ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วิกัณณกชาดก
ชาดกที่ ๒๓๓ · ทุกนิบาตชาดก · อุปาหนวรรค

วิกัณณกชาดก

ว่าด้วยคนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๑๘๐๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวิกัณณกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุกระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กามํ ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ดังนี้.

ความย่อมีว่า ภิกษุรูปนั้นถูกนำไปยังธรรมสภา พระศาสดาตรัสถาม ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอกระสันเพราะเหตุใด. กราบทูลว่า เพราะเหตุกามคุณ. ลำดับนั้นพระศาสดาจึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า กามคุณเหล่านี้เช่นกับลูกชะนัก เมื่อได้ที่ตั้งในหัวใจครั้งเดียว ย่อมให้ถึงความตายได้ทีเดียว เหมือนชะนักอันปักเข้าไปแล้ว ยังจระเข้ให้ถึงความตาย ฉะนั้นแล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีโดยธรรม วันหนึ่งประพาสอุทยานเสด็จไปถึงฝั่งสระโบกขรณี. พนักงานชำนาญในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น ก็ประกอบการฟ้อนรำขับร้องถวาย. ปลาและเต่าทั้งหลายที่สระโบกขรณี ต่างก็มารวมกันเพราะมีใจจดจ่ออยู่ในเสียงขับร้อง ว่ายน้ำตามพระราชาไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นฝูงปลาประมาณเท่าลำตาลตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เหตุไรหนอ พวกปลาเหล่านี้จึงเที่ยวตามเราไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ปลาเหล่านี้คอยรับใช้พระองค์. พระราชาโปรดปรานว่า แม้ปลาเหล่านี้ก็ยังคอยรับใช้เรา จึงทรงตั้งอาหารไว้ประจำวันของปลาเหล่านั้น. เจ้าหน้าที่ต้องหุงข้าวสารหนึ่งอัมมณะทุก ๆ วัน. ต่อมาปลาทั้งหลายถึงเวลาให้อาหารบางพวกก็มา บางพวกก็ไม่มา อาหารก็เสีย. เขาจึงกราบทูลความนั้นแด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า ตั้งแต่ไปจงตีกลองเวลาให้อาหาร. เมื่อพวกปลามารวมกันตามเสียงกลองแล้วก็จงให้อาหารเถิด. ตั้งแต่นั้นพนักงานผู้จัดอาหารให้ตีกลองแล้วจึงให้อาหารแก่พวกปลาที่มารวมกัน. แม้พวกปลาเหล่านั้นก็มารวมกันกินอาหารตามสัญญาเสียงกลอง. เมื่อพวกปลารวมกันกินอาหารอยู่อย่างนี้ มีจระเข้ตัวหนึ่งมากินปลาเจ้าหน้าที่จัดอาหารจึงกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งว่า ท่านจงเอาชะนักแทงจระเข้ที่เข้ามาในเวลากินปลา แล้วจับตัวให้ได้. เขารับพระราชโองการแล้วกลับไปลงเรือคอยอยู่ ได้ใช้ชะนักแทงจระเข้ซึ่งเข้ามากินปลาชะนักเสียบติดหลังจระเข้นั้น จระเข้ได้รับทุกขเวทนา จึงหนีพาเอาชะนักนั้นติดไปด้วย. เจ้าหน้าที่จัดอาหารทราบว่าแทงถูกจระเข้แล้ว เมื่อจะว่ากะจระเข้นั้น จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทงแล้ว เจ้าเป็นผู้โลภ ด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมาก็ถูก อาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กามํ คือโดยส่วนเดียว. บทว่ายหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ความว่า ท่านปรารถนาในที่ใด จงไปในที่นั้นเถิด บทว่า มมฺมมฺหิ คือ ในที่ของเรา. บทว่า อนุพนฺธมาโน ความว่า เจ้าเมื่อเขาให้อาหารด้วยสัญญาเสียงกลอง เป็นผู้โลภติดตามปลาหวังจะกิน ก็ถูกอาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว. แม้ในที่ที่ท่านไป ท่านก็จะไม่มีชีวิต.

จระเข้นั้นไปถึงที่อยู่ของตนแล้วก็ตาย.

พระศาสดาครั้นทรงแสดงชาดกนี้แล้ว ตรัสรู้แล้วได้ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า

บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบ ประพฤติตามอำนาจของจิตย่อมเดือดร้อน เขา ย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย ดุจจระเข้ผู้ติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โลกามิสํ ได้แก่ กามคุณ ๕ เพราะกามคุณ ๕ เหล่านั้น ชาวโลกถือว่าเป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพึงพอใจ ฉะนั้น จึงเรียกว่า โลกามิส. บทว่า โอปตนฺโต ความว่า บุคคลผู้เป็นไปตามโลกามิสนั้น เป็นผู้คล้อยตามอำนาจจิตด้วยอำนาจกิเลส ย่อมเดือดร้อนลำบากถึงความพินาศ บทว่าโส หญฺติ ความว่า บุคคลนั้นยึดถือกามคุณ ๕ ว่าเป็นที่น่าพึงพอใจ แล้วย่อมเดือดร้อนลำบากถึงความมหาพินาศ ในท่ามกลางญาติและสหายทั้งหลาย ดุจจระเข้ที่ไล่ตามปลาถูกแทงด้วยชะนักฉะนั้น ดังนี้.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ครั้นจบสัจจธรรม ภิกษุกระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้นคือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาวิกัณณกชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๔๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๓ วิกณฺณกชาตกํ

กามํ ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส หิ ธมฺมสภํ อานีโต, สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีตํ สตฺถารา ปุฏฺโฐ สจฺจนฺติ วตฺวา กสฺมา อุกฺกณฺฐิโตสีติ วุตฺเต กามคุณการณาติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา กามคุณา นาเมเต ภิกฺขุ วิกณฺณกสลฺลสทิสา สกึ หทเย ปติฏฺฐํ ลภมานา วิกณฺณกํ วิย ปวิฏฺฐํ สุํสุมารํ มรณเมว ปาเปนฺตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต โพธิสตฺโต พาราณสิยํ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต เอกทิวสํ อุยฺยานํ คนฺตฺวา โปกฺขรณิตีรํ สมฺปาปุณิ ฯ นจฺจคีตาทีสุ กุสลา นจฺจคีตานิ ปโยเชสุํ ฯ โปกฺขรณิยํ มจฺฉกจฺฉปา คีตสทฺทสฺมึ โลลตาย สนฺนิปติตฺวา รญฺญา สทฺธึ คจฺฉนฺติ ฯ ราชา ตาลขนฺธปฺปมาณํ มจฺฉฆฏํ ทิสฺวา กินฺนุ โข อิเม มจฺฉา มยา สทฺธึ เยว จรนฺตีติ อมจฺเจ ปุจฺฉิ ฯ อมจฺจา เอเต เทวํ อุปฏฺฐหนฺตีติ อาหํสุ ฯ ราชา เอเตปิ กิร มํ อุปฏฺฐหนฺตีติ ตุสฺสิตฺวา เตสํ นิจฺจภตฺตํ ปฏฺฐเปสิ ฯ เทวสิกํ เทวสิกํ ตณฺฑุลมฺมณํ ปจฺจติ ฯ อถ มจฺฉา ภตฺตเวลาย เอกจฺเจ อาคจฺฉนฺติ เอกจฺเจ นาคจฺฉนฺติ ฯ ภตฺตํ นสฺสติ ฯ รญฺโญ ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ราชา อิโต ปฏฺฐาย ภตฺตเวลาย เภรึ ปหริตฺวา เภริสญฺญาย มจฺเฉสุ สนฺนิปติเตสุ ภตฺตํ เทถาติ อาห ฯ ตโต ปฏฺฐาย ภตฺตกมฺมิโก เภรึ ปหาราเปตฺวา สนฺนิปติตานํ มจฺฉานํ ภตฺตํ เทติ ฯ เตปิ เภริสญฺญาย สนฺนิปติตฺวา ภุญฺชนฺติ ฯ เตสุ เอวํ สนฺนิปติตฺวา ภุญฺชนฺเตสุ เอโก สุํสุมาโร อาคนฺตฺวา มจฺเฉ ขาทิ ฯ ภตฺตกมฺมิโก รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา ตํ สุตฺวา ปวิฏฺฐสุํสุมารํ มจฺฉานํ ขาทนกาเล วิกณฺณเกน วิชฺฌิตฺวา คณฺหาหีติ อาห ฯ โส สาธูติ คนฺตฺวา นาวาย ฐตฺวา มจฺเฉ ขาทิตุํ อาคตํ สุํสุมารํ วิกณฺณเกน ปหริ ฯ ตํ ตสฺส อนฺโตปิฏฐึ ปาวิสิ ฯ โส เวทนาปฺปตฺโต หุตฺวา ตํ คเหตฺวา ว ปลายิ ฯ ภตฺตกมฺมิโก ตสฺส วิทฺธภาวํ ญตฺวา ตํ อาลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

กามํ ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ,

วิทฺโธสิ มมฺมมฺหิ วิกณฺณเกน,

หโตสิ ภตฺเตน สวาทิเตน

โลโล ว มจฺเฉ อนุพนฺธมาโนติ ฯ

ตตฺถ กามนฺติ เอกํเสน ฯ ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉาติ ยสฺมึ อิจฺฉสิ ตตฺถ คจฺฉ ฯ มมฺมมฺหีติ มมฺมฏฺฐาเน ฯ วิกณฺณเกนาติ วิกณฺณกสลฺเลน ฯ หโตสิ ภตฺเตน สวาทิเตน โลโลว มจฺเฉ อนุพนฺธมาโนติ ตฺวํ เภริวาทิตสญฺญาย ภตฺเต ทิยฺยมาเน โลโล หุตฺวา ขาทนตฺถาย มจฺเฉ อนุพนฺธมาโน เตน สวาทิเตน ภตฺเตน หโต, คตฏฺฐาเนปิ เต ชีวิตํ นตฺถีติ ฯ

โส อตฺตโน วสนฏฺฐานํ ปตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต ฯ

สตฺถา อิมํ ทสฺเสตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ทุติยํ คาถมาห

เอวมฺปิ โลกามิสํ โอปตนฺโต

วิหญฺญติ จิตฺตวสานุวตฺตี,

โส หญฺญติ ญาติสขาน มชฺเฌ,

มจฺฉานุโค โสริว สุํสุมาโรติ ฯ

ตตฺถ โลกามิสนฺติ ปญฺจ กามคุณา, เต หิ โลโก อิฏฺฐโต กนฺตโต มนาปโต คณฺหาติ, ตสฺมา โลกามิสนฺติ วุจฺจนฺติ ๑- ฯ โอปตนฺโตติ ตํ โลกามิสํ อนุวตฺตนฺโต กิเลสวเสน จิตฺตวสานุวตฺตี ปุคฺคโล วิหญฺญติ กิลมติ วินาสํ ปาปุณาติ ฯ โส หญฺญตีติ โส เอวรูโป ปุคฺคโล ญาตีนญฺจ สขานญฺจ มชฺเฌปิ วิกณฺณเกน วิทฺโธ มจฺฉานุโค สุํสุมาโร วิย ปญฺจ กามคุเณ มนาปาติ คเหตฺวา หญฺญติ วิหญฺญติ กิลมติ มหาวินาสํ ปาปุณาติ เยวาติ ฯ

เอวํ สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา พาราณสิราชา ปน อหเมวาติ ฯ

วิกณฺณกชาตกํ ตติยํ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ วุจฺจตีติปิ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๓๒. วีณาถูณชาดกชาดกถัดไป๒๓๔. อสิตาภุชาดก