วิกัณณกชาดก
ว่าด้วยคนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๑๘๐๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุกระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กามํ ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ดังนี้.
ความย่อมีว่า ภิกษุรูปนั้นถูกนำไปยังธรรมสภา พระศาสดาตรัสถาม ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอกระสันเพราะเหตุใด. กราบทูลว่า เพราะเหตุกามคุณ. ลำดับนั้นพระศาสดาจึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า กามคุณเหล่านี้เช่นกับลูกชะนัก เมื่อได้ที่ตั้งในหัวใจครั้งเดียว ย่อมให้ถึงความตายได้ทีเดียว เหมือนชะนักอันปักเข้าไปแล้ว ยังจระเข้ให้ถึงความตาย ฉะนั้นแล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีโดยธรรม วันหนึ่งประพาสอุทยานเสด็จไปถึงฝั่งสระโบกขรณี. พนักงานชำนาญในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น ก็ประกอบการฟ้อนรำขับร้องถวาย. ปลาและเต่าทั้งหลายที่สระโบกขรณี ต่างก็มารวมกันเพราะมีใจจดจ่ออยู่ในเสียงขับร้อง ว่ายน้ำตามพระราชาไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นฝูงปลาประมาณเท่าลำตาลตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เหตุไรหนอ พวกปลาเหล่านี้จึงเที่ยวตามเราไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ปลาเหล่านี้คอยรับใช้พระองค์. พระราชาโปรดปรานว่า แม้ปลาเหล่านี้ก็ยังคอยรับใช้เรา จึงทรงตั้งอาหารไว้ประจำวันของปลาเหล่านั้น. เจ้าหน้าที่ต้องหุงข้าวสารหนึ่งอัมมณะทุก ๆ วัน. ต่อมาปลาทั้งหลายถึงเวลาให้อาหารบางพวกก็มา บางพวกก็ไม่มา อาหารก็เสีย. เขาจึงกราบทูลความนั้นแด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า ตั้งแต่ไปจงตีกลองเวลาให้อาหาร. เมื่อพวกปลามารวมกันตามเสียงกลองแล้วก็จงให้อาหารเถิด. ตั้งแต่นั้นพนักงานผู้จัดอาหารให้ตีกลองแล้วจึงให้อาหารแก่พวกปลาที่มารวมกัน. แม้พวกปลาเหล่านั้นก็มารวมกันกินอาหารตามสัญญาเสียงกลอง. เมื่อพวกปลารวมกันกินอาหารอยู่อย่างนี้ มีจระเข้ตัวหนึ่งมากินปลาเจ้าหน้าที่จัดอาหารจึงกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งว่า ท่านจงเอาชะนักแทงจระเข้ที่เข้ามาในเวลากินปลา แล้วจับตัวให้ได้. เขารับพระราชโองการแล้วกลับไปลงเรือคอยอยู่ ได้ใช้ชะนักแทงจระเข้ซึ่งเข้ามากินปลาชะนักเสียบติดหลังจระเข้นั้น จระเข้ได้รับทุกขเวทนา จึงหนีพาเอาชะนักนั้นติดไปด้วย. เจ้าหน้าที่จัดอาหารทราบว่าแทงถูกจระเข้แล้ว เมื่อจะว่ากะจระเข้นั้น จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทงแล้ว เจ้าเป็นผู้โลภ ด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมาก็ถูก อาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กามํ คือโดยส่วนเดียว. บทว่ายหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ความว่า ท่านปรารถนาในที่ใด จงไปในที่นั้นเถิด บทว่า มมฺมมฺหิ คือ ในที่ของเรา. บทว่า อนุพนฺธมาโน ความว่า เจ้าเมื่อเขาให้อาหารด้วยสัญญาเสียงกลอง เป็นผู้โลภติดตามปลาหวังจะกิน ก็ถูกอาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว. แม้ในที่ที่ท่านไป ท่านก็จะไม่มีชีวิต.
จระเข้นั้นไปถึงที่อยู่ของตนแล้วก็ตาย.
พระศาสดาครั้นทรงแสดงชาดกนี้แล้ว ตรัสรู้แล้วได้ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า
บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบ ประพฤติตามอำนาจของจิตย่อมเดือดร้อน เขา ย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย ดุจจระเข้ผู้ติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โลกามิสํ ได้แก่ กามคุณ ๕ เพราะกามคุณ ๕ เหล่านั้น ชาวโลกถือว่าเป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพึงพอใจ ฉะนั้น จึงเรียกว่า โลกามิส. บทว่า โอปตนฺโต ความว่า บุคคลผู้เป็นไปตามโลกามิสนั้น เป็นผู้คล้อยตามอำนาจจิตด้วยอำนาจกิเลส ย่อมเดือดร้อนลำบากถึงความพินาศ บทว่าโส หญฺติ ความว่า บุคคลนั้นยึดถือกามคุณ ๕ ว่าเป็นที่น่าพึงพอใจ แล้วย่อมเดือดร้อนลำบากถึงความมหาพินาศ ในท่ามกลางญาติและสหายทั้งหลาย ดุจจระเข้ที่ไล่ตามปลาถูกแทงด้วยชะนักฉะนั้น ดังนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ครั้นจบสัจจธรรม ภิกษุกระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้นคือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวิกัณณกชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๔๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
3 Vikaṇṇakajātakaṃ
kāmaṃ yahiṃ icchasi tena gacchāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ ukkaṇṭhitabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So hi dhammasabhaṃ ānīto, saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitosītaṃ satthārā puṭṭho saccanti vatvā kasmā ukkaṇṭhitosīti vutte kāmaguṇakāraṇāti āha. Atha naṃ satthā kāmaguṇā nāmete bhikkhu vikaṇṇakasallasadisā sakiṃ hadaye patiṭṭhaṃ labhamānā vikaṇṇakaṃ viya paviṭṭhaṃ suṃsumāraṃ maraṇameva pāpentīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bodhisatto bārāṇasiyaṃ dhammena rajjaṃ kārento ekadivasaṃ uyyānaṃ gantvā pokkharaṇitīraṃ sampāpuṇi. Naccagītādīsu kusalā naccagītāni payojesuṃ. Pokkharaṇiyaṃ macchakacchapā gītasaddasmiṃ lolatāya sannipatitvā raññā saddhiṃ gacchanti. Rājā tālakhandhappamāṇaṃ macchaghaṭaṃ disvā kinnu kho ime macchā mayā saddhiṃ yeva carantīti amacce pucchi. Amaccā ete devaṃ upaṭṭhahantīti āhaṃsu. Rājā etepi kira maṃ upaṭṭhahantīti tussitvā tesaṃ Niccabhattaṃ paṭṭhapesi. Devasikaṃ devasikaṃ taṇḍulammaṇaṃ paccati. Atha macchā bhattavelāya ekacce āgacchanti ekacce nāgacchanti. Bhattaṃ nassati. Rañño tamatthaṃ ārocesuṃ. Rājā ito paṭṭhāya bhattavelāya bheriṃ paharitvā bherisaññāya macchesu sannipatitesu bhattaṃ dethāti āha. Tato paṭṭhāya bhattakammiko bheriṃ pahārāpetvā sannipatitānaṃ macchānaṃ bhattaṃ deti. Tepi bherisaññāya sannipatitvā bhuñjanti. Tesu evaṃ sannipatitvā bhuñjantesu eko suṃsumāro āgantvā macche khādi. Bhattakammiko rañño ārocesi. Rājā taṃ sutvā paviṭṭhasuṃsumāraṃ macchānaṃ khādanakāle vikaṇṇakena vijjhitvā gaṇhāhīti āha. So sādhūti gantvā nāvāya ṭhatvā macche khādituṃ āgataṃ suṃsumāraṃ vikaṇṇakena pahari. Taṃ tassa antopiṭaṭhiṃ pāvisi. So vedanāppatto hutvā taṃ gahetvā va palāyi. Bhattakammiko tassa viddhabhāvaṃ ñatvā taṃ ālapanto paṭhamaṃ gāthamāha
kāmaṃ yahiṃ icchasi tena gaccha,
viddhosi mammamhi vikaṇṇakena,
hatosi bhattena savāditena
lolo va macche anubandhamānoti.
Tattha kāmanti ekaṃsena. Yahiṃ icchasi tena gacchāti yasmiṃ icchasi tattha gaccha. Mammamhīti mammaṭṭhāne. Vikaṇṇakenāti vikaṇṇakasallena. Hatosi bhattena savāditena lolova macche Anubandhamānoti tvaṃ bherivāditasaññāya bhatte diyyamāne lolo hutvā khādanatthāya macche anubandhamāno tena savāditena bhattena hato, gataṭṭhānepi te jīvitaṃ natthīti.
So attano vasanaṭṭhānaṃ patvā jīvitakkhayaṃ patto.
Satthā imaṃ dassetvā abhisambuddho hutvā dutiyaṃ gāthamāha
evampi lokāmisaṃ opatanto
vihaññati cittavasānuvattī,
so haññati ñātisakhāna majjhe,
macchānugo soriva suṃsumāroti.
Tattha lokāmisanti pañca kāmaguṇā, te hi loko iṭṭhato kantato manāpato gaṇhāti, tasmā lokāmisanti vuccanti 1-. Opatantoti taṃ lokāmisaṃ anuvattanto kilesavasena cittavasānuvattī puggalo vihaññati kilamati vināsaṃ pāpuṇāti. So haññatīti so evarūpo puggalo ñātīnañca sakhānañca majjhepi vikaṇṇakena viddho macchānugo suṃsumāro viya pañca kāmaguṇe manāpāti gahetvā haññati vihaññati kilamati mahāvināsaṃ pāpuṇāti yevāti.
Evaṃ satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhāsi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā bārāṇasirājā pana ahamevāti.
Vikaṇṇakajātakaṃ tatiyaṃ.
@Footnote: 1 vuccatītipi.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗