อสิตาภุชาดก
ว่าด้วยโลภมากลาภหาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑๗ · บรรทัด ๑๘๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภกุมาริกาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตฺวเมวทานิมการี ดังนี้.
ได้ยินว่า ในตระกูลอุปฐากของพระอัครสาวกทั้งสองตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี มีกุมาริกาผู้หนึ่งมีรูปสวย ถึงพร้อมด้วยคามงามเป็นเลิศ. นางเจริญวัย ก็ได้ไปสู่ตระกูลซึ่งมีชาติเสมอกัน. สามีของนางไม่พอใจนางเป็นบางอย่าง จึงเที่ยวไปในที่อื่นตามใจชอบ. นางก็ไม่เอาใจใส่ในการที่สามีไม่ใยดีในตนนั้น นิมนต์พระอัครสาวกทั้งสองมาถวายทานฟังธรรม ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ตั้งแต่นั้นนางก็ปล่อยให้เวลาล่วงไปด้วยความสุขในมรรคและผล คิดว่า แม้สามีก็ไม่ยินดีเรา เราก็ไม่มีการงานทางฆราวาส เราจักบวช จึงบอกมารดาบิดา ออกบวชอรหัต. การกระทำของนางนั้นได้ปรากฏในหมู่ภิกษุ. ครั้นวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลายธิดาของตระกูลโน้นเป็นหญิงแสวงหาประโยชน์ รู้ว่าสามีไม่ใยดีได้ฟังธรรมของพระอัครสาวก ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ยังบอกลามารดาบิดาออกบวชอีก บรรลุอรหัตแล้ว ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย กุมาริกานั้นเป็นผู้แสวงหาประโยชน์อย่างนี้. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลธิดาผู้นั้นเป็นผู้แสวงหาประโยชน์ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้แสวงหาประโยชน์เหมือนกัน ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษียังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดแล้วอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศ. ในกาลครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสีเห็นความพรั่งพร้อมของบริวารของพรหมทัตกุมารผู้เป็นโอรสของพระองค์ เกิดความระแวงพระทัย จึงเนรเทศโอรสออกจากแว่นแคว้น. พรหมทัตกุมารทรงพาพระเทวีของพระองค์พระนามว่า อสิตาภู เข้าไปสู่ป่าหิมพานต์เสวยปลาเนื้อ และผลไม้พำนักอยู่ ณ บรรณศาลา. พรหมทัตกุมารนั้นเห็นหางกินรีหางหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ คิดว่าจะเอานางกินรีนี้เป็นชายา จึงติดตามรอยเท้านางกินรีนั้นไป มิได้คำนึงถึงพระนางอสิตาภู. พระนางอสิตาภูเห็นพรหมทัตกุมารตามนางกินรีไปทรงดำริว่า พรหมทัตกุมารนี้ตามนางกินรีไปมิได้คำนึงถึงเรา. เราจะต้องการอะไรจากพรหมทัตกุมารนี้ มีพระทัยคลายรักเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ นมัสการแล้ว ให้บอกการบริกรรมกสิณแก่ตน เพ่งกสิณยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด นมัสการพระโพธิสัตว์กลับมายืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลาของตน. แม้พรหมทัตก็ติดตามนางกินรีไปเที่ยวหาก็มิได้พบแม้ทางที่นางกินรีนั้นไปหมดหวังจึงกลับมุ่งหน้ามาสู่บรรณศาลา. พระนางอสิตาภูเห็นพรหมทัตกุมารเสด็จกลับมา ลอยขึ้นสู่ไปสู่เวหา ยืนบนพื้นอากาศมีสีดังแก้วมณี ตรัสว่า ข้าแต่โอรสเจ้า ข้าพเจ้าได้ความสุขนี้เพราะอาศัยท่าน แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
พระองค์นั่นแหละได้กระทำเหตุนี้ในบัดนี้ หม่อมฉันปราศจากความรักในพระองค์แล้ว ความรักนั้นประสานกันอีกไม่ได้ ดุจงาช้างอัน ตัดขาดแล้วด้วยเลื่อยฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวเมวทานิมกริ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นอัยยบุตร พระองค์นั้นแหละ ละหม่อมฉันติดตามนางกินรีได้ทำเหตุนี้ในบัดนี้. บทว่า ยํ กาโม พฺยคมา ตยิ ท่านแสดงความว่า ซึ่งเหตุที่ทำให้ความรักของเราในตัวท่านได้ไปแล้ว คือละได้ด้วยวิกขัมภนปหาน เราถึงความพิเศษอันนี้ก็เพราะละความรักได้แล้ว บทว่า โสยํ อปฺปฏิสนฺธิโก ความว่า ก็ความรักอันนั้นจะกลับมาติดต่ออีกไม่ได้ คือไม่สามารถจะต่อได้ในบัดนี้. บทว่าขรา ฉินฺนํว เรนุกํ ความว่า เปรียบเหมือนงาช้างที่ถูกเลื่อยตัดขาดเสียแล้ว จะต่อติดอีกไม่ได้ คือจะเชื่อมให้สนิทเหมือนเดิมอีกไม่ได้ฉันใด อันการจะประสานจิตของเรากับท่านอีกย่อมมีไม่ได้ฉันนั้น. ครั้นนางกล่าวฉะนี้แล้ว ได้เหาะไปในที่อื่น ทั้ง ๆที่พรหมทัตกุมารนั้นแลดูอยู่นั่นเอง.
พรหมทัตกุมาร ครั้นนางไปแล้วก็คร่ำครวญกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
บุคคลผู้ปรารถนาเกินส่วนย่อมปราศจาก ประโยชน์ เพราะโลภเกินประมาณ และเพราะ ความเมาอันเกิดจากความโลภเกินประมาณ เหมือนเราเสื่อมจากนางอสิตาภู ฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺริจฺฉา ความว่า ทะยานอยากหาที่สุดมิได้ กล่าวคือความปรารถนาในสิ่งนั้น ๆ เรียกว่าความแส่หา ความโลภที่เป็นไปเกิน เรียกว่า ความโลภจัด. บทว่าอติโลภมเทน จ ได้แก่ ความมัวเมาด้วยความโลภจัดเพราะเป็นเหตุให้เกิดความมัวเมาในบุรุษ. บทนี้ท่านอธิบายว่า บุคคลผู้ปรารถนาในสิ่งนั้น ๆ ด้วยการแส่หา ย่อมเสื่อมจากประโยชน์เพราะความโลภจัดและเพราะความมัวเมาด้วยความละโมภจัดดุจเราเสื่อมแล้วจากราชธิดา อสิตาภู ฉะนั้น.
พรหมทัตกุมารทรงคร่ำครวญด้วยคาถานี้แล้วประทับพระองค์เดียวอยู่ในป่า เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว จึงเสด็จไปครองราชสมบัติ.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ราชบุตรและราชธิดาในครั้งนั้น ได้เป็นชนทั้งสองในครั้งนี้ ส่วนดาบส คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาอสิตาภุชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๔๔–๔๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ อสิตาภุชาตกํ
ตฺวเมวทานิมการีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ กุมาริกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยํ กิเรกสฺมึ ทฺวินฺนํ อคฺคสาวกานํ อุปฏฺฐากกุเล เอกา กุมาริกา อภิรูปา โสภคฺคปฺปตฺตา ฯ สา วยปฺปตฺตา สมานชาติกํ กุลํ อคมาสิ ฯ สามิโก ตํ กิสฺมิญฺจิ อมญฺญมาโน อญฺญตฺถ จิตฺตวเสน จรติ ฯ สา ตสฺส ตํ อตฺตนิ อนิจฺฉมานตํ ๑- อคเณตฺวา เทฺว อคฺคสาวเก นิมนฺเตตฺวา ทานํ ทตฺวา ธมฺมํ สุณนฺตี โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ สา ตโต ปฏฺฐาย มคฺคสุเขน ผลสุเขน วีตินามยมานา สามิโกปิ มํ น อิจฺฉติ, ฆรวาเสนาปิ เม กมฺมํ นตฺถิ, ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา มาตาปิตูนํ อาจิกฺขิตฺวา ปพฺพชิตฺวา อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ ตสฺสา สา กิริยา ภิกฺขุสงฺเฆ ปากฏา ชาตา ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุกกุลสฺส ธีตา อตฺถคเวสิกา สามิกสฺส อนิจฺฉมานภาวํ ญตฺวา อคฺคสาวกานํ ธมฺมํ สุตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาย ปุน มาตาปิตโร อาปุจฺฉิตฺวา ปพฺพชิตฺวา อรหตฺตํ ปตฺตา, เอวํ อตฺถคเวสิกา อาวุโส สา กุมาริกาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย
@เชิงอรรถ: ๑ อนาทรตนฺติปิ ฯ สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว สา กุลธีตา อตฺถคเวสิกา, ปุพฺเพปิ อตฺถคเวสิกา เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตทา พาราณสิราชา อตฺตโน ปุตฺตสฺส พฺรหฺมทตฺตกุมารสฺส ปริวารสมฺปตฺตึ ทิสฺวา อุปฺปนฺนสงฺโก ปุตฺตํ รฏฺฐา ปพฺพาเชสิ ฯ โส อสิตาภุํ นาม อตฺตโน เทวึ อาทาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา มจฺฉมํสผลาผลานิ ขาทนฺโต ปณฺณสาลาย วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกํ กินฺนรึ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต อิมํ ปชาปตึ กริสฺสามีติ อสิตาภุํ อคเณตฺวา ตสฺสานุปทํ อคมาสิ ฯ สา ตํ กินฺนรึ อนุพนฺธมานํ ทิสฺวา อยํ มํ อคเณตฺวา กินฺนรึ อนุพนฺธติ, กึ เม อิมินาติ วิรตฺตจิตฺตา หุตฺวา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา อตฺตโน กสิณปริกมฺมํ กถาเปตฺวา กสิณํ โอโลเกนฺตี อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา อาคนฺตฺวา อตฺตโน ปณฺณสาลทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ พฺรหฺมทตฺโตปิ กินฺนรึ อนุพนฺธนฺโต วิจริตฺวา ตสฺสา คตมคฺคมฺปิ อทิสฺวา ฉินฺนาโส หุตฺวา ปณฺณสาลาภิมุโข อาคโต ฯ อสิตาภู ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา มณิวณฺเณ คคนตเล ฐิตา อยฺยปุตฺต ตํ นิสฺสาย มยา อิมํ ฌานสุขํ ลทฺธนฺติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
ตฺวเมวทานิมกริ ยํ กาโม พฺยคมา ตยิ,
โสยํ อปฺปฏิสนฺธิโก ขรา ฉินฺนํว เรนุกนฺติ ๑-
ตตฺถ ตฺวเมวทานิมกรีติ อยฺยปุตฺต มํ ปหาย กินฺนรึ อนุพนฺธนฺโต ตฺวเมว อิทานิ อิทํ อกริ ฯ ยํ กาโม พฺยคมา ตยีติ ยํ มม ตยิ กาโม วิคโต วิกฺขมฺภนปฺปหาเนน ปหีโน, ยสฺส ปหีนตฺตา อหํ อิมํ วิเสสํ ปตฺตาติ ทีเปติ ฯ โสยํ อปฺปฏิสนฺธิโกติ โส ปน กาโม อิทานิ อปฺปฏิสนฺธิโก ชาโต น สกฺกา ปฏิสนฺธิตุํ ฯ ขรา ฉินฺนํว เรนุกนฺติ ขโร วุจฺจติ กกโจ, เรนุกํ วุจฺจติ หตฺถิทนฺโต ฯ ยถา กกจฉินฺโน หตฺถิทนฺโต อปฺปฏิสนฺธิโก ชาโต โหติ น ปุน ปุริมนเยน อลฺลียติ, เอวํ ปุน มยฺหํ ตยา สทฺธึ จิตฺตสฺส ฆฏนํ นาม นตฺถีติ ฯ
วตฺวา ตสฺส ปสฺสนฺตสฺเสว อุปฺปติตฺวา อญฺญตฺถ อคมาสิ ฯ โส ตสฺสา คตกาเล ปริเทวมาโน ทุติยํ คาถมาห
อตฺริจฺฉา อติโลเภน อติโลภมเทน จ
เอวํ หายติ อตฺถมฺหา อหํว อสิตาภุยาติ ฯ
ตตฺถ อตฺริจฺฉา อติโลเภนาติ อตฺริจฺฉา วุจฺจติ อตฺร อตฺร อิจฺฉาสงฺขาตา อปริยนฺตตณฺหา, อติโลโภ วุจฺจติ อติกฺกมิตฺวา ปวตฺตนโลโภ ฯ อติโลภมเทน จาติ ปุริสมทํ อุปฺปาทนโต อติโลภมโท นาม ชาโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อตฺริจฺฉาวเสน อตฺริจฺฉมาโน ปุคฺคโล อติโลเภน จ อติโลภมเทน จ ยถา อหํ อสิตาภุยา ราชธีตาย ปริหีโน เอวํ อตฺถมฺหา หายตีติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ เรรุกนฺติปิ ฯ
อิติ โส อิมาย คาถาย ปริเทวิตฺวา อรญฺเญ เอกโกว วสิตฺวา ปิตุ อจฺจเยน คนฺตฺวา รชฺชํ คณฺหิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ราชปุตฺโต จ ราชธีตา จ อิเม เทฺว ชนา อเหสุํ, ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ
อสิตาภุชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗