ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปลายิชาดก
ชาดกที่ ๒๒๙ · ทุกนิบาตชาดก · กาสาววรรค

ปลายิชาดก

ว่าด้วยขับไล่ศัตรูแบบสายฟ้าแลบ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๗ · บรรทัด ๑๗๕๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปลายิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภปลายิปริพาชก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า คชคฺคเมเฆภิ ดังนี้. ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นท่องเที่ยวไปทั่วชมพูทวีป เพื่อการโต้วาทะ ไม่ได้รับการโต้ตอบวาทะอะไร แล้วจนลุถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ ถามมนุษย์ทั้งหลายว่า ใคร ๆ สามารถจะโต้ตอบวาทะกับเรามีบ้างไหม. พวกมนุษย์ต่างพากันสรรเสริญพระพุทธองค์ว่า พระมหาโคดมผู้สัพพัญญูเลิศกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย ผู้เป็นใหญ่โดยธรรม ย่ำยีวาทะของผู้อื่น เป็นผู้สามารถจะโต้ตอบวาทะกับคนเช่นท่านแม้ตั้งพัน ปราชญ์ผู้มีวาทะขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชมพูทวีป แม้ทั้งสิ้นที่จะสามารถล่วงเลยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมิได้มี. บรรดาวาทะทั้งปวงมาถึงบาทมูลของพระองค์เป็นผุยผงไปดุจคลื่นสมุทรกระทบฝั่งฉะนั้น. ปริพาชกถามว่า ก็เดี๋ยวนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ไหน ได้ฟังว่าที่พระเชตวันมหาวิหาร กล่าวว่า เราจักไปประวาทะกับพระองค์ในบัดนี้ แวดล้อมด้วยมหาชนไปสู่เชตวันมหาวิหาร พอเห็นซุ้มประตูเชตวันมหาวิหาร ซึ่งพระราชกุมารพระนามว่า เชตะ ทรงสละทรัพย์เก้าโกฏิสร้าง ถามว่า นี้คือปราสาทที่ประทับของพระสมณโคดมหรือ ได้ฟังว่า นี้คือซุ้มประตู กล่าวว่า ซุ้มประตูยังเป็นถึงเพียงนี้ คฤหาสน์ที่ประทับจะเป็นเช่นไร เมื่อมหาชนกล่าวว่า ชื่อว่าพระคันธกุฏีประมาณไม่ถูก กล่าวว่า ใครจะโต้ตอบวาทะกับพระสมณโคดมเป็นถึงปานนี้ได้. จึงหนีไปจากที่นั้นเอง. มนุษย์ทั้งหลายต่างอึงคะนึงกันจะเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร พระศาสดาตรัสถามว่า ทำไมจึงมากันผิดเวลากราบทูลความเป็นไปให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ปริพาชกผู้นี้เห็นซุ้มประตูของเราก็หนีในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็หนีไปแล้วเหมือนกัน พวกมนุษย์เหล่านั้นจึงทูลอาราธนา ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า

ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในเมืองตักกสิลาในแคว้นคันธาระ. พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี. พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงดำริว่า จักตีเมืองตักกสิลาจึงยกพลนิกายใหญ่ไปตั้งมั่นอยู่ไม่ไกลจากเมืองตักกสิลา ทรงซักซ้อมเสนาว่า จงส่งกองช้างเข้าไปด้านนี้ ส่งกองม้าเข้าไปด้านนี้ ส่งกองรถเข้าไปด้านนี้ ส่งพลราบเข้าไปด้านนี้ เมื่อบุกเข้าไปอย่างนี้แล้ว จงใช้อาวุธทั้งหลาย จงให้ห่าฝนลูกศรให้ตกดังหมู่วลาหกโปรยฝนลูกเห็บฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้ ได้ตรัสสองคาถานี้ว่า :-

เมืองตักกสิลาถูกเขาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว ด้วยกองพลช้างตัวประเสริฐ ซึ่งร้องคำรนอยู่ ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลม้าตัวประเสริฐ ซึ่งคลุม มาลาเครื่องครบอยู่ด้านเหนือ ด้วยกองพลรถ ดุจคลื่นในมหาสมุทรอันยังฝน คือลูกศรให้ตก ลงด้านหนึ่ง ด้วยกองพลเดินเท้าถือธนูมั่น มีฝีมือ ยิงแม่นอยู่ด้านหนึ่ง ท่านทั้งหลายจงรีบบุกเข้า ไป และจงรีบบุกเข้าไป จงไสช้างให้หนุนเนื่อง กันเข้าไปเลย จงโห่ร้องให้สนั่นหวั่นไหว ในวันนี้ ดุจสายฟ้าอันซ่านออกจากกลีบเมฆ คำรน อยู่ ฉะนั้น.

พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงตรวจพลปลุกใจเสนาให้คึกคักฉะนี้แล้วเคลื่อนทัพไปถึงที่ใกล้ประตูนคร เห็นซุ้มประตูแล้วตรัสถามว่า นี้คือพระราชมณเฑียรหรือ เมื่อเหล่าเสนากราบทูลว่า นี้คือซุ้มประตูนคร ยังเป็นถึงปานนี้ พระราชมณเฑียรจะเป็นเช่นไร ได้สดับว่าเช่นกับเวชยันตปราสาท ตรัสว่า เราไม่อาจสู้รบกับพระราชาผู้ถึงพร้อมด้วยยศอย่างนี้ ได้ทอดพระเนตรซุ้มประตูแล้ว เสด็จหนีกลับสู่เมืองพาราณสี.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดก. พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็นปลายิปริพาชกในครั้งนี้ ส่วนพระราชาเมืองตักกสิลา คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาปลายิชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๒๒–๔๒๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

9 Palāyijātakaṃ

gajaggameghebhīti idaṃ satthā jetavane viharanto palāyiparibbājakaṃ ārabbha kathesi.

So kira vādatthāya sakalajambudīpaṃ vicaritvā kiñci paṭivādaṃ alabhitvā anupubbena sāvatthiṃ patvā atthi nu kho koci mayā saddhiṃ vādaṃ kātuṃ samatthoti manusse pucchi. Manussā tādisānaṃ sahassenapi saddhiṃ vādaṃ kātuṃ samattho sabbaññū dipadānaṃ aggo mahāgotamo dhammissaro parappavādamaddano, sakalepi jambudīpe uppanno parappavādo taṃ bhagavantaṃ atikkamituṃ samattho natthi, velantaṃ patvā samuddaūmiyo viya hi sabbe vādā tassa pādamūlampi patvā cuṇṇavicuṇṇā hontīti buddhaguṇe kathesuṃ. Paribbājako kahaṃ pana so etarahīti pucchitvā jetavaneti sutvā idānissa vādaṃ āropessāmīti mahājanaparivuto jetavanaṃ gacchanto jetena pana rājakumārena navakoṭidhanaṃ vissajjetvā kāritaṃ jetavanadvārakoṭṭhakaṃ disvā va ayaṃ samaṇassa gotamassa vasanapāsādoti pucchitvā dvārakoṭṭhako ayanti sutvā dvārakoṭṭhako tāva evarūpo, Vasanagehaṃ kīdisaṃ bhavissatīti vatvā gandhakuṭi nāma appameyyāti vutte evarūpena samaṇena saddhiṃ ko vādaṃ karissatīti tatova palāyi. Manussā unnādino hutvā jetavanaṃ pavisitvā satthārā kiṃ akāle āgatatthāti vuttā taṃ pavattiṃ kathayiṃsu. Satthā na kho upāsakā idāneva pubbepesa mama vasanaṭṭhānassa dvārakoṭṭhakaṃ disvā palāyatevāti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.

Atīte gandhāraraṭṭhe takkasilāyaṃ bodhisatto rajjaṃ kāresi. Bārāṇasiyaṃ brahmadatto. So takkasilaṃ gaṇhissāmīti mahantena balanikāyena gantvā nagarato avidūre ṭhatvā iminā niyāmena hatthī pesetha, iminā asse, iminā rathe, iminā pattī, evaṃ dhāvitvā āvudhehi paharatha, evaṃ ghanavassaṃ valāhakā viya saravassaṃ vassathāti senaṃ vicārento imaṃ gāthādvayamāha

gajaggameghebhi hayaggamālibhi

rathūmijātebhi sarābhivassabhi

dhanuggahāvaṭṭadaḷhappahāribhi

parivāritā takkasilā samantato.

Abhidhāvathā cuppatathā ca

vividhavinaditā va dantībhi,

vattatajja tumulo ghoso

yathā vijjutā jaladharassa gajjatoti.

Tattha gajaggameghebhīti aggagajameghebhi koñcanādaṃ gajjitaṃ gajjentehi mattavāraṇavalāhakehīti attho. Hayaggamālibhīti aggahayamālībhi varasindhavamālāgulehi assānikehīti attho. Rathūmijātebhīti sañjāta- ūmivegehi sāgare salilehi viya sañjātarathaūmīhi rathānikehīti attho. Sarābhivassabhīti tehi yeva rathānikehi ghanavassamegho viya saravassaṃ vassantehi. Dhanuggahāvaṭṭadaḷhappahāribhīti dhanuggahehi āvaṭṭa- daḷhappahāribhi ito cito ca āvattitvā parivattitvā daḷhappaharantehi gahitakhaggaratanadhanudaṇḍehi pattiyodhehi vāti attho. Parivāritā takkasilā samantatoti yathā ayaṃ takkasilā parivāritā hoti sīghaṃ tathā karothāti attho. Abhidhāvathā cuppatathāti vegena dhāvatha ceva uppatatha ca. Vividhavinaditāva dantibhīti varavāraṇehi saddhiṃ vividhavinaditā bhavatha selitagajjitavāditehi nānāviravā hothāti attho. Vattatajja tumulo ghosoti vattatu ajja tumulo mahanto asanisaddasadiso ghoso. Yathā vijjutā jaladharassa gajjatoti yathā gajjantassa jaladharassa mukhato niggatā vijjutā vicaranti evaṃ vicarantā nagaraṃ parivāretvā rajjaṃ gaṇhathāti vadati.

Iti so rājā gajjitvā senaṃ vicāretvā nagaradvārasamīpaṃ gantvā dvārakoṭṭhakaṃ disvā idaṃ rañño vasanagehanti pucchitvā ayaṃ nagaradvārakoṭṭhakoti vutte nagaradvārakoṭṭhako tāva evarūpo, Rañño nivesanaṃ kīdisaṃ bhavissatīti vatvā vejayantapāsādasadisanti sutvā evaṃ yasasampannena raññā saddhiṃ yujjhituṃ na sakkhissāmāti dvārakoṭṭhakaṃ disvā nivattetvā palāyitvā bārāṇasimeva agamāsi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā bārāṇasirājā palāyiparibbājako ahosi, takkasilarājā pana ahamevāti.

Palāyijātakaṃ navamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๒๘. กามนีตชาดกชาดกถัดไป๒๓๐. ทุติยปลายิชาดก