ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปทุมชาดก
ชาดกที่ ๒๖๑ · ติกนิบาตชาดก · ปทุมวรรค

ปทุมชาดก

ว่าด้วยไม่ควรพูดให้เกินความจริง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๘๒ · บรรทัด ๒๑๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปทุมชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุทั้งหลายผู้กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ที่ต้นอานันทโพธิ์ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ยถา เกสา จ มสฺสุ จ ดังนี้ เรื่องนี้จักมีแจ้งในกาลิงคโพธิชาดก. ก็ต้นโพธิ์นั้น ชื่อว่าอานันทโพธิ์ เพราะเป็นต้นต้นโพธิ์ที่พระอานันทเถระปลูกไว้. จริงอยู่ความที่พระเถระปลูกต้นโพ ไว้ที่ซุ้มประตูพระเชตวันวิหาร ได้แพร่พัดไปตลอดทั่วชมพูทวีป. ครั้งนั้นภิกษุชาวชนบทบางพวกพากันคิดว่า จักกระทำการบูชาด้วยระเบียบดอกไม้ที่ต้นอานันทโพธิ์ จึงไปยังพระเชตวันวิหารถวายบังคมพระศาสดา วันรุ่งขึ้น เข้าไปในเมืองสาวัตถี ไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายไม่ได้ดอกไม้ จึงมาบอกแก่พระอานันทเถระว่า ท่านผู้มีอายุ พวกกระผมคิดกันว่า จักกระทำบูชาด้วยดอกไม้ที่ต้นโพธิ์ จึงไปยังถนนที่มีดอกอุบลขาย ก็ไม่ได้แม้แต่ดอกเดียว. พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมจักนำมาถวายท่าน แล้วเดินไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นถือดอกอุบลเขียวเหล่านั้นไปบูชาที่ต้นโพธิ์. ภิกษุทั้งหลายรู้เรื่องราวอันนั้น จึงนั่งสนทนาถึงคุณของพระเถระในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุชาวชนบทมีบุญน้อย ไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายก็ไม่ได้ดอกไม้ ส่วนพระเถระไปประเดี๋ยวก็ได้มาแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้ฉลาดในการกล่าว ผู้ฉลาดในถ้อยคำ ย่อมได้ดอกไม้ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนผู้ฉลาดก็ได้แล้วเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรเศรษฐี. ก็ในภายในพระนคร ในสระแห่งหนึ่งปทุมกำลังออกดอก. บุรุษจมูกแหว่งคนหนึ่งรักษาสระนั้น. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อเขาป่าวร้องการแสดงมหรสพในพระนครพาราณสี บุตรของเศรษฐี ๓ คน มีความประสงค์จะประดับดอกไม้เล่นมหรสพ จึงคิดกันว่า จักพรรณนาคุณของชายจมูกแหว่งโดยไม่เป็นจริงแล้วจักได้ดอกไม้ ครั้นคิดกันแล้วในเวลาที่ชายจมูกแหว่งนั้นเด็ดดอกปทุม จึงเข้าไปใกล้สระได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บรรดาเศรษฐีบุตรทั้ง ๓ คนนั้น คนหนึ่งเรียกชายจมูกแหว่งนั้นมาแล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ผมและหนวดที่ตัดแล้ว ๆ ย่อมงอกขึ้นได้ ฉันใด จมูกของท่านจงงอกขึ้นฉันนั้น ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้ดอกปทุม. ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรนั้น จึงไม่ให้ดอกปทุม. ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรที่ ๒ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ต่อเขาว่า :-

พืชที่เขาเก็บไว้ในสารทกาล คือฤดูใบไม้ร่วงหว่านลงในนาย่อมงอกขึ้น ฉันใดจมูกของท่านจงงอกขึ้น ฉันนั้น ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้ดอกปทุม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สารทิกํ ได้แก่ พืชที่สมบูรณ์ด้วยเนื้อแท้ อันบุคคลถือเอาในสารทกาล แล้วเก็บไว้. ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรคนนั้นก็ไม่ให้ดอกปทุม. ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรคนที่ ๓ กล่าวคาถาที่ ๓ ต่อเขาว่า :-

คนแม้ทั้งสองนั้นพูดเพ้อไปด้วยคิดว่า ท่านจักให้ดอกปทุมบ้าง คนทั้งสองนั้นจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม จมูกของท่านย่อมไม่งอกขึ้น ดูก่อนสหาย ท่านจงให้ดอกปทุมท่านอันข้าพเจ้าขอแล้วจงให้ดอกปทุมแก่ข้าพเจ้าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภปิ วิลปนฺเต เต ความว่าคนแม้ทั้งสองนั้นพูดเท็จ. บทว่า อปิ ปทุมานิ ความว่า คนทั้งสองนั้นคิดว่า ชายจมูกแหว่งจักให้ดอกปทุมแก่พวกเราบ้าง จึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า วชฺชุํ วา เต น วา วชฺชุํ ความว่า คนเหล่านี้จะพึงกล่าวหรือจะไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่าจมูกของท่านจงงอกขึ้น ชื่อว่าคำของตนเหล่านั้น ไม่เป็นประมาณ จมูกย่อมไม่มีการงอกขึ้นแม้โดยประการทั้งปวง ส่วนเราจะไม่กล่าวพาดพิงถึงจมูกของท่านจะขออย่างเดียว ดูก่อนสหาย ท่านอันเราขอแล้วจงให้ดอกปทุมแก่เรานั้น. ชายผู้เฝ้าสระปทุมได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า คนทั้งสองนี้กระทำมุสาวาท ส่วนท่านกล่าวตามสภาพ ดอกปทุมทั้งหลายสมควรแก่ท่านแล้วถือเอาดอกปทุมกำใหญ่มาให้แก่เศรษฐีบุตรคนที่ ๓ นั้น. แล้วกลับไปยังสระปทุมของตนตามเดิม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีบุตรคนที่ได้ดอกปทุมในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปทุมชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๙๕–๙๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Padumavaggavaṇṇanā

------

padumajātakaṃ

yathā kesā ca massu cāti idaṃ satthā jetavane viharanto ānandabodhimhi mālāpūjākārake bhikkhū ārabbha kathesi. Vatthu kāliṅgabodhijātake āvibhavissati.

So pana ānandattherena ropitattā ānandabodhi nāma jāto. Therena hi jetavanadvārakoṭṭhake bodhino ropitabhāvo sakalajambūdīpaṃ patthari. Athekacce jānapadavāsino bhikkhū ānandabodhimhi mālāpūjaṃ karissāmāti jetavanaṃ gantvā satthāraṃ vanditvā punadivase sāvatthiyaṃ pavisitvā uppalavīthiṃ gantvā mālaṃ alabhitvā āgantvā ānandattherassa ārocesuṃ āvuso mayaṃ bodhimhi mālāpūjaṃ karissāmāti uppalavīthiṃ gantvā ekaṃ mālampi na labhimhāti. Thero ahaṃ vo āvuso āharissāmīti uppalavīthiṃ gantvā bahū nīluppalakalāpe ukkhipāpetvā āgamma tesaṃ pesesi. Te tāni gahetvā bodhimhi pūjaṃ kariṃsu. Taṃ pavuttiṃ ñatvā dhammasabhāyaṃ bhikkhū therassa guṇakathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso jānapadā bhikkhū appapuññā uppalavīthiṃ gantvā mālaṃ na labhiṃsu thero pana gantvāva āharāpesīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva vuttacchekā kathākusalā mālaṃ labhanti pubbepi paṇḍitā labhiṃsuyevāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto seṭṭhiputto ahosi. Antonagare ca ekasmiṃ sare padumāni pupphanti. Eko chinnanāso puriso taṃ saraṃ rakkhati. Athekadivasaṃ bārāṇasiyaṃ ussave saṅghuṭṭhe mālaṃ pilandhitvā ussavaṃ kīḷitukāmā tayo seṭṭhiputtā nāsacchinnassa abhūtena guṇe vaṇṇetvā mālaṃ yācissāmāti tassa padumāni bhañjanakāle sarassa santikaṃ gantvā ekamantaṃ aṭṭhaṃsu. Tesu eko taṃ āmantetvā paṭhamaṃ gāthamāha

yathā kesā ca massu ca chinnaṃ chinnaṃ virūhati

evaṃ rūhatu te nāsā padumaṃ dehi yācitoti.

So tassa kujjhitvā padumaṃ na adāsi. Athassa dutiyo dutiyaṃ gāthamāha

yathā sāradikaṃ vījaṃ khette vuttaṃ virūhati

evaṃ rūhatu te nāsā padumaṃ dehi yācitoti. Tattha sāradikanti saradasamaye gahetvā nikkhittaṃ sārasampannaṃ vījaṃ.

So tassapi kujjhitvā padumaṃ na adāsi. Athassa tatiyo tatiyaṃ gāthamāha

ubhopi vilapantete api padmāni dassati

vajjuṃ vā te na vā vajjuṃ natthi nāsāya rūhanā

dehi samma padumāni padmā me dehi yācitoti.

Tattha ubhopi vilapanteteti ete dvepi musā vadanti. Api padmānīti api nāma no padumāni dassatīti cintetvā evaṃ Vadanti. Vajjuṃ vā te na vā vajjunti tava nāsā rūhatūti evaṃ ete vadeyyuṃ vā na vā vadeyyuṃ etesaṃ vacanaṃ nāma appamāṇaṃ sabbathāpi natthi nāsāya rūhanā ahaṃ pana te nāsaṃ paṭicca na kiñci vadāmi kevalaṃ yācāmi tassa me dehi samma padumāni yācitoti.

Taṃ sutvā padumagopako imehi dvīhi musāvādo kato tumhehi sabhāvo kathito tumhākaṃ anucchavikāni padumānīti mahantaṃ padumakalāpaṃ ādāya tassa datvā attano padumasarameva gato.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā padumalābhī seṭṭhiputto ahameva ahosīti.

Padumajātakaṃ paṭhamaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖๐. ทูตชาดกชาดกถัดไป๒๖๒. มุทุปาณิชาดก