ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อสิตาภุชาดก
ชาดกที่ ๒๓๔ · ทุกนิบาตชาดก · อุปาหนวรรค

อสิตาภุชาดก

ว่าด้วยโลภมากลาภหาย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑๗ · บรรทัด ๑๘๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอสิตาภุชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภกุมาริกาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตฺวเมวทานิมการี ดังนี้.

ได้ยินว่า ในตระกูลอุปฐากของพระอัครสาวกทั้งสองตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี มีกุมาริกาผู้หนึ่งมีรูปสวย ถึงพร้อมด้วยคามงามเป็นเลิศ. นางเจริญวัย ก็ได้ไปสู่ตระกูลซึ่งมีชาติเสมอกัน. สามีของนางไม่พอใจนางเป็นบางอย่าง จึงเที่ยวไปในที่อื่นตามใจชอบ. นางก็ไม่เอาใจใส่ในการที่สามีไม่ใยดีในตนนั้น นิมนต์พระอัครสาวกทั้งสองมาถวายทานฟังธรรม ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ตั้งแต่นั้นนางก็ปล่อยให้เวลาล่วงไปด้วยความสุขในมรรคและผล คิดว่า แม้สามีก็ไม่ยินดีเรา เราก็ไม่มีการงานทางฆราวาส เราจักบวช จึงบอกมารดาบิดา ออกบวชอรหัต. การกระทำของนางนั้นได้ปรากฏในหมู่ภิกษุ. ครั้นวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลายธิดาของตระกูลโน้นเป็นหญิงแสวงหาประโยชน์ รู้ว่าสามีไม่ใยดีได้ฟังธรรมของพระอัครสาวก ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ยังบอกลามารดาบิดาออกบวชอีก บรรลุอรหัตแล้ว ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย กุมาริกานั้นเป็นผู้แสวงหาประโยชน์อย่างนี้. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลธิดาผู้นั้นเป็นผู้แสวงหาประโยชน์ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้แสวงหาประโยชน์เหมือนกัน ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษียังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดแล้วอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศ. ในกาลครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสีเห็นความพรั่งพร้อมของบริวารของพรหมทัตกุมารผู้เป็นโอรสของพระองค์ เกิดความระแวงพระทัย จึงเนรเทศโอรสออกจากแว่นแคว้น. พรหมทัตกุมารทรงพาพระเทวีของพระองค์พระนามว่า อสิตาภู เข้าไปสู่ป่าหิมพานต์เสวยปลาเนื้อ และผลไม้พำนักอยู่ ณ บรรณศาลา. พรหมทัตกุมารนั้นเห็นหางกินรีหางหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ คิดว่าจะเอานางกินรีนี้เป็นชายา จึงติดตามรอยเท้านางกินรีนั้นไป มิได้คำนึงถึงพระนางอสิตาภู. พระนางอสิตาภูเห็นพรหมทัตกุมารตามนางกินรีไปทรงดำริว่า พรหมทัตกุมารนี้ตามนางกินรีไปมิได้คำนึงถึงเรา. เราจะต้องการอะไรจากพรหมทัตกุมารนี้ มีพระทัยคลายรักเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ นมัสการแล้ว ให้บอกการบริกรรมกสิณแก่ตน เพ่งกสิณยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด นมัสการพระโพธิสัตว์กลับมายืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลาของตน. แม้พรหมทัตก็ติดตามนางกินรีไปเที่ยวหาก็มิได้พบแม้ทางที่นางกินรีนั้นไปหมดหวังจึงกลับมุ่งหน้ามาสู่บรรณศาลา. พระนางอสิตาภูเห็นพรหมทัตกุมารเสด็จกลับมา ลอยขึ้นสู่ไปสู่เวหา ยืนบนพื้นอากาศมีสีดังแก้วมณี ตรัสว่า ข้าแต่โอรสเจ้า ข้าพเจ้าได้ความสุขนี้เพราะอาศัยท่าน แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-

พระองค์นั่นแหละได้กระทำเหตุนี้ในบัดนี้ หม่อมฉันปราศจากความรักในพระองค์แล้ว ความรักนั้นประสานกันอีกไม่ได้ ดุจงาช้างอัน ตัดขาดแล้วด้วยเลื่อยฉะนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวเมวทานิมกริ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นอัยยบุตร พระองค์นั้นแหละ ละหม่อมฉันติดตามนางกินรีได้ทำเหตุนี้ในบัดนี้. บทว่า ยํ กาโม พฺยคมา ตยิ ท่านแสดงความว่า ซึ่งเหตุที่ทำให้ความรักของเราในตัวท่านได้ไปแล้ว คือละได้ด้วยวิกขัมภนปหาน เราถึงความพิเศษอันนี้ก็เพราะละความรักได้แล้ว บทว่า โสยํ อปฺปฏิสนฺธิโก ความว่า ก็ความรักอันนั้นจะกลับมาติดต่ออีกไม่ได้ คือไม่สามารถจะต่อได้ในบัดนี้. บทว่าขรา ฉินฺนํว เรนุกํ ความว่า เปรียบเหมือนงาช้างที่ถูกเลื่อยตัดขาดเสียแล้ว จะต่อติดอีกไม่ได้ คือจะเชื่อมให้สนิทเหมือนเดิมอีกไม่ได้ฉันใด อันการจะประสานจิตของเรากับท่านอีกย่อมมีไม่ได้ฉันนั้น. ครั้นนางกล่าวฉะนี้แล้ว ได้เหาะไปในที่อื่น ทั้ง ๆที่พรหมทัตกุมารนั้นแลดูอยู่นั่นเอง.

พรหมทัตกุมาร ครั้นนางไปแล้วก็คร่ำครวญกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

บุคคลผู้ปรารถนาเกินส่วนย่อมปราศจาก ประโยชน์ เพราะโลภเกินประมาณ และเพราะ ความเมาอันเกิดจากความโลภเกินประมาณ เหมือนเราเสื่อมจากนางอสิตาภู ฉะนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺริจฺฉา ความว่า ทะยานอยากหาที่สุดมิได้ กล่าวคือความปรารถนาในสิ่งนั้น ๆ เรียกว่าความแส่หา ความโลภที่เป็นไปเกิน เรียกว่า ความโลภจัด. บทว่าอติโลภมเทน จ ได้แก่ ความมัวเมาด้วยความโลภจัดเพราะเป็นเหตุให้เกิดความมัวเมาในบุรุษ. บทนี้ท่านอธิบายว่า บุคคลผู้ปรารถนาในสิ่งนั้น ๆ ด้วยการแส่หา ย่อมเสื่อมจากประโยชน์เพราะความโลภจัดและเพราะความมัวเมาด้วยความละโมภจัดดุจเราเสื่อมแล้วจากราชธิดา อสิตาภู ฉะนั้น.

พรหมทัตกุมารทรงคร่ำครวญด้วยคาถานี้แล้วประทับพระองค์เดียวอยู่ในป่า เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว จึงเสด็จไปครองราชสมบัติ.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ราชบุตรและราชธิดาในครั้งนั้น ได้เป็นชนทั้งสองในครั้งนี้ ส่วนดาบส คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาอสิตาภุชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๔๔–๔๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

4 Asitābhujātakaṃ

tvamevadānimakārīti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ kumārikaṃ ārabbha kathesi.

Sāvatthiyaṃ kirekasmiṃ dvinnaṃ aggasāvakānaṃ upaṭṭhākakule ekā kumārikā abhirūpā sobhaggappattā. Sā vayappattā samānajātikaṃ kulaṃ agamāsi. Sāmiko taṃ kismiñci amaññamāno aññattha cittavasena carati. Sā tassa taṃ attani anicchamānataṃ 1- agaṇetvā dve aggasāvake nimantetvā dānaṃ datvā dhammaṃ suṇantī sotāpattiphale patiṭṭhahi. Sā tato paṭṭhāya maggasukhena phalasukhena vītināmayamānā sāmikopi maṃ na icchati, gharavāsenāpi me kammaṃ natthi, pabbajissāmīti cintetvā mātāpitūnaṃ ācikkhitvā pabbajitvā arahattaṃ pāpuṇi. Tassā sā kiriyā bhikkhusaṅghe pākaṭā jātā. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso asukakulassa dhītā atthagavesikā sāmikassa anicchamānabhāvaṃ ñatvā aggasāvakānaṃ dhammaṃ sutvā sotāpattiphale patiṭṭhāya puna mātāpitaro āpucchitvā pabbajitvā arahattaṃ pattā, evaṃ atthagavesikā āvuso sā kumārikāti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya

@Footnote: 1 anādaratantipi. Sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva sā kuladhītā atthagavesikā, pubbepi atthagavesikā yevāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto isipabbajjaṃ pabbajitvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā himavantappadese vāsaṃ kappesi. Tadā bārāṇasirājā attano puttassa brahmadattakumārassa parivārasampattiṃ disvā uppannasaṅko puttaṃ raṭṭhā pabbājesi. So asitābhuṃ nāma attano deviṃ ādāya himavantaṃ pavisitvā macchamaṃsaphalāphalāni khādanto paṇṇasālāya vāsaṃ kappesi. So ekaṃ kinnariṃ disvā paṭibaddhacitto imaṃ pajāpatiṃ karissāmīti asitābhuṃ agaṇetvā tassānupadaṃ agamāsi. Sā taṃ kinnariṃ anubandhamānaṃ disvā ayaṃ maṃ agaṇetvā kinnariṃ anubandhati, kiṃ me imināti virattacittā hutvā bodhisattaṃ upasaṅkamitvā vanditvā attano kasiṇaparikammaṃ kathāpetvā kasiṇaṃ olokentī abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā bodhisattaṃ vanditvā āgantvā attano paṇṇasāladvāre aṭṭhāsi. Brahmadattopi kinnariṃ anubandhanto vicaritvā tassā gatamaggampi adisvā chinnāso hutvā paṇṇasālābhimukho āgato. Asitābhū taṃ āgacchantaṃ disvā vehāsaṃ abbhuggantvā maṇivaṇṇe gaganatale ṭhitā ayyaputta taṃ nissāya mayā imaṃ jhānasukhaṃ laddhanti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha

Tvamevadānimakari yaṃ kāmo byagamā tayi,

soyaṃ appaṭisandhiko kharā chinnaṃva renukanti 1-

tattha tvamevadānimakarīti ayyaputta maṃ pahāya kinnariṃ anubandhanto tvameva idāni idaṃ akari. Yaṃ kāmo byagamā tayīti yaṃ mama tayi kāmo vigato vikkhambhanappahānena pahīno, yassa pahīnattā ahaṃ imaṃ visesaṃ pattāti dīpeti. Soyaṃ appaṭisandhikoti so pana kāmo idāni appaṭisandhiko jāto na sakkā paṭisandhituṃ. Kharā chinnaṃva renukanti kharo vuccati kakaco, renukaṃ vuccati hatthidanto. Yathā kakacachinno hatthidanto appaṭisandhiko jāto hoti na puna purimanayena allīyati, evaṃ puna mayhaṃ tayā saddhiṃ cittassa ghaṭanaṃ nāma natthīti.

Vatvā tassa passantasseva uppatitvā aññattha agamāsi. So tassā gatakāle paridevamāno dutiyaṃ gāthamāha

atricchā atilobhena atilobhamadena ca

evaṃ hāyati atthamhā ahaṃva asitābhuyāti.

Tattha atricchā atilobhenāti atricchā vuccati atra atra icchāsaṅkhātā apariyantataṇhā, atilobho vuccati atikkamitvā pavattanalobho. Atilobhamadena cāti purisamadaṃ uppādanato atilobhamado nāma jāto. Idaṃ vuttaṃ hoti atricchāvasena atricchamāno puggalo atilobhena ca atilobhamadena ca yathā ahaṃ asitābhuyā rājadhītāya parihīno evaṃ atthamhā hāyatīti.

@Footnote: 1 rerukantipi.

Iti so imāya gāthāya paridevitvā araññe ekakova vasitvā pitu accayena gantvā rajjaṃ gaṇhi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā rājaputto ca rājadhītā ca ime dve janā ahesuṃ, tāpaso pana ahamevāti.

Asitābhujātakaṃ catutthaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๓๓. วิกัณณกชาดกชาดกถัดไป๒๓๕. วัจฉนขชาดก