ปลายิชาดก
ว่าด้วยขับไล่ศัตรูแบบสายฟ้าแลบ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๗ · บรรทัด ๑๗๕๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภปลายิปริพาชก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า คชคฺคเมเฆภิ ดังนี้. ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นท่องเที่ยวไปทั่วชมพูทวีป เพื่อการโต้วาทะ ไม่ได้รับการโต้ตอบวาทะอะไร แล้วจนลุถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ ถามมนุษย์ทั้งหลายว่า ใคร ๆ สามารถจะโต้ตอบวาทะกับเรามีบ้างไหม. พวกมนุษย์ต่างพากันสรรเสริญพระพุทธองค์ว่า พระมหาโคดมผู้สัพพัญญูเลิศกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย ผู้เป็นใหญ่โดยธรรม ย่ำยีวาทะของผู้อื่น เป็นผู้สามารถจะโต้ตอบวาทะกับคนเช่นท่านแม้ตั้งพัน ปราชญ์ผู้มีวาทะขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชมพูทวีป แม้ทั้งสิ้นที่จะสามารถล่วงเลยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมิได้มี. บรรดาวาทะทั้งปวงมาถึงบาทมูลของพระองค์เป็นผุยผงไปดุจคลื่นสมุทรกระทบฝั่งฉะนั้น. ปริพาชกถามว่า ก็เดี๋ยวนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ไหน ได้ฟังว่าที่พระเชตวันมหาวิหาร กล่าวว่า เราจักไปประวาทะกับพระองค์ในบัดนี้ แวดล้อมด้วยมหาชนไปสู่เชตวันมหาวิหาร พอเห็นซุ้มประตูเชตวันมหาวิหาร ซึ่งพระราชกุมารพระนามว่า เชตะ ทรงสละทรัพย์เก้าโกฏิสร้าง ถามว่า นี้คือปราสาทที่ประทับของพระสมณโคดมหรือ ได้ฟังว่า นี้คือซุ้มประตู กล่าวว่า ซุ้มประตูยังเป็นถึงเพียงนี้ คฤหาสน์ที่ประทับจะเป็นเช่นไร เมื่อมหาชนกล่าวว่า ชื่อว่าพระคันธกุฏีประมาณไม่ถูก กล่าวว่า ใครจะโต้ตอบวาทะกับพระสมณโคดมเป็นถึงปานนี้ได้. จึงหนีไปจากที่นั้นเอง. มนุษย์ทั้งหลายต่างอึงคะนึงกันจะเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร พระศาสดาตรัสถามว่า ทำไมจึงมากันผิดเวลากราบทูลความเป็นไปให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ปริพาชกผู้นี้เห็นซุ้มประตูของเราก็หนีในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็หนีไปแล้วเหมือนกัน พวกมนุษย์เหล่านั้นจึงทูลอาราธนา ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในเมืองตักกสิลาในแคว้นคันธาระ. พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี. พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงดำริว่า จักตีเมืองตักกสิลาจึงยกพลนิกายใหญ่ไปตั้งมั่นอยู่ไม่ไกลจากเมืองตักกสิลา ทรงซักซ้อมเสนาว่า จงส่งกองช้างเข้าไปด้านนี้ ส่งกองม้าเข้าไปด้านนี้ ส่งกองรถเข้าไปด้านนี้ ส่งพลราบเข้าไปด้านนี้ เมื่อบุกเข้าไปอย่างนี้แล้ว จงใช้อาวุธทั้งหลาย จงให้ห่าฝนลูกศรให้ตกดังหมู่วลาหกโปรยฝนลูกเห็บฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้ ได้ตรัสสองคาถานี้ว่า :-
เมืองตักกสิลาถูกเขาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว ด้วยกองพลช้างตัวประเสริฐ ซึ่งร้องคำรนอยู่ ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลม้าตัวประเสริฐ ซึ่งคลุม มาลาเครื่องครบอยู่ด้านเหนือ ด้วยกองพลรถ ดุจคลื่นในมหาสมุทรอันยังฝน คือลูกศรให้ตก ลงด้านหนึ่ง ด้วยกองพลเดินเท้าถือธนูมั่น มีฝีมือ ยิงแม่นอยู่ด้านหนึ่ง ท่านทั้งหลายจงรีบบุกเข้า ไป และจงรีบบุกเข้าไป จงไสช้างให้หนุนเนื่อง กันเข้าไปเลย จงโห่ร้องให้สนั่นหวั่นไหว ในวันนี้ ดุจสายฟ้าอันซ่านออกจากกลีบเมฆ คำรน อยู่ ฉะนั้น.
พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงตรวจพลปลุกใจเสนาให้คึกคักฉะนี้แล้วเคลื่อนทัพไปถึงที่ใกล้ประตูนคร เห็นซุ้มประตูแล้วตรัสถามว่า นี้คือพระราชมณเฑียรหรือ เมื่อเหล่าเสนากราบทูลว่า นี้คือซุ้มประตูนคร ยังเป็นถึงปานนี้ พระราชมณเฑียรจะเป็นเช่นไร ได้สดับว่าเช่นกับเวชยันตปราสาท ตรัสว่า เราไม่อาจสู้รบกับพระราชาผู้ถึงพร้อมด้วยยศอย่างนี้ ได้ทอดพระเนตรซุ้มประตูแล้ว เสด็จหนีกลับสู่เมืองพาราณสี.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดก. พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็นปลายิปริพาชกในครั้งนี้ ส่วนพระราชาเมืองตักกสิลา คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาปลายิชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๒๒–๔๒๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ ปลายิชาตกํ
คชคฺคเมเฆภีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปลายิปริพฺพาชกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร วาทตฺถาย สกลชมฺพุทีปํ วิจริตฺวา กิญฺจิ ปฏิวาทํ อลภิตฺวา อนุปุพฺเพน สาวตฺถึ ปตฺวา อตฺถิ นุ โข โกจิ มยา สทฺธึ วาทํ กาตุํ สมตฺโถติ มนุสฺเส ปุจฺฉิ ฯ มนุสฺสา ตาทิสานํ สหสฺเสนปิ สทฺธึ วาทํ กาตุํ สมตฺโถ สพฺพญฺญู ทิปทานํ อคฺโค มหาโคตโม ธมฺมิสฺสโร ปรปฺปวาทมทฺทโน, สกเลปิ ชมฺพุทีเป อุปฺปนฺโน ปรปฺปวาโท ตํ ภควนฺตํ อติกฺกมิตุํ สมตฺโถ นตฺถิ, เวลนฺตํ ปตฺวา สมุทฺทอูมิโย วิย หิ สพฺเพ วาทา ตสฺส ปาทมูลมฺปิ ปตฺวา จุณฺณวิจุณฺณา โหนฺตีติ พุทฺธคุเณ กเถสุํ ฯ ปริพฺพาชโก กหํ ปน โส เอตรหีติ ปุจฺฉิตฺวา เชตวเนติ สุตฺวา อิทานิสฺส วาทํ อาโรเปสฺสามีติ มหาชนปริวุโต เชตวนํ คจฺฉนฺโต เชเตน ปน ราชกุมาเรน นวโกฏิธนํ วิสฺสชฺเชตฺวา การิตํ เชตวนทฺวารโกฏฺฐกํ ทิสฺวา ว อยํ สมณสฺส โคตมสฺส วสนปาสาโทติ ปุจฺฉิตฺวา ทฺวารโกฏฺฐโก อยนฺติ สุตฺวา ทฺวารโกฏฺฐโก ตาว เอวรูโป, วสนเคหํ กีทิสํ ภวิสฺสตีติ วตฺวา คนฺธกุฏิ นาม อปฺปเมยฺยาติ วุตฺเต เอวรูเปน สมเณน สทฺธึ โก วาทํ กริสฺสตีติ ตโตว ปลายิ ฯ มนุสฺสา อุนฺนาทิโน หุตฺวา เชตวนํ ปวิสิตฺวา สตฺถารา กึ อกาเล อาคตตฺถาติ วุตฺตา ตํ ปวตฺตึ กถยึสุ ฯ สตฺถา น โข อุปาสกา อิทาเนว ปุพฺเพเปส มม วสนฏฺฐานสฺส ทฺวารโกฏฺฐกํ ทิสฺวา ปลายเตวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต คนฺธารรฏฺเฐ ตกฺกสิลายํ โพธิสตฺโต รชฺชํ กาเรสิ ฯ พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต ฯ โส ตกฺกสิลํ คณฺหิสฺสามีติ มหนฺเตน พลนิกาเยน คนฺตฺวา นครโต อวิทูเร ฐตฺวา อิมินา นิยาเมน หตฺถี เปเสถ, อิมินา อสฺเส, อิมินา รเถ, อิมินา ปตฺตี, เอวํ ธาวิตฺวา อาวุเธหิ ปหรถ, เอวํ ฆนวสฺสํ วลาหกา วิย สรวสฺสํ วสฺสถาติ เสนํ วิจาเรนฺโต อิมํ คาถาทฺวยมาห
คชคฺคเมเฆภิ หยคฺคมาลิภิ
รถูมิชาเตภิ สราภิวสฺสภิ
ธนุคฺคหาวฏฺฏทฬฺหปฺปหาริภิ
ปริวาริตา ตกฺกสิลา สมนฺตโต ฯ
อภิธาวถา จุปฺปตถา จ
วิวิธวินทิตา ว ทนฺตีภิ,
วตฺตตชฺช ตุมุโล โฆโส
ยถา วิชฺชุตา ชลธรสฺส คชฺชโตติ ฯ
ตตฺถ คชคฺคเมเฆภีติ อคฺคคชเมเฆภิ โกญฺจนาทํ คชฺชิตํ คชฺเชนฺเตหิ มตฺตวารณวลาหเกหีติ อตฺโถ ฯ หยคฺคมาลิภีติ อคฺคหยมาลีภิ วรสินฺธวมาลาคุเลหิ อสฺสานิเกหีติ อตฺโถ ฯ รถูมิชาเตภีติ สญฺชาต- อูมิเวเคหิ สาคเร สลิเลหิ วิย สญฺชาตรถอูมีหิ รถานิเกหีติ อตฺโถ ฯ สราภิวสฺสภีติ เตหิ เยว รถานิเกหิ ฆนวสฺสเมโฆ วิย สรวสฺสํ วสฺสนฺเตหิ ฯ ธนุคฺคหาวฏฺฏทฬฺหปฺปหาริภีติ ธนุคฺคเหหิ อาวฏฺฏ- ทฬฺหปฺปหาริภิ อิโต จิโต จ อาวตฺติตฺวา ปริวตฺติตฺวา ทฬฺหปฺปหรนฺเตหิ คหิตขคฺครตนธนุทณฺเฑหิ ปตฺติโยเธหิ วาติ อตฺโถ ฯ ปริวาริตา ตกฺกสิลา สมนฺตโตติ ยถา อยํ ตกฺกสิลา ปริวาริตา โหติ สีฆํ ตถา กโรถาติ อตฺโถ ฯ อภิธาวถา จุปฺปตถาติ เวเคน ธาวถ เจว อุปฺปตถ จ ฯ วิวิธวินทิตาว ทนฺติภีติ วรวารเณหิ สทฺธึ วิวิธวินทิตา ภวถ เสลิตคชฺชิตวาทิเตหิ นานาวิรวา โหถาติ อตฺโถ ฯ วตฺตตชฺช ตุมุโล โฆโสติ วตฺตตุ อชฺช ตุมุโล มหนฺโต อสนิสทฺทสทิโส โฆโส ฯ ยถา วิชฺชุตา ชลธรสฺส คชฺชโตติ ยถา คชฺชนฺตสฺส ชลธรสฺส มุขโต นิคฺคตา วิชฺชุตา วิจรนฺติ เอวํ วิจรนฺตา นครํ ปริวาเรตฺวา รชฺชํ คณฺหถาติ วทติ ฯ
อิติ โส ราชา คชฺชิตฺวา เสนํ วิจาเรตฺวา นครทฺวารสมีปํ คนฺตฺวา ทฺวารโกฏฺฐกํ ทิสฺวา อิทํ รญฺโญ วสนเคหนฺติ ปุจฺฉิตฺวา อยํ นครทฺวารโกฏฺฐโกติ วุตฺเต นครทฺวารโกฏฺฐโก ตาว เอวรูโป, รญฺโญ นิเวสนํ กีทิสํ ภวิสฺสตีติ วตฺวา เวชยนฺตปาสาทสทิสนฺติ สุตฺวา เอวํ ยสสมฺปนฺเนน รญฺญา สทฺธึ ยุชฺฌิตุํ น สกฺขิสฺสามาติ ทฺวารโกฏฺฐกํ ทิสฺวา นิวตฺเตตฺวา ปลายิตฺวา พาราณสิเมว อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา พาราณสิราชา ปลายิปริพฺพาชโก อโหสิ, ตกฺกสิลราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ปลายิชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗