ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ทุติยปลายิชาดก
ชาดกที่ ๒๓๐ · ทุกนิบาตชาดก · กาสาววรรค

ทุติยปลายิชาดก

ว่าด้วยคนถูกความเร่าร้อนเผาจนไม่อาจสู้ข้าศึกได้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๐๙ · บรรทัด ๑๗๖๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากทุติยปลายิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภปลายิปริพาชก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธชมปริมิตํ อนนฺตปารํ ดังนี้.

แต่ในเรื่องนี้ปริพาชกนั้นเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร. ขณะนั้นพระศาสดาแวดล้อมด้วยมหาชนประทับนั่งบนธรรมาสน์อันประดับประดาแล้วแสดงธรรมดุจลูกสีหะแผดเสียงสีหนาทอยู่เหนือพื้นมโนสิลา. ปริพาชกเห็นพระรูปของพระทศพลมีส่วนสัดงามดังรูปพรหม. พระพักตร์มีสิริฉายดังจันทร์เพ็ญ และพระนลาฏดังแผ่นทองคำ กล่าวว่าใครจักอาจเอาชนะบุรุษผู้อุดมมีรูปอย่างนี้ ได้หันกลับไม่ยอมเข้าหมู่บริษัทหนีไป. มหาชนไล่ตามปริพาชกแล้วกลับมากราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดา พระศาสดาตรัสว่า ปริพาชกนั้นเห็นพระพักตร์มีฉวีวรรณดังทองคำของเราหนีไปแล้วในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อนก็ได้หนีไปแล้วเหมือนกัน ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระเจ้าคันธารราชพระองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองตักกสิลา. พระเจ้าคันธารราชนั้น ดำริว่าจะไปตีกรุงพาราณสี พรั่งพร้อมด้วยจตุรงคเสนา ยกทัพมาล้อมกรุงพาราณสีไว้ ประทับยืนใกล้ประตูนครทอดพระเนตรดูพลพาหนะของพระองค์ คิดว่าใครจะอาจเอาชนะพลพาหนะมีประมาณเท่านี้ได้. ได้กล่าวคาถาแรกสรรเสริญกองทัพของพระองค์ว่า :-

ธงสำหรับรถของเรามีมากมาย พลพาหนะ ของเราก็นับไม่ถ้วน แสนยากที่ศัตรูจะหาญหัก เข้าสู้รบได้ ดุจสาครยากที่ฝูงกาจะบินข้ามให้ ถึงฝั่งได้ฉะนั้น อนึ่ง กองพลของเรานี้ยากที่ กองพลอื่นจะหาญเข้าตีหักได้ ดุจภูเขาอันลมไม่ อาจให้ไหวได้ฉะนั้น วันนี้เราประกอบด้วยกอง พลเท่านี้ อันกองพลเช่นนั้นยากที่ศัตรูจะหาญหัก เข้ารุกรานได้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ธชมปริมิตํ ความว่า เฉพาะธงที่ปักไว้ที่งอนพลรถของเรานี้เท่านั้น ก็นับไม่ถ้วนมากมายหลายร้อย. บทว่า อนนฺตปารํ ความว่า แม้พลพาหนะของเราดูสุดสายตาเหลือที่จะคณานับได้ พลช้างมีเท่านี้ พลม้ามีเท่านี้ พลรถมีเท่านี้ พลราบมีเท่านี้. บทว่า ทุปฺปสหํ ได้แก่ ศัตรูทั้งหลายไม่สามารถจะข่มขี่ย่ำยีได้. ถามว่าเหมือนอย่างอะไร ตอบว่าเหมือนดังสมุทรสาครอันกาทั้งหลายแม้มาก ยากที่จะเอาชนะได้ด้วยการแข่งความเร็ว หรือการบินข้ามฉะนั้น. บทว่า คิริมิวอนิเลน ทุปฺปสโห ความว่า อนึ่ง พลนิกายของเรานี้ยากที่พลนิกายอื่นจะรานรอนได้ ดุจภูเขาอันลมจะพัดให้โยกคลอนไม่ได้ฉะนั้น. บทว่า ทุปฺปสโห อหมชฺช ตาทิเสน ความว่า เรานั้นสะพรั่งด้วยกองพลเช่นนี้ ยากที่ศัตรูเช่นท่านจะชิงชัยได้ในวันนี้. พระเจ้าคันธารราชตรัสหมายถึงพระโพธิสัตว์ ซึ่งประทับยืนอยู่บนป้อม.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงแสดงพระพักตร์ของพระองค์อันทรงสิริดุจจันทร์เพ็ญแก่พระเจ้าคันธารราชนั้น ทรงขู่ขวัญว่า พระราชาผู้เป็นพาล อย่าพร่ำเพ้อไปเลย บัดนี้เราจักบดขยี้พลพาหนะของท่านเสีย ให้เหมือนช้างซับมันเหยียบย่ำพงอ้อฉะนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ท่านอย่าพูดเพ้อถึงความที่ตนเป็นคนโง่ เขลาไปเลย คนเช่นท่านจะเรียกว่าผู้สามารถมิได้ ท่านถูกความเร่าร้อน คือ ราคะ โทสะ โมทะ และ มานะเผารนอยู่เสมอ ไม่อาจจะกำจัดเราได้เลย จะต้องหนีเราไป กองพลของเราจักย่ำยีท่านหมด ทั้งกองพล ดุจช้างเมามันขยี้ไม้อ้อด้วยเท้าฉะนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า มา พาลิยํ วิปฺปลปิ ความว่า ท่านอย่าพร่ำเพ้อถึงความที่ตนเป็นพาลไปเลย. บทว่า น หิสฺส ตาทิสํ บาลีว่า น หิสฺส ตาทิโส บ้าง ความว่า ด้วยว่าไม่มีบุคคลผู้คิดว่า พาหนะของเราสุดสายตา สามารถจะชิงราชสมบัติได้ดังเช่นท่าน. บทว่า วิทยฺหเส ความว่า ท่านถูกความเร่าร้อน คือราคะ โทสะ โมหะ และมานะเผารนอยู่เสมอ. บทว่า น หิ ลภเส นิเสธกํ ความว่า ท่านจะไม่ได้การข่มขู่ครอบงำปราบปรามคนเช่นเราได้เลย วันนี้เราจะให้ท่านหนีไปตามทางที่ท่านมานั่นเอง. บทว่า อาสชฺชสิ ได้แก่เข้าไปใกล้. บทว่า คชมิว เอกจารินํ ได้แก่ ดุจช้างเมามันผู้เที่ยวไปโดดเดี่ยว. บทว่า โย ตํ ปทานฬมิว โปถยิสฺสติ ความว่า กองทัพของเราจักบดขยี้ท่านให้แหลกไป เหมือนช้างเมามันบดขยี้ไม้อ้อแหลกรานด้วยเท้าฉะนั้น.

ฝ่ายพระเจ้าคันธารราชได้สดับคำของพระโพธิสัตว์ตรัสขู่ขวัญฉะนี้แล้ว ทอดพระเนตรดู ทรงเห็นพระนลาฎเช่นกับแผ่นทองคำ กลัวจะถูกจับ พระองค์จึงหันกลับหนีคืนสู่นครของพระองค์.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระเจ้าคันธารราชในครั้งนั้นได้เป็นปริพาชกในครั้งนี้. ส่วนพระเจ้าพาราณสี คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาทุติยปลายิชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กาสาวชาดก ๒. จุลลนันทิยชาดก ๓. ปุฏภัตตชาดก๔. กุมภีลชาดก ๕. ขันติวรรณนชาดก ๖. โกสิยชาดก ๗. คูถปาณกชาดก ๘. กามนีตชาดก ๙. ปลายิชาดก ๑๐. ทุติยปลายิชาดก.

จบ กาสาววรรคที่ ๘ ๙. อุปาหนวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๒๗–๔๓๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๒๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

10 Dutiyapalāyijātakaṃ

dhajamaparimitanti idaṃ satthā jetavane viharanto palāyiparibbājakaṃ ārabbha kathesi.

Imasmiṃ pana vatthusmiṃ sopi paribbājako jetavanaṃ pāvisi. Tasmiṃ khaṇe satthā mahājanaparivuto alaṅkatadhammāsane nisinno manosilātale sīhanādaṃ nadanto sīhapotako viya dhammaṃ desesi. Paribbājako dasabalassa brahmasarīrapaṭibhāgaṃ rūpaṃ puṇṇacandasassirikaṃ mukhaṃ suvaṇṇapaṭṭasadisaṃ nalātañca disvā ko evarūpaṃ purisuttamaṃ jinituṃ sakkhissatīti vatvā nivattitvā parisantaraṃ apavisitvā 1- palāyi. Mahājano taṃ anubandhitvā nivattitvā satthu taṃ pavattiṃ ārocesi.

@Footnote: 1 pavisitvātipi. Satthā na so paribbājako idāneva pubbepi mama suvaṇṇavaṇṇaṃ mukhaṃ disvā palāto yevāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ bodhisatto rajjaṃ kāresi. Takkasilāyaṃ eko gandhārarājā. So bārāṇasiṃ gahessāmīti caturaṅginiyā senāya āgantvā nagaraṃ parivāretvā nagaradvāre ṭhito attano balavāhanaṃ oloketvā ko ettakaṃ balavāhanaṃ jinituṃ sakkhissatīti attano senaṃ vaṇṇetvā paṭhamaṃ gāthamāha

dhajamaparimitaṃ anantapāraṃ

duppasahaṃ, dhaṃkehi sāgaramiva

girimiva anilena duppasaho,

duppasaho ahamajja tādisenāti.

Tattha dhajamaparimitanti idaṃ tāva me rathesu morapādaṃ ṭhapetvā ussāpitadhajameva aparimitaṃ bahuṃ anekasatasaṅkhyaṃ. Anantapāranti balavāhanampi me ettakā hatthī ettakā assā ettakā rathā ettakā pattīti gaṇanaparicchedarahitaṃ annatapāraṃ. Duppasahanti na sakkā paṭisattūhi sahituṃ abhibhavituṃ. Yathā kiṃ. Dhaṃkehi sāgaramiva. Yathā sāgaro bahūhipi kākehi vegavikkhambhanavasena vā atikkamanavasena vā duppasaho, evaṃ duppasahaṃ. Girimiva anilena duppasahoti api ca me ayaṃ balakāyo yathā pabbato vātena akampaniyato duppasaho tathā aññena balakāyena duppasaho. Duppasaho ahamajja tādisenāti svāhaṃ iminā balena samannāgato ajja tādisena Duppasahoti aṭṭālake ṭhitaṃ bodhisattaṃ sandhāya vadati.

Athassa so puṇṇacandasassirīkaṃ attano mukhaṃ dassetvā bāla mā vippalapasi, idāni te balavāhanaṃ mattavaravāraṇo viya naḷavanaṃ viddhaṃsessāmīti santajjetvā dutiyaṃ gāthamāha

mā bāliyaṃ vippalapi, na hissa tādisaṃ,

vidayhase, na hi labhase nisedhakaṃ,

āsajjasi gajamiva ekacārinaṃ

yo taṃ padā naḷamiva pothayissatīti.

Tattha mā bāliyaṃ vippalapīti mā attano bālabhāvaṃ vippalapi. Na hissa tādisanti na hissa tādiso, ayameva vā pāṭho. Tādiso anantapāraṃ me balavāhananti evarūpaṃ takkento rajjaṃ gahetuṃ samattho nāma na hi assa na hotīti attho. Vidayhaseti tvaṃ hi kevalaṃ rāgadosamohamānapariḷāhena vidayhasi yeva. Na hi labhase nisedhakanti mādisaṃ pana pasayha abhibhavitvā nisedhakaṃ na tāva labhasi, ajja taṃ āgataṃ 1- maggeneva palāpessāmi. Āsajjasīti upagacchasi. Gajamiva ekacārinanti ekacārinaṃ mattavaravāraṇaṃ viya. Yo taṃ padā naḷamiva pothayissatīti yo taṃ yathā nāma mattavaravāraṇo pādā naḷaṃ potheti sañcuṇṇati evaṃ pothayissati. Taṃ tvaṃ āsajjasīti attānaṃ sandhāyāha.

@Footnote: 1 āgatamaggenevātipi.

Evaṃ tajjentassa panassa kathaṃ sutvā gandhārarājā olokento kāñcanapaṭṭasadisamahānalātaṃ disvā attano gahaṇabhīto nivattitvā palāyanto sakanagarameva agamāsi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā gandhārarājā palāyiparibbājako ahosi, bārāṇasirājā pana ahamevāti.

Dutiyapalāyijātakaṃ dasamaṃ.

Kāsāvavaggo aṭṭhamo.

@Footnote:

@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๒๙. ปลายิชาดกชาดกถัดไป๒๓๑. อุปาหนชาดก