ปาทัญชลิชาดก
ว่าด้วยปาทัญชลีราชกุมาร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๔๔ · บรรทัด ๑๙๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระโลฬุทายีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อทฺธา ปาทญฺชลี สพฺเพ ดังนี้.
ในวันหนึ่ง พระมหาสาวกทั้งสองวินิจฉัยปัญหาอยู่. ภิกษุทั้งหลายฟังปัญหาต่างก็สรรเสริญพระเถระทั้งสอง. พระโลฬุทายีเถระนั่งอยู่ในระหว่างบริษัท ขัดคอขึ้นว่า พระมหาสาวกเหล่านี้จะรู้อะไรทัดเทียมเราหรือ. พระเถระทั้งสองเห็นพระโลฬุทายีเถระนั้นแล้ว จึงลุกจากอาสนะหลีกไป. บริษัทเลยแยกย้ายกัน. ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระโลฬุทายีติเตียนพระอัครสาวกทั้งสองแล้วขัดคอขึ้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนโลฬุทายีก็ไม่รู้อะไร ๆ อย่างอื่นยิ่งกว่านั้น นอกจากขัดคอแล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สอนอรรถและธรรมของพระองค์. ก็พระราชานั้นมีโอรสพระนามว่า ปาทัญชลีมีพระทัยโลเล เชื่องช้า. ต่อมาพระราชาสวรรคต. พวกอำมาตย์จัดการถวายพระเพลิง แล้วปรึกษากันว่าจักอภิเษกปาทัญชลีราชบุตรครองราชสมบัติ. แต่พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พระกุมารนี้มีพระทัยโลเล เชื่องช้า พวกเราจักควรทูลองดูก่อน แล้วจึงจักอภิเษกพระกุมารนั้น. พวกอำมาตย์จึงเตรียมการตัดสินความให้พระกุมารประทับนั่งในที่ใกล้ ๆ เมื่อจะตัดสินคดี แกล้งตัดสินไม่ถูก. ตัดสินให้ผู้มีใช่เจ้าของเป็นเจ้าของแล้วทูลพระกุมารว่าข้าแต่พระกุมาร พวกข้าพระองค์ตัดสินความชอบธรรมหรือไฉน. พระกุมารเม้มพระโอฐ. พระโพธิสัตว์สำคัญว่า พระกุมารเห็นจะทรงเฉลียวฉลาด คงจักทราบว่าตัดสินไม่ชอบ จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ปาทัญชลีราชกุมารย่อมรุ่งเรืองกว่าเรา ทั้งหมด ด้วยพระปรีชาแน่นอน เมื่อเช่นนั้นทำไม จึงทรงเม้มพระโอฐอยู่เล่า จะทรงเห็นเหตุอื่นยิ่ง กว่านี้เป็นแน่.
ครั้นวันอื่นพวกอำมาตย์เหล่านั้นตระเตรียมการตัดสินความแล้ว ตัดสินความอีกเรื่องหนึ่งโดยชอบธรรม แล้วทูลถามว่าข้าแต่พระกุมาร ข้าพระองค์ตัดสินความถูกต้องแล้วหรือไฉนพระกุมารทรงเม้มพระโอฐอีกเหมือนอย่างเดิม. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงทราบว่า พระกุมารนี้โง่เขลาจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ปาทัญชลีราชกุมารพระองค์นี้ จะทรง ทราบสิ่งที่เป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรม สิ่งที่เป็น ประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ก็หาไม่ได้ ปาทัญชลีราชกุมารพระองค์นี้ นอกจากจะเม้ม พระโอฐแล้ว ย่อมไม่ทรงทราบเหตุการณ์สักนิด หนึ่งเลย.
พวกอำมาตย์รู้ว่า ปาทัญชลีราชกุมารทรงเหลวไหล จึงอภิเษกพระโพธิสัตว์ขึ้นครองราชสมบัติ.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ปาทัญชลีราชกุมารในครั้งนั้น ได้เป็นพระโลฬุทายีในครั้งนี้ ส่วนอำมาตย์บัณฑิต คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาปาทัญชลิชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๕๑๐–๕๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
7 Pādañjalijātakaṃ
addhā pādañjalī sabbeti idaṃ satthā jetavane viharanto loḷudāyittheraṃ 1- ārabbha kathesi.
Ekasmiṃ divase dve mahāsāvakā pañhaṃ vinicchinanti. Bhikkhū pañhaṃ suṇantā there pasaṃsanti. Loḷudāyitthero parisantare nisinno ete amhehi samaṃ kiṃ jānantīti oṭṭhaṃ bhañji. Taṃ disvā therā uṭṭhāyāsanā pakkamiṃsu. Parisā bhijji. Dhammasabhāyaṃ bhikkhū kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso loḷudāyī dve aggasāvake garahitvā oṭṭhaṃ bhañjatīti. Satthā na bhikkhave idāneva pubbepi loḷudāyī ṭhapetvā oṭṭhabhañjanaṃ tato uttariṃ aññaṃ na jānātīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa atthadhammānusāsako amacco ahosi. Rañño pana pādañjalī nāma putto lolo 2- dandhaparisakkano ahosi. Aparabhāge rājā kālamakāsi. Amaccā rañño matakiccāni katvā taṃ rajje abhisiñcissāmāti mantayamānā rājaputtaṃ pādañjalinti 3- āhaṃsu. Bodhisatto pana ayaṃ kumāro lolo dandhaparisakkano, pariggahitvā naṃ abhisiñcissāmāti āha. Amaccā vinicchayaṃ sajjetvā kumāraṃ samīpe nisīdāpetvā aṭṭaṃ vinicchinantā na sammā vinicchiniṃsu. Te assāmikaṃ sāmikaṃ katvā kumāraṃ pucchiṃsu kīdisaṃ kumāra suṭṭhu
@Footnote: 1 lāḷu...itipi. pa . 2 lālotipi. pa . 3 pādañjalikantipi. Vinicchinimhāti. So oṭṭhaṃ bhañji. Bodhisatto paṇḍito maññe kumāro, asammāvinicchitabhāvo tena ñāto bhavissatīti maññamāno paṭhamaṃ gāthamāha
addhā pādañjalī sabbe paññāya atirocati,
tathā hi oṭṭhaṃ bhañjati uttariṃ nūna passatīti.
Tassattho ekaṃsena pādañjalī kumāro sabbe amhe paññāya atirocati. Tathā hi oṭṭhaṃ bhañjati nūna uttariṃ aññaṃ kāraṇaṃ passatīti.
Te aparasmiṃ divase vinicchayaṃ sajjetvā aññaṃ aṭṭaṃ suṭṭhu vinicchinitvā kīdisaṃ te deva suṭṭhu vinicchitanti pucchiṃsu. So punapi oṭṭhameva bhañji. Athassa andhabālabhāvaṃ ñatvā bodhisatto dutiyaṃ gāthamāha
nāyaṃ dhammaṃ adhammaṃ vā atthānatthañca bujjhati,
aññatra oṭṭhanibbhogā nāyaṃ jānāti kiñcananti.
Amaccā pādañjalikumārassa lolabhāvaṃ ñatvā bodhisattaṃ rajje abhisiñciṃsu.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā pādañjalī loḷudāyī ahosi, paṇḍitāmacco pana ahamevāti.
Pādañjalijātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗