ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อุปาหนชาดก
ชาดกที่ ๒๓๑ · ทุกนิบาตชาดก · อุปาหนวรรค

อุปาหนชาดก

ว่าด้วยอนารยชนย่อมใช้ศิลปะในทางผิด

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑๑ · บรรทัด ๑๗๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอุปาหนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่ายถาปิกตา ดังนี้.

ความย่อมีว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่าอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตบอกคืนอาจารย์กลับเป็นปฏิปักษ์เป็นศัตรูต่อพระตถาคต ได้ถึงความพินาศใหญ่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมิใช่บอกคืนอาจารย์เป็นปฏิปักษ์ต่อเราถึงความพินาศใหญ่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเราเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลนายหัตถาจารย์ครั้นเจริญวัยแล้วก็สำเร็จหัตถีศิลปะ. ครั้งนั้นมีมาณพชาวกาสิคามผู้หนึ่ง มาเรียนศิลปะในสำนักของพระโพธิสัตว์. ธรรมดาว่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเมื่อจะบอกศิลปะ ย่อมไม่ปิดบังวิชา ให้ศึกษาวิชาตามที่ตนรู้มาโดยไม่มีเหลือ. เพราะฉะนั้นมาณพนั้นจึงได้เรียนศิลปะความรู้ของพระโพธิสัตว์จนหมดสิ้นแล้วกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจักรับราชการ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดีแล้วพ่อ จึงไปเฝ้ากราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชลูกศิษย์ของข้าพระองค์ปรารถนาจะรับราชการสนองพระเดชพระคุณ. พระ.ราชาตรัสว่าดีแล้ว จงรับราชการเถิด. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นขอพระองค์ทรงโปรดตั้งเบี้ยหวัดแก่เขาเถิด. พระราชาตรัสว่า ลูกศิษย์ของท่านจะได้เบี้ยหวัดเท่ากับท่านไม่ได้ เมื่อท่านได้หนึ่งร้อย เขาก็ต้องได้ห้าสิบ เมื่อท่านได้สองร้อย เขาก็ต้องได้หนึ่งร้อย. พระโพธิสัตว์กลับมาบ้านบอกเรื่องนั้นแก่ลูกศิษย์. ลูกศิษย์กล่าวว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ารู้ศิลปะเท่ากับท่าน ถ้าจะได้เบี้ยหวัดเท่ากับท่านเหมือนกัน ข้าพเจ้าจะรับราชการ ถ้าไม่ได้จะไม่ขอรับราชการ. พระโพธิสัตว์กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ. พระราชาตรัสว่า ถ้าเขาทัดเทียมเท่ากับท่านทุกประการ สามารถแสดงศิลปะเท่ากับท่านทีเดียว ก็จะได้เท่ากัน. พระโพธิสัตว์จึงบอกเรื่องนั้นแก่ลูกศิษย์. เมื่อลูกศิษย์กล่าวว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าจะแสดง จึงไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นจงแสดงศิลปะกันพรุ่งนี้เถิด. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าดีแล้วพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักแสดงกัน ขอพระองค์โปรดให้ตีกลองป่าวร้องเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาได้ให้ตีกลองป่าวร้องว่า พรุ่งนี้อาจารย์กับลูกศิษย์ทั้งสองจะแสดงศิลปะ ผู้ประสงค์จะดูจงพากันมาดูที่สนามหลวง. อาจารย์คิดว่า ลูกศิษย์ของเรายังไม่รู้ความฉลาดในอุบาย จึงจับช้างมาเชือกหนึ่ง ฝึกให้จดจำกลับวิธีโดยคืนเดียวเท่านั้น. อาจารย์ให้ช้างสำเหนียกอย่างนี้คือ เมื่อบอกให้เดินก็ให้ถอย เมื่อบอกให้ถอยก็ให้เดิน บอกให้เทาก็ให้ลุก เมื่อบอกให้ลุกก็ให้เทา เมื่อบอกให้จับก็ให้วาง เมื่อบอกให้วางก็ให้จับ. รุ่งขึ้นจึงขึ้นช้างเชือกนั้นไปที่สนามหลวงฝ่ายลูกศิษย์ก็ขึ้นช้างที่ถูกใจเชือกหนึ่งไป. มหาชนประชุมกันแล้ว ทั้งสองคนได้แสดงศิลปะเท่า ๆ กันแล้ว. พระโพธิสัตว์จึงให้ช้างของตนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอีก. ช้างนั้นเมื่อบอกว่าจงไปก็ถอยกลับ เมื่อบอกว่าจงถอยกลับได้วิ่งไปข้างหน้า เมื่อบอกว่าจงยืนขึ้นได้เทาลง เมื่อบอกว่าจงเทาก็ลุกยืน เมื่อบอกว่าจงหยิบก็ทิ้งเสีย เมื่อบอกว่าจงทิ้งก็ได้หยิบ. มหาชนกล่าวว่า แน่ะศิษย์ผู้ชั่วร้ายทำการแข่งดีกับอาจารย์ไม่รู้ประมาณตน เข้าใจว่ารู้เสมอกับอาจารย์ ต่างก็เอาก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ประหารให้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง. พระโพธิสัตว์ลงจากช้างเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าศิลปะบุคคลย่อมเรียนเพื่อความสุขแก่ตน แต่ศิลปะที่บุคคลบางคนเรียนแล้ว กลับนำความพินาศมาสู่ ดุจรองเท้าที่ทำไม่ดีฉะนั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถานี้ว่า :-

รองเท้าที่คนซื้อมาเพื่อประโยชน์จะให้ สบายเท้า กลับนำความทุกข์มาให้ รองเท่านั้น ถูกแดดเผาบ้าง ถูกพื้นเท้าครูดสีบ้าง ก็กลับกัด เท้าของผู้นั้นนั่นแหละ ฉันใด ผู้ใดเกิดในตระกูล ต่ำไม่ใช่อารยชน เรียนวิชาและศิลปะมาจาก สำนักอาจารย์ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมฆ่าตนเองด้วย ศิลปะที่เรียนมาในสำนักของอาจารย์นั้น ฉันนั้น บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ไม่ใช่อารยชนเปรียบ ด้วยรองเท้าที่ทำไม่ดี ฉะนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทพฺพเห คือนำมา. บทว่า ฆมฺมาภิตฺตา ตลสา ว ปีฬิตา ได้แก่ รองเท่านั้นถูกแดดเผาบ้างถูกพื้นเท้าบีบบ้าง. บทว่า ตสฺเสว ความว่า รองเท้าที่ทำไม่ดีที่เขาซื้อมาสวมเท้าเพื่อความสบายเท้า ครั้นถูกแดดเผา ถูกพื้นเท้าบีบย่อมกัดเท้าเป็นแผล. บทว่า ทุกฺกุลิโน ได้แก่ บุคคลผู้มีชาติทราม มิใช่บุตรของผู้มีตระกูล. บทว่า อนริโย คือ เป็นอสัตบุรุษ ขาดหิริโอตตัปปะ. บทว่า วิชฺชญฺจ ได้แก่ เรียนเอาวิทยฐานะทั้ง ๘ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า สุตํ ได้แก่ สุตะคือปริยัติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมกัดตัวเองด้วยสูตรในสำนักอาจารย์นั้น. บทว่า โส ความว่า บุคคลผู้ใดเกิดในตระกูลต่ำ ไม่มีอารยธรรมเรียนวิชาและสูตะจากอาจารย์บุคคลผู้นั้นย่อมกัดตนเองด้วยสุตะในสำนักอาจารย์นั้น ฉันนั้น. บทว่า อนริโย วุจฺจตุปาหนุปโม คือ บัณฑิตเรียกว่าเป็นผู้ไม่มีอารยธรรม เปรียบด้วยรองเท้าไม่ดี.

พระราชาทรงโปรดปรานประทานยศยิ่งใหญ่แก่พระโพธิสัตว์.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดก. ลูกศิษย์ในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนอาจารย์ คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาอุปาหนชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๓๑–๔๓๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๒๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๙ อุปาหนวคฺควณฺณนา

๑ อุปาหนชาตกํ ฯ

ยถาปิ กตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ธมฺมสภายํ หิ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต อาจริยปจฺจกฺโข ๑- ตถาคตสฺส ปฏิปกฺโข ปฏิสตฺตุ หุตฺวา มหาวินาสํ ปาปุณีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว อาจริยปจฺจกฺโข ๑- มม ปฏิปกฺโข หุตฺวา มหาวินาสํ ปาปุณิ, ปุพฺเพปิ ปฏิปกฺโข เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หตฺถาจริยกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต หตฺถิสิปฺเป นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ฯ อเถโก กาสิกคามวาสิโก มาณโว อาคนฺตฺวา ตสฺส สนฺติเก สิปฺปํ อุคฺคณฺหิ ฯ โพธิสตฺตา นาม สิปฺปํ วาเจนฺตา อาจริยมุฏฺฐึ น กโรนฺติ, อตฺตโน ชานนนิยาเมน นิรวเสสํ สิกฺขาเปนฺติ ฯ ตสฺมา โส มาณโว โพธิสตฺตสฺส ชานนสิปฺปํ นิรวเสสํ คเหตฺวา โพธิสตฺตํ อาห อาจริย อหํ ราชานํ อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ฯ โพธิสตฺโต สาธุ

@เชิงอรรถ: ๑ อาจริยํ ปจฺจกฺขายาติปิ ฯ ตาตาติ คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ มหาราช มม อนฺเตวาสิโก ตุมฺเห อุปฏฺฐาตุํ อิจฺฉตีติ ฯ สาธุ อุปฏฺฐหตูติ ฯ เตน หิสฺส ปริพฺพยํ ชานาถาติ ฯ ตุมฺหากํ อนฺเตวาสิโก ตุมฺเหหิ สมกํ น ลจฺฉติ, ตุมฺเหสุ สตํ ลภนฺเตสุ ปญฺญาสํ ลจฺฉติ, เทฺว ลภนฺเตสุ เอกํ ลจฺฉตีติ ฯ โส เคหํ คนฺตฺวา ตํ ปวุตฺตึ ๑- อนฺเตวาสิกสฺส อาโรเจสิ ฯ อนฺเตวาสิโก อาห อาจริย ตุมฺเหหิ สมํ สิปฺปํ ชานามิ, สเจ สมกญฺเญว ปริพฺพยํ ลภิสฺสามิ, อุปฏฺฐหิสฺสามิ, สเจ น ลภิสฺสามิ, น อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ปวุตฺตึ รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา สเจ โส ตุมฺเหหิ สมปฺปกาโร, ตุมฺเหหิ สทฺธึ สมกญฺเญว สิปฺปํ ทสฺเสตุํ สกฺโกนฺโต สมกํ ลภิสฺสตีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต ตํ ปวุตฺตึ ตสฺส อาโรเจตฺวา เตน สาธุ, ทสฺเสสฺสามีติ วุตฺเต รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา เตน หิ เสฺว สิปฺปํ ทสฺเสถาติ ฯ สาธุ, ทสฺเสสฺสาม, นคเร เภริญฺจาราเปถาติ ฯ ราชา เสฺว กิร อาจริโย จ อนฺเตวาสิโก จ อุโภ หตฺถิสิปฺปํ ทสฺเสสฺสนฺติ, ราชงฺคเณ สนฺนิปติตฺวา ทฏฺฐุกามา ปสฺสนฺตูติ เภริญฺจาราเปสิ ฯ อาจริโย น เม อนฺเตวาสิโก อุปายโกสลฺลํ ชานาตีติ เอกํ หตฺถึ คเหตฺวา เอกรตฺเตเนว วิโลมํ สิกฺขาเปสิ ฯ โส ตํ คจฺฉาติ วุตฺเต โอสกฺกิตุํ โอสกฺกาติ วุตฺเต คนฺตุํ ติฏฺฐาติ วุตฺเต นิปชฺชิตุํ นิปชฺชาติ วุตฺเต ฐาตุํ คณฺหาติ วุตฺเต นิกฺขิปิตุํ นิกฺขิปาติ วุตฺเต คณฺหิตุํ เอวํ สิกฺขาเปตฺวา ปุนทิวเส ตํ หตฺถึ อภิรุยฺหิตฺวา

@เชิงอรรถ: ๑ ปวตฺตินฺติปิ ฯเปฯ ราชงฺคณํ อคมาสิ ฯ อนฺเตวาสิโกปิ เอกํ มนาปํ หตฺถึ อภิรุยฺหิ ฯ มหาชโนปิ สนฺนิปติ ฯ อุโภปิ สมกํ สิปฺปํ ทสฺเสสุํ ฯ ปุน โพธิสตฺโต อตฺตโน หตฺถึ วิโลมํ กาเรสุ ฯ โส คจฺฉาติ วุตฺเต โอสกฺกิ, โอสกฺกาติ วุตฺเต ปุรโต ธาวิ, ติฏฺฐาติ วุตฺเต นิปชฺชิ, นิปชฺชาติ วุตฺเต ติฏฺฐติ, คณฺหาติ วุตฺเต นิกฺขิปิ, นิกฺขิปาติ วุตฺเต คณฺหิ ฯ มหาชโน หเร ทุฏฺฐ อนฺเตวาสิก อาจริเยน สทฺธึ สารมฺภํ กโรสิ, อตฺตโน ปมาณํ น ชานาสิ, อาจริเยน สทฺธึ สมกํ ชานามีติ สญฺญี อโหสีติ เลฑฺฑุฑณฺฑาทีหิ ปหริตฺวา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต หตฺถิมฺหา โอรุยฺห ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา มหาราช สิปฺปํ นาม อตฺตโน สุขตฺถาย คณฺหนฺติ, เอกจฺจสฺส ปน คหิตสิปฺปํ ทุกฺกฏอุปาหนา วิย วินาสเมว อาวหตีติ วตฺวา อิมํ คาถทฺวยมาห

ยถาปิ กีตา ปุริสสฺสุปาหนา

สุขสฺส อตฺถาย ทุกฺขํ อุทพฺพเห

ฆมฺมาภิตตฺตา ตลสาว ปีฬิตา

ตสฺเสว ปาเท ปุริสสฺส ขาทเร,

เอวเมว โย ทุกฺกุลิโน อนริโย

ตุมฺหาก วิชฺชญฺจ สุตญฺจมาทิย

ตเมว โส ตตฺถ สุเตน ขาทติ

อนริโย ๑- วุจฺจตุปาหนุปโมติ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ วุจฺจติ ทุปาหนูปโมติปิ ฯ

ตตฺถ อุทพฺพเหติ อาวเหยฺย ฯ ฆมฺมาภิตตฺตา ตลสาว ปีฬิตาติ ฆมฺเมน อภิตตฺตา ปาทตเลน ปฏิปีฬิตา ฯ ตสฺเสวาติ เยน ตา ปาทสุขตฺถาย กีณิตฺวา ปาเทสุ ปฏิมุกฺกา ทุกฺกฏุปาหนา ตสฺเสว ขาทเรติ วณํ กโรนฺติ ปาเท ขาทนฺติ ฯ ทุกฺกุลิโนติ ทุชฺชาติโก อกุลปุตฺโต ฯ อนริโยติ หิโรตฺตปฺปวชฺชิโต อสปฺปุริโส ฯ ตุมฺหาก วิชฺชญฺจ สุตญฺจมาทิยาติ เอตฺถ ตํ ตํ นมตีติ ๑- ฯ ตุมฺหากนฺติ วตฺตพฺเพ ตุมฺหากาติ วุตฺตํ, ตุมฺหากํ ตํ ตํ สิปฺปํ อาเสวติ ปริวตฺเตตีติ อตฺโถ ฯ อาจริยสฺเสตํ นามํ ฯ ตสฺมา ตุมฺหากาติ คาถาพนฺธนสุขตฺถํ วณฺณสฺส รสฺสภาโว กโต ฯ วิชฺชนฺติ อฏฺฐารสสุ วิชฺชฏฺฐาเนสุ ยํ กิญฺจิ ฯ สุตนฺติ ยํ กิญฺจิ สุตํ ปริยตฺตึ ฯ อาทิยาติ อาทิยิตฺวา ฯ ตเมว โส ตตฺถ สุเตน ขาทตีติ ตเมวาติ อตฺตานเมว ฯ โสติ โย ทุกฺกุลิโน อนริโย อาจริยมฺหา วิชฺชญฺจ สุตญฺจ อาทิยติ, โส ตตฺถ สุเตน ขาทติ, ตสฺส สนฺติเก สุเตน โส อตฺตานเมว ขาทตีติ อตฺโถ ฯ อฏฺฐกถายํ ปน เตเนว โส ตตฺถ สุเตน ขาทตีติปิ ปาโฐ ฯ ตสฺสาปิ โส เตน ตตฺถ สุเตน อตฺตานเมว ขาทตีติ อยเมว อตฺโถ ฯ อนริโย วุจฺจตุปาหนุปโมติ อิติ อนริโย อุปาหนุปโม ทุกฺกฏุปาหนูปโมติ วุจฺจติ ฯ ยถา หิ ทุกฺกฏุปาหนา ปุริสํ ขาทติ, เอวเมว สุเตน ขาทนฺโต อตฺตานํ ขาทติ ฯ อถ วา ปาทานํ ทุกฺขา ทุปาหนุปมา, ตสฺส อุปาหนาย ขาติตปาทสฺเสตํ นามํ ฯ ตสฺมา โย อตฺตานํ สุเตน ขาทติ โส

@เชิงอรรถ: ๑ มนตีติปิ ฯ เตน สุเตน ขาทิตตฺตา อนริโยติ วุจฺจติ ฯ อุปาหนูปโมติ ๑- อุปาหนูปาตาปิตสทิโสติ ๒- วุจฺจตีติ อยเมตฺถ อตฺโถ ฯ

ราชา ตุฏฺโฐ โพธิสตฺตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา อนฺเตวาสิโก เทวทตฺโต อโหสิ, อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ

อุปาหนชาตกํ ปฐมํ ฯ

-------

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๓๐. ทุติยปลายิชาดกชาดกถัดไป๒๓๒. วีณาถูณชาดก