantassa evaṃ mahantā issariyā parihīnomhītī mahāsoko udapādi, hadayavatthu uṇhaṃ ahosi, vatthulohitaṃ kuppi, lohitapakkhandikā udapādi. Vejjāpi tikicchituṃ nāsakkhiṃsu. Tato tīhacatūhaccayena sakko āvajjamāno tassa taṃ ābādhaṃ ñatvā tikicchissāmi nanti brāhmaṇavaṇṇena āgantvā dvāre ṭhatvā vejjo brāhmaṇo tumhākaṃ tikicchanatthāya āgatoti ārocāpesi. Rājā taṃ sutvā mahantamahantā rājavejjā maṃ tikicchituṃ nāsakkhiṃsu, paribbayamassa 3- dāpetvā uyyojethāti āha. Sakko taṃ sutvā mayhaṃ neva nivāsanaparibbayena 4- attho, vejjalābhampi
@Footnote: 1 nivāpapariccayotipi . 2 taṃ passissāmātītipi . 3 pariccayamassātipi.
@4 nivāpena pariccayenātipi. Na gaṇhissāmi, tikicchissāmi naṃ, 1- rājā maṃ passatūti āha. Rājā taṃ sutvā tena hi āgacchatūti āha. Sakko pavisitvā jayāpetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Rājā tvaṃ maṃ tikicchissasīti āha. Āma devāti. Tena hi tikicchassūti āha. Sādhu mahārāja, byādhino me lakkhaṇaṃ kathetha, kena kāraṇena uppanno, kiṃ khāditaṃ vā pītaṃ vā nissāya udāhu diṭṭhaṃ vā sutaṃ vāti. Tāta mayhaṃ byādhi sutaṃ nissāya uppannoti. Kinte sutanti. Tāta eko māṇavo āgantvā mayhaṃ tīsu nagaresu rajjaṃ gaṇhitvā dassāmīti āha, ahaṃ tassa nivāsanaṭṭhānaṃ vā nivāsaparibbayaṃ vā na dāpesiṃ, so mayhaṃ kujjhitvā aññassa rañño santikaṃ gato bhavissati, atha me evaṃ mahantā nāma issariyā parihīnomhīti cintentassa ayaṃ byādhi uppanno, sace sakkosi tvaṃ, me kāmacittaṃ nissāya uppannaṃ byādhiṃ tikicchāhīti etamatthaṃ pakāsento paṭhamaṃ gāthamāha
tayo giriṃ antaraṃ kāmayāmi
pañcālo 2- kuruyo kekake ca,
tatuttariṃ brāhmaṇa kāmayāmi,
tikiccha maṃ brāhmaṇa kāmanītanti.
Tattha tayo girinti tayo girī. Ayameva vā pāṭho. Yathā ca sudassanagirino dvāraṃ hetaṃ pakāsatīti ettha sudassanadevanagaraṃ
@Footnote: 1 panātipi . 2 pañcālātipi. Yujjhitvā duggaṇhatāya duccalanatāya sudassanagirīti vuttaṃ evamidhāpi tīṇi nagarāni tayo girinti adhippetāni, tasmā ayamettha attho. Tīṇi pana nagarāni tesañca antaraṃ tividhampi raṭṭhaṃ kāmayāmi. Pañcālo kuruyo kekake cāti imāni tesaṃ raṭṭhānaṃ nāmāni tesu pañcālo uttarapañcālo. Tattha kapilaṃ nāma nagaraṃ. Kuruyoti kururaṭṭhaṃ. Tattha indapattaṃ nāma nagaraṃ. Kekake cāti paccatte upayogavacanaṃ. Tena kekakaraṭṭhaṃ dasseti. Tattha kekakarājadhānī yeva nagaraṃ. Tatuttarinti taṃ ahaṃ ito paṭiladdhā bārāṇasirajjā tatuttariṃ tividhaṃ rajjaṃ kāmayāmi. Tikiccha maṃ brāhmaṇa kāmanītanti imehi vatthukāmehi ca kilesakāmehi ca nītaṃ hataṃ pahataṃ sace sakkosi tikiccha maṃ brāhmaṇāti.
Atha naṃ sakko mahārāja tvaṃ mūlosadhādīhi atekiccho ñāṇosadheneva tikicchitabboti vatvā dutiyaṃ gāthamāha
kaṇhāhi daṭṭhassa karonti heke
amanussaviṭṭhassa 1- karonti paṇḍitā,
na kāmanītassa karoti koci,
okkantasukkassa hi kā tikicchāti.
Tattha kaṇhāhi daṭṭhassa karonti heketi ekacce hi tikicchakā ghoravisena kāḷasappena daṭṭhassa mantehi ceva osadhehi ca tikicchaṃ karonti. Amanussaviṭṭhassa karonti paṇḍitāti apare paṇḍitā
@Footnote: 1 amanussavaddhassātipi .pe. Bhūtavejjā bhūtayakkhādīhi amanussehi viṭṭhassa gahitassa abhibhūtassa balikammaparittakaraṇaosadhaparibhāvitādīhi tikicchaṃ karonti. Na kāmanītassa karoti kocīti kāmehi pana nītassa kāmavasikassa puggalassa aññatra paṇḍitehi na añño koci tikicchaṃ karoti, karontopi kātuṃ samattho nāma natthi. Kiṃkāraṇā. Okkantasukkassa hi kā tikicchāti okkantassa avakkantassa sukkassa kusaladhammassa mariyādaṃ atikkantassa akusaladhamme patiṭṭhitassa puggalassa mantosadhādīhi kā nāma tikicchā na sakkā etehi tikicchitunti.
Itissa mahāsatto imaṃ kāraṇaṃ dassetvā uttariṃ evamāha mahārāja sace tvaṃ tāni tīṇi rajjāni lacchasi, api nu kho imesu catūsu nagaresu rajjaṃ kārento ekappahāreneva cattāri sāṭakayugāni paridaheyyāsi, catūsu suvaṇṇapātīsu bhuñjeyyāsi catūsu sirisayanesu sayeyyāsi, mahārāja taṇhāvasikena nāma bhavituṃ na vaṭṭati, taṇhā nāmesā vipattimūlā, sā vaḍḍhamānā yo taṃ vaḍḍheti, taṃ puggalaṃ aṭṭhasu mahānirayesu soḷasasu ussadanirayesu nānappakārappabhedesu ca avasesaapāyesu khipatīti. Evaṃ rājānaṃ nirayādibhayena tajjetvā mahāsatto dhammaṃ desesi. Rājāpissa dhammaṃ sutvā vigatasoko hutvā tāvadeva nibyādhitaṃ pāpuṇi. Sakkopissa ovādaṃ datvā sīlesu patiṭṭhāpetvā devalokameva gato. Sopi tato paṭṭhāya dānādīni puññāni katvā yathā kammaṃ gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā kāmanītabrāhmaṇo ahosi, sakko pana ahamevāti.
Kāmanītajātakaṃ aṭṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗