ทุติยปลายิชาดก
ว่าด้วยคนถูกความเร่าร้อนเผาจนไม่อาจสู้ข้าศึกได้
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๙ · บรรทัด ๑๗๖๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภปลายิปริพาชก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธชมปริมิตํ อนนฺตปารํ ดังนี้.
แต่ในเรื่องนี้ปริพาชกนั้นเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร. ขณะนั้นพระศาสดาแวดล้อมด้วยมหาชนประทับนั่งบนธรรมาสน์อันประดับประดาแล้วแสดงธรรมดุจลูกสีหะแผดเสียงสีหนาทอยู่เหนือพื้นมโนสิลา. ปริพาชกเห็นพระรูปของพระทศพลมีส่วนสัดงามดังรูปพรหม. พระพักตร์มีสิริฉายดังจันทร์เพ็ญ และพระนลาฏดังแผ่นทองคำ กล่าวว่าใครจักอาจเอาชนะบุรุษผู้อุดมมีรูปอย่างนี้ ได้หันกลับไม่ยอมเข้าหมู่บริษัทหนีไป. มหาชนไล่ตามปริพาชกแล้วกลับมากราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดา พระศาสดาตรัสว่า ปริพาชกนั้นเห็นพระพักตร์มีฉวีวรรณดังทองคำของเราหนีไปแล้วในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อนก็ได้หนีไปแล้วเหมือนกัน ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระเจ้าคันธารราชพระองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองตักกสิลา. พระเจ้าคันธารราชนั้น ดำริว่าจะไปตีกรุงพาราณสี พรั่งพร้อมด้วยจตุรงคเสนา ยกทัพมาล้อมกรุงพาราณสีไว้ ประทับยืนใกล้ประตูนครทอดพระเนตรดูพลพาหนะของพระองค์ คิดว่าใครจะอาจเอาชนะพลพาหนะมีประมาณเท่านี้ได้. ได้กล่าวคาถาแรกสรรเสริญกองทัพของพระองค์ว่า :-
ธงสำหรับรถของเรามีมากมาย พลพาหนะ ของเราก็นับไม่ถ้วน แสนยากที่ศัตรูจะหาญหัก เข้าสู้รบได้ ดุจสาครยากที่ฝูงกาจะบินข้ามให้ ถึงฝั่งได้ฉะนั้น อนึ่ง กองพลของเรานี้ยากที่ กองพลอื่นจะหาญเข้าตีหักได้ ดุจภูเขาอันลมไม่ อาจให้ไหวได้ฉะนั้น วันนี้เราประกอบด้วยกอง พลเท่านี้ อันกองพลเช่นนั้นยากที่ศัตรูจะหาญหัก เข้ารุกรานได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธชมปริมิตํ ความว่า เฉพาะธงที่ปักไว้ที่งอนพลรถของเรานี้เท่านั้น ก็นับไม่ถ้วนมากมายหลายร้อย. บทว่า อนนฺตปารํ ความว่า แม้พลพาหนะของเราดูสุดสายตาเหลือที่จะคณานับได้ พลช้างมีเท่านี้ พลม้ามีเท่านี้ พลรถมีเท่านี้ พลราบมีเท่านี้. บทว่า ทุปฺปสหํ ได้แก่ ศัตรูทั้งหลายไม่สามารถจะข่มขี่ย่ำยีได้. ถามว่าเหมือนอย่างอะไร ตอบว่าเหมือนดังสมุทรสาครอันกาทั้งหลายแม้มาก ยากที่จะเอาชนะได้ด้วยการแข่งความเร็ว หรือการบินข้ามฉะนั้น. บทว่า คิริมิวอนิเลน ทุปฺปสโห ความว่า อนึ่ง พลนิกายของเรานี้ยากที่พลนิกายอื่นจะรานรอนได้ ดุจภูเขาอันลมจะพัดให้โยกคลอนไม่ได้ฉะนั้น. บทว่า ทุปฺปสโห อหมชฺช ตาทิเสน ความว่า เรานั้นสะพรั่งด้วยกองพลเช่นนี้ ยากที่ศัตรูเช่นท่านจะชิงชัยได้ในวันนี้. พระเจ้าคันธารราชตรัสหมายถึงพระโพธิสัตว์ ซึ่งประทับยืนอยู่บนป้อม.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงแสดงพระพักตร์ของพระองค์อันทรงสิริดุจจันทร์เพ็ญแก่พระเจ้าคันธารราชนั้น ทรงขู่ขวัญว่า พระราชาผู้เป็นพาล อย่าพร่ำเพ้อไปเลย บัดนี้เราจักบดขยี้พลพาหนะของท่านเสีย ให้เหมือนช้างซับมันเหยียบย่ำพงอ้อฉะนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ท่านอย่าพูดเพ้อถึงความที่ตนเป็นคนโง่ เขลาไปเลย คนเช่นท่านจะเรียกว่าผู้สามารถมิได้ ท่านถูกความเร่าร้อน คือ ราคะ โทสะ โมทะ และ มานะเผารนอยู่เสมอ ไม่อาจจะกำจัดเราได้เลย จะต้องหนีเราไป กองพลของเราจักย่ำยีท่านหมด ทั้งกองพล ดุจช้างเมามันขยี้ไม้อ้อด้วยเท้าฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มา พาลิยํ วิปฺปลปิ ความว่า ท่านอย่าพร่ำเพ้อถึงความที่ตนเป็นพาลไปเลย. บทว่า น หิสฺส ตาทิสํ บาลีว่า น หิสฺส ตาทิโส บ้าง ความว่า ด้วยว่าไม่มีบุคคลผู้คิดว่า พาหนะของเราสุดสายตา สามารถจะชิงราชสมบัติได้ดังเช่นท่าน. บทว่า วิทยฺหเส ความว่า ท่านถูกความเร่าร้อน คือราคะ โทสะ โมหะ และมานะเผารนอยู่เสมอ. บทว่า น หิ ลภเส นิเสธกํ ความว่า ท่านจะไม่ได้การข่มขู่ครอบงำปราบปรามคนเช่นเราได้เลย วันนี้เราจะให้ท่านหนีไปตามทางที่ท่านมานั่นเอง. บทว่า อาสชฺชสิ ได้แก่เข้าไปใกล้. บทว่า คชมิว เอกจารินํ ได้แก่ ดุจช้างเมามันผู้เที่ยวไปโดดเดี่ยว. บทว่า โย ตํ ปทานฬมิว โปถยิสฺสติ ความว่า กองทัพของเราจักบดขยี้ท่านให้แหลกไป เหมือนช้างเมามันบดขยี้ไม้อ้อแหลกรานด้วยเท้าฉะนั้น.
ฝ่ายพระเจ้าคันธารราชได้สดับคำของพระโพธิสัตว์ตรัสขู่ขวัญฉะนี้แล้ว ทอดพระเนตรดู ทรงเห็นพระนลาฎเช่นกับแผ่นทองคำ กลัวจะถูกจับ พระองค์จึงหันกลับหนีคืนสู่นครของพระองค์.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระเจ้าคันธารราชในครั้งนั้นได้เป็นปริพาชกในครั้งนี้. ส่วนพระเจ้าพาราณสี คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาทุติยปลายิชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กาสาวชาดก ๒. จุลลนันทิยชาดก ๓. ปุฏภัตตชาดก๔. กุมภีลชาดก ๕. ขันติวรรณนชาดก ๖. โกสิยชาดก ๗. คูถปาณกชาดก ๘. กามนีตชาดก ๙. ปลายิชาดก ๑๐. ทุติยปลายิชาดก.
จบ กาสาววรรคที่ ๘ ๙. อุปาหนวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๒๗–๔๓๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐ ทุติยปลายิชาตกํ
ธชมปริมิตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปลายิปริพฺพาชกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
อิมสฺมึ ปน วตฺถุสฺมึ โสปิ ปริพฺพาชโก เชตวนํ ปาวิสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สตฺถา มหาชนปริวุโต อลงฺกตธมฺมาสเน นิสินฺโน มโนสิลาตเล สีหนาทํ นทนฺโต สีหโปตโก วิย ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ปริพฺพาชโก ทสพลสฺส พฺรหฺมสรีรปฏิภาคํ รูปํ ปุณฺณจนฺทสสฺสิริกํ มุขํ สุวณฺณปฏฺฏสทิสํ นลาตญฺจ ทิสฺวา โก เอวรูปํ ปุริสุตฺตมํ ชินิตุํ สกฺขิสฺสตีติ วตฺวา นิวตฺติตฺวา ปริสนฺตรํ อปวิสิตฺวา ๑- ปลายิ ฯ มหาชโน ตํ อนุพนฺธิตฺวา นิวตฺติตฺวา สตฺถุ ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ ปวิสิตฺวาติปิ ฯ สตฺถา น โส ปริพฺพาชโก อิทาเนว ปุพฺเพปิ มม สุวณฺณวณฺณํ มุขํ ทิสฺวา ปลาโต เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ โพธิสตฺโต รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตกฺกสิลายํ เอโก คนฺธารราชา ฯ โส พาราณสึ คเหสฺสามีติ จตุรงฺคินิยา เสนาย อาคนฺตฺวา นครํ ปริวาเรตฺวา นครทฺวาเร ฐิโต อตฺตโน พลวาหนํ โอโลเกตฺวา โก เอตฺตกํ พลวาหนํ ชินิตุํ สกฺขิสฺสตีติ อตฺตโน เสนํ วณฺเณตฺวา ปฐมํ คาถมาห
ธชมปริมิตํ อนนฺตปารํ
ทุปฺปสหํ, ธํเกหิ สาครมิว
คิริมิว อนิเลน ทุปฺปสโห,
ทุปฺปสโห อหมชฺช ตาทิเสนาติ ฯ
ตตฺถ ธชมปริมิตนฺติ อิทํ ตาว เม รเถสุ โมรปาทํ ฐเปตฺวา อุสฺสาปิตธชเมว อปริมิตํ พหุํ อเนกสตสงฺขฺยํ ฯ อนนฺตปารนฺติ พลวาหนมฺปิ เม เอตฺตกา หตฺถี เอตฺตกา อสฺสา เอตฺตกา รถา เอตฺตกา ปตฺตีติ คณนปริจฺเฉทรหิตํ อนฺนตปารํ ฯ ทุปฺปสหนฺติ น สกฺกา ปฏิสตฺตูหิ สหิตุํ อภิภวิตุํ ฯ ยถา กึ ฯ ธํเกหิ สาครมิว ฯ ยถา สาคโร พหูหิปิ กาเกหิ เวควิกฺขมฺภนวเสน วา อติกฺกมนวเสน วา ทุปฺปสโห, เอวํ ทุปฺปสหํ ฯ คิริมิว อนิเลน ทุปฺปสโหติ อปิ จ เม อยํ พลกาโย ยถา ปพฺพโต วาเตน อกมฺปนิยโต ทุปฺปสโห ตถา อญฺเญน พลกาเยน ทุปฺปสโห ฯ ทุปฺปสโห อหมชฺช ตาทิเสนาติ สฺวาหํ อิมินา พเลน สมนฺนาคโต อชฺช ตาทิเสน ทุปฺปสโหติ อฏฺฏาลเก ฐิตํ โพธิสตฺตํ สนฺธาย วทติ ฯ
อถสฺส โส ปุณฺณจนฺทสสฺสิรีกํ อตฺตโน มุขํ ทสฺเสตฺวา พาล มา วิปฺปลปสิ, อิทานิ เต พลวาหนํ มตฺตวรวารโณ วิย นฬวนํ วิทฺธํเสสฺสามีติ สนฺตชฺเชตฺวา ทุติยํ คาถมาห
มา พาลิยํ วิปฺปลปิ, น หิสฺส ตาทิสํ,
วิทยฺหเส, น หิ ลภเส นิเสธกํ,
อาสชฺชสิ คชมิว เอกจารินํ
โย ตํ ปทา นฬมิว โปถยิสฺสตีติ ฯ
ตตฺถ มา พาลิยํ วิปฺปลปีติ มา อตฺตโน พาลภาวํ วิปฺปลปิ ฯ น หิสฺส ตาทิสนฺติ น หิสฺส ตาทิโส, อยเมว วา ปาโฐ ฯ ตาทิโส อนนฺตปารํ เม พลวาหนนฺติ เอวรูปํ ตกฺเกนฺโต รชฺชํ คเหตุํ สมตฺโถ นาม น หิ อสฺส น โหตีติ อตฺโถ ฯ วิทยฺหเสติ ตฺวํ หิ เกวลํ ราคโทสโมหมานปริฬาเหน วิทยฺหสิ เยว ฯ น หิ ลภเส นิเสธกนฺติ มาทิสํ ปน ปสยฺห อภิภวิตฺวา นิเสธกํ น ตาว ลภสิ, อชฺช ตํ อาคตํ ๑- มคฺเคเนว ปลาเปสฺสามิ ฯ อาสชฺชสีติ อุปคจฺฉสิ ฯ คชมิว เอกจารินนฺติ เอกจารินํ มตฺตวรวารณํ วิย ฯ โย ตํ ปทา นฬมิว โปถยิสฺสตีติ โย ตํ ยถา นาม มตฺตวรวารโณ ปาทา นฬํ โปเถติ สญฺจุณฺณติ เอวํ โปถยิสฺสติ ฯ ตํ ตฺวํ อาสชฺชสีติ อตฺตานํ สนฺธายาห ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ อาคตมคฺเคเนวาติปิ ฯ
เอวํ ตชฺเชนฺตสฺส ปนสฺส กถํ สุตฺวา คนฺธารราชา โอโลเกนฺโต กาญฺจนปฏฺฏสทิสมหานลาตํ ทิสฺวา อตฺตโน คหณภีโต นิวตฺติตฺวา ปลายนฺโต สกนครเมว อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา คนฺธารราชา ปลายิปริพฺพาชโก อโหสิ, พาราณสิราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ทุติยปลายิชาตกํ ทสมํ ฯ
กาสาววคฺโค อฏฺฐโม ฯ
@เชิงอรรถ:
@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗