ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ชรูทปานชาดก
ชาดกที่ ๒๕๖ · ติกนิบาตชาดก · สังกัปปวรรค

ชรูทปานชาดก

ว่าด้วยขุดบ่อได้ทรัพย์กลับพินาศเพราะขุดเกิน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๖๗ · บรรทัด ๒๐๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากชรูทปานชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพ่อค้าชาวเมืองสาวัตถี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ชรูทปานํ ขณมานา ดังนี้ได้ยินว่า พ่อค้าเหล่านั้นซื้อสินค้าในเมืองสาวัตถีบรรทุกเกวียนในเวลาจะไปเพื่อต้องการค้าขาย ได้นิมนต์พระตถาคตมาแล้ว ถวายมหาทานรับสรณะตั้งอยู่ในศีล ถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพพระองค์ทั้งหลายจักเดินทางไกลไปค้าขายจำหน่ายสินค้าหมดแล้ว สำเร็จเสร็จการไป ได้กลับมาโดยปลอดภัยจักถวายบังคมพระองค์อีก ครั้นกราบทูลแล้วก็ออกเดินทางไป. พ่อค้าเหล่านั้น ได้พบบ่อน้ำเก่าในหนทางกันดาร จึงกล่าวกันว่า ในบ่อนี้ไม่มีน้ำดื่ม และพวกเราก็กระหายน้ำ จักขุดบ่อนั้น ว่าแล้วก็พากันขุดได้เหล็ก โลหะ และแก้วไพฑูรย์โดยลำดับ พ่อค้าเหล่านั้นเป็นผู้สันโดษด้วยทรัพย์นั้นเท่านั้น เอารัตนะเหล่านั้นบรรทุกจนเต็มเกวียน กลับมาพระนครสาวัตถีโดยปลอดภัย. พ่อค้าเหล่านั้นเก็บทรัพย์ที่ได้มาแล้วคิดกันว่า พวกเราเดินทางสำเร็จเรียบร้อยแล้วจักถวายทาน จึงนิมนต์พระตถาคต ถวายทาน ถวายบังคมแล้วนั่ง ณส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลถึงเหตุที่ตนได้ทรัพย์แด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า ท่านทั้งหลายแลเป็นอุบาสก สันโดษด้วยทรัพย์นั้น จึงได้ทรัพย์และชีวิต เพราะความเป็นผู้รู้ประมาณ ส่วนพวกเก่าเป็นผู้ไม่สันโดษ ไม่รู้จักประมาณ ไม่กระทำตามคำของบัณฑิตทั้งหลาย จึงถึงความสิ้นชีวิตไป อันพ่อค้าเหล่านั้นอ้อนวอนอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพ่อค้าในนครพาราณสี พอเจริญวัยก็ได้เป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน พระโพธิสัตว์นั้น ซื้อสินค้าในนครพาราณสีบรรทุกเกวียน พาพวกพ่อค้าเป็นอันมากเดินไปทางกันดารนั้นเหมือนกัน ได้เห็นบ่อน้ำเหมือนกัน. ณ ที่นั้น พ่อค้าเหล่านั้นกล่าวกันว่าจักดื่มน้ำ จึงขุดบ่อนั้น ได้ทรัพย์มีแก้วไพฑูรย์เป็นต้นมากมายโดยลำดับ. พ่อค้าเหล่านั้นได้รัตนะแม้มากมาย ก็ยังไม่สันโดษคือยินดีเท่าที่ได้รัตนะนั้น พากันขุดบ่อนั้นหนักยิ่งขึ้นด้วยหมายใจว่าในบ่อนี้ จักมีสิ่งแม้อื่นที่ดีกว่ารัตนะแม้นี้. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า พ่อค้าทั้งหลายผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าความโลภนี้เป็นมูลแห่งความพินาศ พวกท่านให้ทรัพย์มากแล้ว จงสันโดษด้วยทรัพย์มีประมาณเท่านี้เถิด อย่าขุดเกินไปนัก. พ่อค้าเหล่านั้นแม้จะไว้. ลำดับนั้น พระยานาคผู้อยู่ภายใต้บ่อน้ำนั้น เมื่อวิมานของตนถูกทำลาย เมื่อก้อนดินและผู้อายุตกใส่ก็โกรธใช้ลมจมูกเป่าพ่อค้าทั้งหมดให้ถึงความสิ้นชีวิตไม่มีเหลือ เว้นไว้แต่พระโพธิสัตว์ แล้วออกจากนาคพิภพให้เทียมเกวียนบรรทุกรัตนะทั้ง ๗ จนเต็ม ให้พระโพธิสัตว์นั่งในยานน้อยอันสบาย พวกนาคมาณพขับเกวียนนำพระโพธิสัตว์ไปยังนครพาราณสี เข้าไปยังเรือนเก็บทรัพย์แล้วก็ไปสู่นาคพิภพของตนตามเดิม. พระโพธิสัตว์จ่ายทรัพย์นั้น กระทำให้ชมพูทวีปทั้งสิ้นไม่ต้องไถนา ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ในเวลาสิ้นชีวิตได้ไปเกิดในสวรรค์. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :-

พ่อค้าทั้งหลายผู้มีความต้องการน้ำพากันขุดบ่อน้ำเก่า ได้แร่เหล็ก แร่ทองแดงดีบุก ตะกั่ว แก้วมณี เงินทอง แก้วมุกดาและแก้วไพฑูรย์ เป็นอันมาก แต่พ่อค้าเหล่านั้นไม่ได้ยินดีด้วยทรัพย์นั้น พากันขุดลึกยิ่งขึ้น ๆ ในบ่อน้ำมัน มีพระยานาคมีพิษร้ายแรง มีเดช ได้ฆ่าพ่อค้าเหล่านั้นเสียด้วยเดชเเห่งพิษ. เพราฉะนั้น บุคคลพึงขุดบ่อน้ำเถิด แต่ไม่ควรขุดให้ลึกเกินไป เพราะบ่อที่ขุดลึกเกินไปเป็นของลามก ทรัพย์ที่พวกพ่อค้าได้แล้วด้วยการขุดก็พินาศไป เพราะการขุดลึกเกินไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยํ ได้แก่ โลหะสีดำ (เหล็ก). บทว่า โลหํ ได้แก่ โลหะสีแดง (ทองแดง) บทว่า มุตฺตา ได้แก่แก้วมุกดาเป็นต้น. บทว่า เต จ เตน อสนฺตุฏฺา ความว่า ก็พ่อค้าเหล่านั้นไม่ได้ยินดีด้วยทรัพย์นั้น. บทว่า เต ตตฺถ ได้แก่ พ่อค้าเหล่านั้น ในบ่อน้ำนั้น. บทว่า เตชสี ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยเดชแห่งพิษ. บทว่า เตชสา หนิ ได้แก่ ฆ่าด้วยเดชแห่งพิษ บทว่า อติกฺขาเตน นาสิตํ ความว่า เพราะขุดลึกเกินไป ทรัพย์สละชีวิตนั้น จึงพินาศไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระยานาคในกาลนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนคือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาชรูทปานชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๖–๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

jarūdapānajātakaṃ

jarūdapānaṃ khaṇamānāti idaṃ satthā jetavane viharanto sāvatthīvāsino vāṇije ārabbha kathesi.

Te kira sāvatthiyaṃ bhaṇḍaṃ gahetvā sakaṭāni pūretvā vohāratthāya gamanakāle tathāgataṃ nimantetvā mahādānaṃ datvā saraṇāni Gahetvā sīlesu patiṭṭhāya satthāraṃ vanditvā mayaṃ bhante vohāratthāya dīghamaggaṃ gamissāma bhaṇḍaṃ visajjetvā siddhiyātrā sotthinā paccāgantvā puna tumhe vandissāmāti vatvā maggaṃ paṭipajjiṃsu. Te kantāramaggesu purāṇaṃ udapānaṃ disvā imasmiṃ udapāne pānīyaṃ natthi mayañca pipāsitā khaṇissāma nanti khaṇantā paṭipāṭiyā bahuṃ ayasaṃ lohaṃ veḷuriyaṃ labhiṃsu. Te teneva santuṭṭhā hutvā tesaṃ ratanānaṃ sakaṭāni pūretvā sotthinā sāvatthiyaṃ paccāgamiṃsu. Te ābhatadhanaṃ paṭisāmetvā siddhiyātrā dānaṃ dassāmāti tathāgataṃ nimantetvā dānaṃ datvā vanditvā ekamantaṃ nisinnā attano dhanassa laddhakāraṇaṃ satthu ārocesuṃ. Satthā tumhe kho upāsakā tena dhanena santuṭṭhā hutvā pamāṇaññutāya dhanañca jīvitañca labhittha porāṇakā pana asantuṭṭhāva amattaññuno paṇḍitānaṃ vacanaṃ akatvā jīvitakkhayaṃ pattāti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto bārāṇasiyaṃ vāṇijakule nibbattetvā vayappatto satthavāhajeṭṭhako ahosi. So bārāṇasiyaṃ bhaṇḍaṃ gahetvā sakaṭāni pūretvā bahū vāṇije ādāya tameva kantāraṃ paṭipanno tameva udapānaṃ addasa. Tattha te vāṇijā pānīyaṃ pivissāmāti taṃ udapānaṃ khaṇantā paṭipāṭiyā bahūni veḷuriyādīni labhiṃsu. Te bahumpi ratanaṃ labhitvā tena asantuṭṭhā aññampi ettha itopi sundarataraṃ Bhavissatīti bhiyyoso mattāya taṃ khaṇiṃsuyeva. Atha te bodhisatto āha bho vāṇijā lobho nāmesa vināsamūlo amhehi bahu dhanaṃ laddhaṃ ettakena santuṭaṭhā hotha mā ca atikkhaṇitthāti. Tena te vāriyamānāpi khaṇiṃsuyeva. So ca udapāno nāgapariggahito. Athassa heṭṭhā vasanakanāgarājā attano vimāne bhijjante leḍḍūsu ca paṃsūsu ca opattamānesu kuddho hutvā bodhisattaṃ ṭhapetvā anavasese sabbepi nāsikavātena paharitvā jīvitakkhayaṃ pāpetvā nāgabhavanā nikkhamma sakaṭāni yojāpetvā sattaratanānaṃ pūretvā bodhisattaṃ sukhayānake nisīdāpetvā nāgamāṇavakehi sakaṭāni pājāpento bodhisattaṃ bārāṇasiṃ netvā gharaṃ pavesetvā dhanaṃ paṭisāmetvā attano nāgabhavanameva gato. Bodhisatto taṃ dhanaṃ visajjetvā sakalajambūdīpaṃ unnaṅgalaṃ katvā dānaṃ datvā sīlaṃ samādiyitvā uposathakammaṃ katvā jīvitapariyosāne saggapadaṃ pūresi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imā gāthā avoca

jarūdapānaṃ khaṇamānā vāṇijā udakatthikā

ajjhaggaṃsu ayolohaṃ tipusīsañca māṇayo

rajaṭaṃ jātarūpañca muttā veḷuriyā bahū

te ca tena asantuṭṭhā bhiyyo bhiyyo khaṇiṃsu te

tatthapāsīviso ghoro tejasī tejasā hani

tasmā khaṇe nātikkhaṇe atikkhātamhi pāpakaṃ

Khaṇanena dhanaṃ laddhaṃ atikkhātena nāsitanti.

Tattha ayanti kāḷalohaṃ. Lohanti tambalohaṃ. Muttāti muttādayo. Te ca tena asantuṭṭhāti te ca vāṇijā tena dhanena asantuṭṭhā. Te tatthāti te vāṇije tasmiṃ udakapāne. Tejasīti visatejena samannāgato. Tejasā hanīti visatejena ghātesi. Atikkhātena nāsitanti atikkhaṇanena tañca dhanaṃ jīvitañca nāsitaṃ.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā nāgarājā sārīputto ahosi satthavāhajeṭṭhako pana ahamevāti.

Jarūdapānajātakaṃ chaṭṭhaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๕๕. สุกชาดกชาดกถัดไป๒๕๗. คามณิจันทชาดก