เอกปทชาดก
ว่าด้วยความเพียรทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๒๕ · บรรทัด ๑๘๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภกุฎุมพีคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิงฺฆ เอกํ ปทํ ตาต ดังนี้.
ได้ยินว่า กุฎุมพีผู้หนึ่งชาวกรุงสาวัตถี. อยู่มาวันหนึ่งบุตรของเขานั่งอยู่บนตัก ได้ถามปัญหาชื่อว่า อัตถทวาร คือปัญหากล่าวถึงประตูไปสู่ประโยชน์. เขาคิดว่าปัญหานี้เป็นพุทธวิสัย คนอื่นจักไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ จึงพาบุตรไปสู่เชตวันมหาวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. ทารกนี้นั่งอยู่บนตักของข้าพระองค์ ได้ถามปัญหาชื่อ อัตถทวาร ข้าพระองค์ไม่ทราบปัญหานั้นจึงมา ณ ที่นี้ข้าแต่พระองค์ขอพระองค์ตรัสบอกปัญหานี้เถิด. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ทารกนี้เป็นผู้แสวงประโยชน์ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้เมื่อก่อนก็เป็นผู้แสวงหาประโยชน์ ได้ถามปัญหานี้กะบัณฑิต. แม้โบราณกบัณฑิตก็ได้บอกแก่ทารกนั้นแล้ว แต่เขากำหนดไว้ไม่ได้ เพราะไปสู่ภพขีดขั้นไว้ ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐี. ครั้งนั้นกุมารน้อยผู้เป็นบุตรของพระโพธิสัตว์ถามขึ้นว่า ข้าแต่พ่อขอพ่อจงบอกบทบทหนึ่งอันเป็นทางให้ถึงประโยชน์ไม่ใช่น้อยเพียงเหตุเดียวเท่านั้นแก่ลูก ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
คุณพ่อครับ เหตุอย่างเดียวทำให้ได้ ประโยชน์หลายอย่างมีอยู่หรือไม่ ลูกจะพึงทำ ประโยชน์ให้สำเร็จด้วยเหตุใด ขอคุณพ่อจงบอก เหตุนั้น ซึ่งรวมประโยชน์ได้หลายอย่างแก่ผม เถิด.
ลำดับนั้น บิดาเมื่อจะบอกแก่กุมารน้อยนั้นได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ลูกเอ๋ย เหตุอย่างหนึ่งคือความขยันหมั่น เพียร ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง เพราะความ ขยันหมั่นเพียรนั้น ประกอบด้วยศีล ประกอบ ด้วยขันติ อาจทำมิตรทั้งหลายให้ถึงความสุข หรืออาจทำศัตรูทั้งหลายให้ถึงความทุกข์ได้.
อธิบายความ บทบทหนึ่ง คือความขยันได้แก่ ความเพียรอันประกอบด้วยญาณบุคคลผู้เฉลียวฉลาด ผู้ยังลาภให้เกิดประกอบด้วยบทมีประโยชน์มิใช่น้อย มีศีลเป็นต้น. ก็ความเพียรนี้นั้นประกอบด้วยอาจาระและศีล พรั่งพร้อมด้วยอธิวาสนขันติ อาจสามารถจะยังมิตรทั้งหลายให้เป็นสุขได้ ให้เกิดความทุกข์แก่อมิตรทั้งหลายได้. ก็ใครเล่าผู้ประกอบด้วยกุศล วิริยะพรั่งพร้อมด้วยญาณอันจะยังลาภให้บังเกิด ถึงพร้อมด้วยอาจารขันติ จะไม่สามารถยังมิตรให้เป็นสุข หรือยังอมิตรให้เป็นทุกข์ได้.
พระโพธิสัตว์กล่าวแก้ปัญหาแก่บุตรฉะนี้. บุตรนั้นได้ยังประโยชน์ของตนให้สำเร็จตามนัยที่บิดาบอก ดำรงชีพไปตามยถากรรมแล้ว.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม ทรงประชุมชาดก. ครั้นจบสัจจธรรม บิดาและบุตรดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บุตรในครั้งนั้นได้มาเป็นบุตรคนนี้นี่แหละ ส่วนเศรษฐีกรุงพาราณสี คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาเอกปทชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๖๐–๔๖๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘ เอกปทชาตกํ
อิงฺฆ เอกปทํ ตาตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิวาสิโก กิเรโก กุฏุมฺพิโก อโหสิ ฯ อถสฺส เอกทิวสํ องฺเก นิสินฺโน ปุตฺโต อตฺถสฺส ทฺวารํ นาม ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ โส จ พุทฺธวิสโย เอส ปญฺโห, น ตํ อญฺโญ กเถตุํ สกฺขิสฺสตีติ ปุตฺตํ คเหตฺวา เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ภนฺเต อยํ เม ทารโก อูรุมฺหิ นิสินฺโน อตฺถสฺส ทฺวารํ นาม ปญฺหํ ปุจฺฉิ, อหํ ตํ อชานนฺโต อิธาคโต, กเถถ ภนฺเต อิมํ ปญฺหนฺติ ฯ สตฺถา น โข อุปาสก อยํ ทารโก อิทาเนว อตฺถคเวสโก, ปุพฺเพปิ อตฺถคเวสโก หุตฺวา อิมํ ปญฺหํ ปณฺฑิเต ปุจฺฉิ, โปราณกปณฺฑิตาปิสฺส กเถสุํ, ภวสงฺเขปคตตฺตา ปน น สลฺลกฺเขสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐานํ ลภิ ฯ อถสฺส ปุตฺโต ทหรกุมาโร อูรุมฺหิ นิสีทิตฺวาว ตาต มยฺหํ เอกํ ปทํ อเนกตฺถปทนิสฺสิตํ ๑- เอกํ การณํ กเถถาติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
อิงฺฆ เอกํ ปทํ ตาต อเนกตฺถปทนิสฺสิตํ
กิญฺจิ สงฺคหิตํ พฺรูหิ, เยนตฺเถ สาธเยมเสติ ฯ
ตตฺถ อิงฺฆาติ ยาจนตฺเถ โจทนตฺเถ วา นิปาโต ฯ เอกํ ปทนฺติ เอกํ การณปทํ, เอกํ การณสงฺคหิตํ วา พฺยญฺชนปทํ ฯ อเนกตฺถปทนิสฺสิตนฺติ อเนกานิ อตฺถปทานิ การณปทานิ นิสฺสิตํ ฯ กิญฺจิ สงฺคหิตํ พฺรูหีติ กิญฺจิ เอกํ พหุนฺนํ ปทานํ สงฺคาหิกํ พฺรูหิ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ เยนตฺเถ สาธเยมเสติ เยน เกน ปเทน อเนกตฺถนิสฺสิเตน มยํ อตฺตโน วุฑฺฒึ สาเธยฺยาม, ตํ เม กเถหีติ ปุจฺฉติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ เอกปทํ อเนกตฺถนิสฺสิตนฺติปิ ฯ
อถสฺส ปิตา กเถนฺโต ทุติยํ คาถมาห
ทกฺเขยฺเยกปทํ ตาต อเนกตฺถปทนิสฺสิตํ
ตญฺจ สีเลน สํยุตฺตํ ขนฺติยา อุปปาทิตํ
อลํ มิตฺเต สุขาเปตุํ อมิตฺตานํ ทุขาย วาติ ฯ
ตตฺถ ทกฺเขยฺเยกปทํ ตาตาติ ทกฺเขยฺยํ เอกปทํ ฯ ทกฺเขยฺยํ นาม ลาภุปฺปาทกสฺส เฉกสฺส กุสลสฺส ญาณสมฺปยุตฺตํ วิริยํ ฯ อเนกตฺถปทนิสฺสิตนฺติ เอวํ วุตฺตปฺปการวิริยํ อเนเกหิ อตฺถปเทหิ นิสฺสิตํ ฯ กตเรหีติ สีลาทีหิ ฯ เตเนว ตญฺจ สีเลน สํยุตฺตนฺติ อาทิมาห ฯ ตสฺสตฺโถ ตญฺจ ปเนตํ วิริยํ อาจารสีลสํยุตฺตํ อธิวาสนขนฺติยา อุเปตํ มิตฺเต สุขาเปตุํ อมิตฺตานํ ทุกฺขาย อลํ สมตฺถํ, โก หิ นาม ลาภุปฺปาทกญาณสมฺปยุตฺตกุสลวิริยสมนฺนาคโต อาจาร- ขนฺติสมฺปนฺโน มิตฺเต สุขาเปตุํ อมิตฺเต วา ทุกฺขาเปตุํ น สกฺโกตีติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต ปุตฺตสฺส ปญฺหํ กเถสิ ฯ โส ปิตรา กถิตนเยเนว อตฺตโน อตฺถํ สาธยิตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน ปิตาปุตฺตา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐิตา ฯ ตทา ปุตฺโต อยเมว อโหสิ, พาราณสิเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ
เอกปทชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗