ปทุมชาดก
ว่าด้วยไม่ควรพูดให้เกินความจริง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๘๒ · บรรทัด ๒๑๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุทั้งหลายผู้กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ที่ต้นอานันทโพธิ์ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ยถา เกสา จ มสฺสุ จ ดังนี้ เรื่องนี้จักมีแจ้งในกาลิงคโพธิชาดก. ก็ต้นโพธิ์นั้น ชื่อว่าอานันทโพธิ์ เพราะเป็นต้นต้นโพธิ์ที่พระอานันทเถระปลูกไว้. จริงอยู่ความที่พระเถระปลูกต้นโพ ไว้ที่ซุ้มประตูพระเชตวันวิหาร ได้แพร่พัดไปตลอดทั่วชมพูทวีป. ครั้งนั้นภิกษุชาวชนบทบางพวกพากันคิดว่า จักกระทำการบูชาด้วยระเบียบดอกไม้ที่ต้นอานันทโพธิ์ จึงไปยังพระเชตวันวิหารถวายบังคมพระศาสดา วันรุ่งขึ้น เข้าไปในเมืองสาวัตถี ไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายไม่ได้ดอกไม้ จึงมาบอกแก่พระอานันทเถระว่า ท่านผู้มีอายุ พวกกระผมคิดกันว่า จักกระทำบูชาด้วยดอกไม้ที่ต้นโพธิ์ จึงไปยังถนนที่มีดอกอุบลขาย ก็ไม่ได้แม้แต่ดอกเดียว. พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมจักนำมาถวายท่าน แล้วเดินไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นถือดอกอุบลเขียวเหล่านั้นไปบูชาที่ต้นโพธิ์. ภิกษุทั้งหลายรู้เรื่องราวอันนั้น จึงนั่งสนทนาถึงคุณของพระเถระในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุชาวชนบทมีบุญน้อย ไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายก็ไม่ได้ดอกไม้ ส่วนพระเถระไปประเดี๋ยวก็ได้มาแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้ฉลาดในการกล่าว ผู้ฉลาดในถ้อยคำ ย่อมได้ดอกไม้ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนผู้ฉลาดก็ได้แล้วเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรเศรษฐี. ก็ในภายในพระนคร ในสระแห่งหนึ่งปทุมกำลังออกดอก. บุรุษจมูกแหว่งคนหนึ่งรักษาสระนั้น. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อเขาป่าวร้องการแสดงมหรสพในพระนครพาราณสี บุตรของเศรษฐี ๓ คน มีความประสงค์จะประดับดอกไม้เล่นมหรสพ จึงคิดกันว่า จักพรรณนาคุณของชายจมูกแหว่งโดยไม่เป็นจริงแล้วจักได้ดอกไม้ ครั้นคิดกันแล้วในเวลาที่ชายจมูกแหว่งนั้นเด็ดดอกปทุม จึงเข้าไปใกล้สระได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บรรดาเศรษฐีบุตรทั้ง ๓ คนนั้น คนหนึ่งเรียกชายจมูกแหว่งนั้นมาแล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ผมและหนวดที่ตัดแล้ว ๆ ย่อมงอกขึ้นได้ ฉันใด จมูกของท่านจงงอกขึ้นฉันนั้น ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้ดอกปทุม. ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรนั้น จึงไม่ให้ดอกปทุม. ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรที่ ๒ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ต่อเขาว่า :-
พืชที่เขาเก็บไว้ในสารทกาล คือฤดูใบไม้ร่วงหว่านลงในนาย่อมงอกขึ้น ฉันใดจมูกของท่านจงงอกขึ้น ฉันนั้น ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้ดอกปทุม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สารทิกํ ได้แก่ พืชที่สมบูรณ์ด้วยเนื้อแท้ อันบุคคลถือเอาในสารทกาล แล้วเก็บไว้. ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรคนนั้นก็ไม่ให้ดอกปทุม. ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรคนที่ ๓ กล่าวคาถาที่ ๓ ต่อเขาว่า :-
คนแม้ทั้งสองนั้นพูดเพ้อไปด้วยคิดว่า ท่านจักให้ดอกปทุมบ้าง คนทั้งสองนั้นจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม จมูกของท่านย่อมไม่งอกขึ้น ดูก่อนสหาย ท่านจงให้ดอกปทุมท่านอันข้าพเจ้าขอแล้วจงให้ดอกปทุมแก่ข้าพเจ้าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภปิ วิลปนฺเต เต ความว่าคนแม้ทั้งสองนั้นพูดเท็จ. บทว่า อปิ ปทุมานิ ความว่า คนทั้งสองนั้นคิดว่า ชายจมูกแหว่งจักให้ดอกปทุมแก่พวกเราบ้าง จึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า วชฺชุํ วา เต น วา วชฺชุํ ความว่า คนเหล่านี้จะพึงกล่าวหรือจะไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่าจมูกของท่านจงงอกขึ้น ชื่อว่าคำของตนเหล่านั้น ไม่เป็นประมาณ จมูกย่อมไม่มีการงอกขึ้นแม้โดยประการทั้งปวง ส่วนเราจะไม่กล่าวพาดพิงถึงจมูกของท่านจะขออย่างเดียว ดูก่อนสหาย ท่านอันเราขอแล้วจงให้ดอกปทุมแก่เรานั้น. ชายผู้เฝ้าสระปทุมได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า คนทั้งสองนี้กระทำมุสาวาท ส่วนท่านกล่าวตามสภาพ ดอกปทุมทั้งหลายสมควรแก่ท่านแล้วถือเอาดอกปทุมกำใหญ่มาให้แก่เศรษฐีบุตรคนที่ ๓ นั้น. แล้วกลับไปยังสระปทุมของตนตามเดิม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีบุตรคนที่ได้ดอกปทุมในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปทุมชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๙๕–๙๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ปทุมวคฺควณฺณนา
------
ปทุมชาตกํ
ยถา เกสา จ มสฺสุ จาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อานนฺทโพธิมฺหิ มาลาปูชาการเก ภิกฺขู อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ กาลิงฺคโพธิชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
โส ปน อานนฺทตฺเถเรน โรปิตตฺตา อานนฺทโพธิ นาม ชาโต ฯ เถเรน หิ เชตวนทฺวารโกฏฺฐเก โพธิโน โรปิตภาโว สกลชมฺพูทีปํ ปตฺถริ ฯ อเถกจฺเจ ชานปทวาสิโน ภิกฺขู อานนฺทโพธิมฺหิ มาลาปูชํ กริสฺสามาติ เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปุนทิวเส สาวตฺถิยํ ปวิสิตฺวา อุปฺปลวีถึ คนฺตฺวา มาลํ อลภิตฺวา อาคนฺตฺวา อานนฺทตฺเถรสฺส อาโรเจสุํ อาวุโส มยํ โพธิมฺหิ มาลาปูชํ กริสฺสามาติ อุปฺปลวีถึ คนฺตฺวา เอกํ มาลมฺปิ น ลภิมฺหาติ ฯ เถโร อหํ โว อาวุโส อาหริสฺสามีติ อุปฺปลวีถึ คนฺตฺวา พหู นีลุปฺปลกลาเป อุกฺขิปาเปตฺวา อาคมฺม เตสํ เปเสสิ ฯ เต ตานิ คเหตฺวา โพธิมฺหิ ปูชํ กรึสุ ฯ ตํ ปวุตฺตึ ญตฺวา ธมฺมสภายํ ภิกฺขู เถรสฺส คุณกถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ชานปทา ภิกฺขู อปฺปปุญฺญา อุปฺปลวีถึ คนฺตฺวา มาลํ น ลภึสุ เถโร ปน คนฺตฺวาว อาหราเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว วุตฺตจฺเฉกา กถากุสลา มาลํ ลภนฺติ ปุพฺเพปิ ปณฺฑิตา ลภึสุเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เสฏฺฐิปุตฺโต อโหสิ ฯ อนฺโตนคเร จ เอกสฺมึ สเร ปทุมานิ ปุปฺผนฺติ ฯ เอโก ฉินฺนนาโส ปุริโส ตํ สรํ รกฺขติ ฯ อเถกทิวสํ พาราณสิยํ อุสฺสเว สงฺฆุฏฺเฐ มาลํ ปิลนฺธิตฺวา อุสฺสวํ กีฬิตุกามา ตโย เสฏฺฐิปุตฺตา นาสจฺฉินฺนสฺส อภูเตน คุเณ วณฺเณตฺวา มาลํ ยาจิสฺสามาติ ตสฺส ปทุมานิ ภญฺชนกาเล สรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เตสุ เอโก ตํ อามนฺเตตฺวา ปฐมํ คาถมาห
ยถา เกสา จ มสฺสุ จ ฉินฺนํ ฉินฺนํ วิรูหติ
เอวํ รูหตุ เต นาสา ปทุมํ เทหิ ยาจิโตติ ฯ
โส ตสฺส กุชฺฌิตฺวา ปทุมํ น อทาสิ ฯ อถสฺส ทุติโย ทุติยํ คาถมาห
ยถา สารทิกํ วีชํ เขตฺเต วุตฺตํ วิรูหติ
เอวํ รูหตุ เต นาสา ปทุมํ เทหิ ยาจิโตติ ฯ ตตฺถ สารทิกนฺติ สรทสมเย คเหตฺวา นิกฺขิตฺตํ สารสมฺปนฺนํ วีชํ ฯ
โส ตสฺสปิ กุชฺฌิตฺวา ปทุมํ น อทาสิ ฯ อถสฺส ตติโย ตติยํ คาถมาห
อุโภปิ วิลปนฺเตเต อปิ ปทฺมานิ ทสฺสติ
วชฺชุํ วา เต น วา วชฺชุํ นตฺถิ นาสาย รูหนา
เทหิ สมฺม ปทุมานิ ปทฺมา เม เทหิ ยาจิโตติ ฯ
ตตฺถ อุโภปิ วิลปนฺเตเตติ เอเต เทฺวปิ มุสา วทนฺติ ฯ อปิ ปทฺมานีติ อปิ นาม โน ปทุมานิ ทสฺสตีติ จินฺเตตฺวา เอวํ วทนฺติ ฯ วชฺชุํ วา เต น วา วชฺชุนฺติ ตว นาสา รูหตูติ เอวํ เอเต วเทยฺยุํ วา น วา วเทยฺยุํ เอเตสํ วจนํ นาม อปฺปมาณํ สพฺพถาปิ นตฺถิ นาสาย รูหนา อหํ ปน เต นาสํ ปฏิจฺจ น กิญฺจิ วทามิ เกวลํ ยาจามิ ตสฺส เม เทหิ สมฺม ปทุมานิ ยาจิโตติ ฯ
ตํ สุตฺวา ปทุมโคปโก อิเมหิ ทฺวีหิ มุสาวาโท กโต ตุมฺเหหิ สภาโว กถิโต ตุมฺหากํ อนุจฺฉวิกานิ ปทุมานีติ มหนฺตํ ปทุมกลาปํ อาทาย ตสฺส ทตฺวา อตฺตโน ปทุมสรเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปทุมลาภี เสฏฺฐิปุตฺโต อหเมว อโหสีติ ฯ
ปทุมชาตกํ ปฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗