สาเกตชาดก
ว่าด้วยเหตุให้เกิดความรัก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๒๓ · บรรทัด ๑๘๓๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอาศัยเมืองสาเกตทรงปรารภสาเกตพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก นุ โขภควา เหตุ ดังนี้.
ส่วนเรื่องราวในชาดกนี้ ทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันกล่าวไว้ในเอกนิบาตในหนหลังแล้ว.
ก็ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จไปสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่า ความรักนี้ตั้งอยู่ได้อย่างไรกล่าวคาถาแรกว่า :-
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุไรหนอ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้าก็เลื่อมใส.
เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า อะไรหนอแลเป็นเหตุให้บุคคลบางคนในโลกนี้ พอเห็นกันเข้าเท่านั้นหัวใจก็สงบนิ่งสนิท คือเยือกเย็นดังเอาน้ำหอมพันหม้อมารด บางคนไม่สงบ บางคนพอเห็นกันเข้าเท่านั้นก็มีจิตผ่องใสอ่อนลมุนละไม เยื่อใยต่อกันด้วยอำนาจความรัก บางคนก็ไม่เยื่อใยต่อกัน.
ลำดับนั้นพระคาสดาเมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งความรักแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุสอง ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑ ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑ เหมือน ดอกอุบลเมื่อเกิดในน้ำย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ สองประการ คือน้ำละเปือกตม ฉะนั้น.
เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาความรักนี้ย่อมเกิดด้วยเหตุสองประการ คือได้เป็นมารดา บิดาธิดา บุตร พี่น้องชาย พี่น้องหญิง สามี ภรรยา หรือ สหายมิตรกันในภพก่อน เคยอยู่ร่วมที่เคียงกันมา ความรักนั้นย่อมไม่ละคงติดตามไปแม้ในภพอื่น เพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อนอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะความเกื้อกูลกันในปัจจุบันอันได้ทำในอัตภาพนี้. ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุสองประการฉะนี้ เปรียบเหมือนอุบลในน้ำฉะนั้น คือเหมือนอุบลและบุปผชาติที่เกิดในน้ำต่าง ๆ เกิดในน้ำก็ได้อาศัยเหตุสองอย่าง คือน้ำและเปือกตมฉันใด ความรักก็ย่อมเกิดด้วยเหตุสองประการนี้ฉะนั้น.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พราหมณ์และพราหมณีในครั้งนั้นได้เป็นชนทั้งสองนี้ในครั้งนี้ ส่วนบุตร คือเราตถาคตแล.
จบ อรรถกถาสาเกตชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๕๗–๔๕๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
7 Sāketajātakaṃ
ko nu kho bhagavā hetūti idaṃ satthā sāketaṃ upanissāya viharanto sāketabrāhmaṇaṃ ārabbha kathesi. Vatthu panettha atītampi paccuppannampi heṭṭhā ekanipāte kathitameva.
Tathāgatassa pana vihāraṃ gatakāle bhikkhū sineho nāmesa bhante kathaṃ patiṭṭhātīti pucchantā paṭhamaṃ gāthamāhaṃsu
ko nu kho bhagavā hetu ekacce idha puggale
atīva hadayaṃ nibbāti cittaṃ vāpi 1- pasīdatīti.
Tassattho ko nu kho hetu yena idhekacce puggale diṭṭhamatte yeva hadayaṃ ativiya nibbāti 2- suvāsitassa udakassa ghaṭasahassena parisittaṃ viya sītalaṃ hoti, ekacce na nibbāti, ekacce diṭṭhamatte yeva cittaṃ pasīdati mudu hoti pemavasena alaliyati, ekacce na alliyatīti.
Atha nesaṃ satthā pemakāraṇaṃ dassento dutiyaṃ gāthamāha
pubbe va sannivāsena paccuppannahitena vā
evantaṃ jāyate pemaṃ uppalaṃva yathodaketi.
Tassattho bhikkhave pemaṃ nāmetaṃ dvīhi kāraṇehi jāyati, pubbe purimabhave mātā vā pitā vā dhītā vā putto vā bhātā
@Footnote: 1 cittañcāpītipi . 2 nibbāyatītipi. Vā bhaginī vā pati vā bhariyā vā sahāyo vā mitto vā hutvā yo yena saddhiṃ ekaṭṭhāne vuṭṭhapubbo tassa iminā pubbe va sannivāsena bhavantarepi anubandhanto sopi sineho na vijahati, imasmiṃ attabhāve katena paccuppannahitena vā evaṃ taṃ jāyate pemaṃ, imehi dvīhi kāraṇehi taṃ pemaṃ jāyati. Yathā kiṃ. Uppalaṃ va yathodaketi. Vakārassa rassattaṃ kataṃ. Samuccayatthe cesa vutto. Tasmā uppalañca sesañca jalajapupphaṃ yathā udake jāyamānaṃ dve kāraṇāni nissāya jāyati udakañceva kalalañca, tathā cetehi dvīhi kāraṇehi pemaṃ jāyatīti. Evamettha attho daṭṭhabbo.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā brāhmaṇo ca brāhmaṇī ca imeva dve janā ahesuṃ, putto pana ahamevāti.
Sāketajātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗