ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลปโลภนชาดก
ชาดกที่ ๒๖๓ · ติกนิบาตชาดก · ปทุมวรรค

จุลลปโลภนชาดก

ว่าด้วยหญิงทำบุรุษให้งงงวย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๘๘ · บรรทัด ๒๑๓๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลปโลภนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกเหมือนกันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อภิชฺชมาเน วาริสฺมึ ดังนี้.

๑. ในอรรถกถาเป็น จุลลปโลภ ฯได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้น ผู้ถูกนำมาที่โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นทูลรับเป็นสัตย์แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ชื่อว่าหญิงเหล่านี้ย่อมทำสัตว์ผู้บริสุทธ์ให้เศร้าหมอง ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์อันมีในกาลก่อนก็ทำให้เศร้าหมองเหมือนกัน อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เป็นผู้ไม่มีพระโอรส จึงตรัสกับนางสนมของพระองค์ว่าเธอทั้งหลายจะกระทำความปรารถนาเพื่อให้ได้บุตร. นางสนมเหล่านั้นจึงพากันปรารถนาบุตร. เมื่อกาลล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้พระโพธิสัตว์จึงจุติจากพรหมโลก บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี. พระโพธิสัตว์นั้นพอประสูติ พระชนกชนนีให้สรงสนานแล้วได้ประทานแก่พระนม เพื่อให้ดื่มถันธารา. พระโพธิสัตว์นั้นอันแม่นมทั้งหลายให้ดื่มน้ำนมอยู่ก็ทรงกรรแสง. ลำดับนั้น จึงได้ทรงประทานพระโพธิสัตว์นั้นให้แก่พระนมอื่น. ในมือของมาตุคามพระโพธิสัตว์ไม่เป็นผู้นิ่งเฉย. ลำดับนั้น จึงได้ประทานพระโพธิสัตว์นั้นเเก่บุรุษคนหนึ่งผู้เป็นข้าบาทมูลิกา. พอข้าบาทมูลิกาคนนั้นรับเอาเท่านั้นพระโพธิสัตว์ก็หยุดนิ่ง. ครั้นในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์นั้นพระชนกชนนีได้ทรงขนานพระนามว่า อนิตถิคันธกุมาร. ตั้งแต่นั้นมาบุรุษเท่านั้นจึงจะพาพระกุมารนั้นเที่ยวไป เมื่อจะให้ดื่มน้ำนม จะปิดและคลุมให้ดื่ม หรือวางถันในพระโอษฐ์ตามช่องพระวิสูตร. เมื่อพระกุมารแม้ประพฤติพระองค์ไป ๆ มา ๆ อยู่ ใคร ๆ ไม่อาจแสดงมาตุคามให้เห็น. ด้วยเหตุนั้น พระราชาจึงให้สร้างสถานที่ประทับนั่งเป็นต้นไว้ในที่ว่าง และให้สร้างฌานาคารหอคอย ไว้ภายนอกเธอพระกุมารนั้น. ในเวลาพระกุมารนั้นมีพระชันษา ๑๖ พรรษาพระราชาทรงพระดำริว่า เราไม่มีโอรสองค์อื่นอีก ส่วนกุมารนี้ไม่บริโภคกาม แม้ราชสมบัติก็ไม่ปรารถนา เราได้พระโอรสยากจริงหนอครั้งนั้น มีหญิงฟ้อนรุ่นสาวผู้หนึ่ง ฉลาดในการฟ้อนการขับร้องและการประโคม สามารถที่เล้าโลมบุรุษให้ตกอยู่ในอำนาจของตนได้เข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ทรงพระดำริเรื่องอะไรพระพุทธเจ้าข้า. ฝ่ายพระราชาก็ตรัสบอกเหตุนั้น. หญิงฟ้อนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เรื่องนั้นโปรดยกไว้ กระหม่อมฉันจักประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นให้รู้จักกามรส. พระราชาตรัสว่าถ้าเจ้าจักสามารถประเล้าประโลมอนิตถิคันธกุมารผู้โอรสของเราได้ไซร้ พระกุมารนั้นจักเป็นพระราชา ตัวเจ้าจักเป็นอัครมเหสี. หญิงฟ้อนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์เป็นเจ้า การประเล้าประโลมเป็นภาระของกระหม่อมฉัน พระองค์อย่าทรงปริวิตก ดังนี้แล้วเข้าไปหาคนผู้ทำหน้าที่อารักขาแล้วกล่าวว่า ในเวลาใกล้รุ่งเราจักมายืนที่หอคอยภายนอกพระวิสูตร ใกล้ที่บรรทมของพระลูกเจ้า แล้วจักขับร้อง ข้าพระราชกุมารจักทรงกริ้ว พวกท่านพึงบอกเรา เราจะหลบไปเสีย ถ้าทรงสดับ พวกท่านช่วยบอกแก่เราเช่นเดียวกัน. คนผู้ทำหน้าที่อารักขาทั้งหลายต่างพากันรับคำนาง. ฝ่ายหญิงฟ้อนนั้นในเวลาใกล้รุ่ง ได้ไปยืนอยู่ ณ ประเทศที่นั้น แล้วขับเสียงเพลงประสานกับเสียงพิณ บรรเลงเสียงพิณประสานกับเสียงเพลงขับ ด้วยเสียงอันไพเราะ. พระกุมารทรงบรรทมฟังอยู่ ทรงยอมรับว่า ดีมีประโยชน์. วันรุ่งขึ้น ทรงสั่งให้นางยืนขับร้องในที่ใกล้ รุ่งขึ้นวันที่สอง รับสั่งให้ยืนขับร้องในหอคอย รุ่งขึ้นวันที่สาม รับสั่งให้ยืนขับร้องในที่ใกล้กับพระองค์ ด้วยวิธีการอย่างนี้ พระองค์ทรงทำตัณหาให้เกิดขึ้นโดยลำดับ ๆ จนถึงส้องเสพโลกธรรม ได้รู้รสกามเข้าแล้ว ออกพระโอษฐ์ว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม เราจักไม่ยอมให้แก่ชายอื่นถือพระแสงดาบเสด็จลงสู่ท้องถนน เที่ยวไล่ติดตามบุรุษทั้งหลาย. ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้จับพระกุมารนั้นแล้วให้นำออกไปเสียจากพระนคร พร้อมกับกุมาริกานั้น. ฝ่ายพระกุมารและชายาทั้งสอง เสด็จเข้าป่าไปยังแม่น้ำคงคาด้านใต้ สร้างอาศรมอยู่ในระหว่างแม่น้ำคงคาและมหาสมุทร โดยมีแม่น้ำคงคาอยู่ด้านหนึ่งและมีมหาสมุทรอยู่ด้านหนึ่ง สำเร็จการอยู่ ณ ที่นั้น. ฝ่ายนางกุมาริกานั่งอยู่ในบรรณศาลา กำลังต้มหัวเผือกเหง้าไม้และผลไม้อยู่พระโพธิสัตว์นำผลาผลทั้งหลายมาจากป่า. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์แม้นั้นไปเพื่อต้องการผลหมากรากไม้ มีพระดาบสรูปหนึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะในมหาสมุทร เหาะมาทางอากาศในเวลาภิกขาจารเห็นควันไฟนั้นจึงลงยังอาศรม. ลำดับนั้น กุมาริกานั้น เชิญพระดาบสนั้นให้นั่ง โดยกล่าวว่า ท่านจงนั่งรอจนกว่าดิฉันจะต้มเสร็จ แล้วเล้าโลมด้วยความเด่นของหญิง ให้เสื่อมจากฌาน ทำพรหมจรรย์ของดาบสนั้นให้อันตรธานหายไป. พระดาบสนั้นเป็นเหมือนกาปีกหักไม่อาจละนางกุมาริกานั้นไปได้คงอยู่ในที่นั้นเองตลอดทั้งวัน ในเวลาเย็นเห็นพระโพธิสัตว์มา จึงรีบหนีบ่ายหน้าไปทางมหาสมุทร. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงชักดาบออกไล่ติดตามดาบสนั้นไปด้วยเข้าใจว่าผู้นี้จักเป็นศัตรูของเรา. พระดาบสแสดงอาการจะเหาะขึ้นในอากาศจึงตกลงไปในมหาสมุทร. พระโพธิสัตว์คิดว่า ดาบสผู้นี้จักมาทางอากาศ เพราะฌานเสื่อมจึงตกลงในมหาสมุทร บัดนี้ เราควรจะเป็นที่พึ่งอาศัยของดาบสนี้ แล้วยืนที่ชายฝั่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

เมื่อน้ำไม่กระเพื่อม ดาบสนี้มาได้ด้วยฤทธิ์เอง ครั้นถึงความระคนด้วยหญิงก็จมลงในห้วงมหรรณพ. ธรรมดาว่า หญิงเหล่านี้ เป็นผู้ทำบุรุษให้งงงวย มีมายามากและยังพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมจมลงในอบาย บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้แล้ว พึงหลีกเว้นเสียให้ห่างไกล. หญิงเหล่านั้นย่อมเข้าไปคบหาบุรุษใดเพราะความรักใคร่พอใจ หรือเพราะทรัพย์เขาย่อมเผาบุรุษนั้นเสียฉับพลันเปรียบเหมือนไฟไหม้ที่ของตนเองฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิชฺชมเน วาริสฺมึ ความว่าเมื่อน้ำนี้ไม่ไหวคือไม่กระเพื่อม พระดาบสไม่ถูกต้องน้ำ มาด้วยฤทธิ์ทางอากาศด้วยตนเอง. บทว่า มิสฺสีภาวิตฺถิย ได้แก่ ภาวะที่ระคนกับหญิงด้วยอำนาจการเสพโลกธรรม. บทว่า อาวฎฺฏนี มหามายาความว่า ธรรมดาหญิงเหล่านี้ ชื่อว่าทำบุรุษให้เวียนมา เพราะให้เวียนมาด้วยกามคุณ ชื่อว่ามีมายามาก เพราะประกอบด้วยมายาหญิงหาที่สุดมิได้. สมจริงดังที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า :-

หญิงทั้งหลายนี้เป็นผู้มีมายาดุจพยับแดด ความโศก โรค และอันตรายย่อมเกิดแก่ผู้สมาคมกับหญิง ร่ำไป อนึ่ง หญิงทั้งหลาย กล้าแข็ง เป็นดุจเครื่องผูก เป็นบ่วงแห่งมัจจุราช และมีมหาภูตรูปดุจคูหาเป็นที่อาศัย บุรุษใดคุ้นเคยในหญิงเหล่านั้น บุรุษนั้นเท่ากับคนอาธรรม์ในนรชนทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจริยวิโกปนา ความว่ายังความประพฤติอันประเสริฐ คือเมถุนริรัตพรหมจรรย์ให้กำเริบ. บทว่า สีทนฺติ ความว่า ธรรมดาหญิงเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมจมลงในอบายทั้งหลาย เพราะทำพรหมจรรย์ของพวกฤๅษีให้กำเริบ. คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยก่อนนั่นแล. ฝ่ายพระดาบส ครั้นได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้วยืนอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรนั้นเอง ทำฌานที่เสื่อมให้กลับเกิดขึ้นอีกแล้วไปยังที่อยู่ของตนทางอากาศ. พระโพธิสัตว์คิดว่า พระดาบสนี้เป็นผู้อบรมมาแล้วอย่างนี้ ไปทางอากาศเหมือนปุยนุ่น แม้เราก็ควรทำฌานให้เกิดแล้วไปทางอากาศเหมือนพระดาบสนี้. ครั้นคิดแล้วก็ไปยังอาศรม นำหญิงนั้นไปส่งยังถิ่นมนุษย์แล้วส่งไปด้วยคำว่าเจ้าจงกลับไปเถิด เสร็จแล้วก็เข้าป่าสร้างอาศรมในภูมิภาคอันรื่นรมย์แล้วบวชเป็นฤๅษีกระทำกสิณบริกรรมยังอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าพระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจจธรรมทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ก็อนิตถิคันธกุมารในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาจุลลปโลภนชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๐๘–๑๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

จุลฺลปโลภชาตกํ

อภิชฺชมาเน วาริสฺมินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุเมว อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตํ หิ สตฺถา ธมฺมสภายํ อานีตํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต ภิกฺขุ อิตฺถิโย นาเมตา น อิทาเนว ปุราณเก สุทฺธสตฺเตปิ สงฺกิเลสฺสนฺตีติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต ราชา ปน อปุตฺตโก หุตฺวา อตฺตโน อิตฺถิโย ปุตฺตปฏฺฐนํ กโรถาติ อาห ฯ ตา ปุตฺเต ปฏฺเฐนฺติ ฯ เอวํ อทฺธาเน คเต โพธิสตฺโต พฺรหฺมโลกา จวิตฺวา อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ตํ ชาตมตฺตํ นฺหาเปตฺวา ถญฺญํ ปายนตฺถาย ธาติยา อทํสุ ฯ ธาตีหิ โส ปายมาโน โรทติ ฯ อถ นํ อญฺญิสฺสา อทํสุ ฯ มาตุคามหตฺเถ เนว ตุณฺหี โหติ ฯ อถ นํ เอกสฺส ปาทมูลิกสฺส อทํสุ ฯ เตน คหิตมตฺโตเยว ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถสฺส นามคฺคหณทิวเส อนิตฺถิคนฺธกุมาโรติ นามํ กรึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ปุริสาว ตํ คเหตฺวา จรนฺติ ถญฺญํ ปาเยนฺตา ปิทหิตฺวา จ ปารุปิตฺวา จ ปาเยนฺติ สาณิอนฺตเรน วา ถนํ มุเข ฐเปนฺติ ฯ ตสฺส อปราปรํ ปริวตฺตมานสฺสาปิ มาตุคามํ นาม ทสฺเสตุํ น สกฺกา เตนสฺส ราชา วิสุญฺเญว นิสชฺชาทิฏฺฐานํ พหิ ฌานาคารญฺจ การาเปสิ ฯ โส ตสฺส โสฬสวสฺสิกกาเล จินฺเตสิ มยฺหํ ปุตฺโต อญฺโญ นตฺถิ อยํ ปน กุมาโร กาเม น ปริภุญฺชติ รชฺชมฺปิ น อิจฺฉิสฺสติ ทุลฺลทฺโธ วต เม ปุตฺโตติ ฯ อถ นํ เอกา นจฺจคีตวาทิตกุสลา ปุริเส ปโลเภตฺวา อตฺตโน วเส กาตุํ ปฏิพลา ตรุณนาฏกิตฺถี อุปสงฺกมิตฺวา เทว กึ ตุมฺเห จินฺตยิตฺถาติ อาห ฯ ราชา ปน ตํ การณํ อาจิกฺขิ ฯ โหตุ เทว อหนฺตํ ปโลเภตฺวา กามรสํ ชานาเปสฺสามีติ ฯ สเจ เม ปุตฺตํ อนิตฺถิคนฺธกุมารํ ปโลเภตุํ สกฺขิสฺสสิ โส ราชา ภวิสฺสติ ตฺวํ อคฺคมเหสีติ ฯ สามิ มยฺหํ ปโลภภาโว ภาโร ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถาติ วตฺวา อารกฺขมนุสฺเส อุปสงฺกมิตฺวา อาห อหํ ปจฺจูสสมเย อาคนฺตฺวา อยฺยปุตฺตสฺส สยิตฏฺฐาเน พหิสาณิยา ฌานาคาเร ฐตฺวา คายิสฺสามิ สเจ กุชฺฌิสฺสติ มยฺหํ กเถยฺยาถ อหํ อปคจฺเฉยฺยามิ สเจ สุณาติ มเมว กเถยฺยาถาติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉึสุ ฯ สาปิ ปจฺจูสกาเล ตสฺมึ ปเทเส ฐตฺวา ตนฺติสฺสเรน คีตสฺสรํ คีตสฺสเรน ตนฺติสฺสรํ อนติกฺกมิตฺวา มธุเรน สทฺเทน คายิ ฯ กุมาโร สุณนฺโตว นิปชฺชิตฺวา สาธุ สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ปุนทิวเส อาสนฺนฏฺฐาเน ฐตฺวา คายิตุํ อาณาเปสิ ปุนทิวเส ฌานาคาเร ฐตฺวา คายิตุํ อาณาเปสิ ปุนทิวเส อตฺตโน สมีเป ฐตฺวาติ เอวํ อนุกฺกเมเนว ตณฺหํ อุปฺปาเทตฺวา โลกธมฺมํ เสวิตฺวา กามรสํ ญตฺวา มาตุคามํ นาม อญฺเญสํ น ทสฺสามีติ อสึ คเหตฺวา อนฺตรวีถึ โอตริตฺวา ปุริเส อนุพนฺธนฺโต วิจรติ ฯ อถ นํ ราชา คาหาเปตฺวา ตาย กุมาริกาย สทฺธึ นครา นีหราเปสิ ฯ อุโภปิ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อโธคงฺคํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ ปสฺเส คงฺคํ เอกสฺมึ สมุทฺทํ กตฺวา อุภินฺนมนฺตเร อสฺสมปทํ มาเปตฺวา วาสํ กปฺปยึสุ ฯ กุมาริกาปิ ปณฺณสาลายํ นิสีทิตฺวา กนฺทมูลผลานิ ปจติ ฯ โพธิสตฺโต อรญฺญโต ผลาผลํ อาหริ ฯ อเถกทิวสํ ตสฺมิมฺปิ ผลาผลตฺถาย คเต สมุทฺททีปโก เอโก ตาปโส ภิกฺขาจารเวลาย อากาเสน อาคจฺฉนฺโต ตํ ธูมํ ทิสฺวา อสฺสมปทํ โอตริ ฯ อถ นํ สา นิสีท ยาว ปจฺจตีติ นิสีทาเปตฺวา อิตฺถีกูเฏน ปโลเภตฺวา ฌานา หาเปตฺวา พฺรหฺมจริยมสฺส อนฺตรธาเปสิ ฯ โส ปกฺขจฺฉินฺนกาโก วิย หุตฺวา ตํ ชหิตุํ อสกฺโกนฺโต สพฺพทิวสํ ตตฺเถว ฐตฺวา สายณฺหสมเย โพธิสตฺตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เวเคน สมุทฺทาภิมุโข ปลายิ ฯ อถ นํ โส ปจฺจามิตฺโต เม อยํ ภวิสฺสตีติ อสึ อพฺพาหิตฺวา อนุพนฺธิ ฯ ตาปโส อากาเส อุปฺปตนาการํ ทสฺเสตฺวา สมุทฺเท ปติ ฯ โพธิสตฺโต เอส ตาปโส อากาเสนาคโต ภวิสฺสติ ฌานสฺส ปริหีนตฺตา สมุทฺเท ปติโต มยา อิทานิสฺส อวสฺสเยน ภวิตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา เวลนฺเต ฐตฺวา อิมา คาถา อโวจ

อภิชฺชมาเน วาริสฺมึ สยํ อาคมฺม อิทฺธิยา

มิสฺสีภาวิตฺถิยา คนฺตฺวา สํสีทสิ มหณฺณเว

อาวฏฺฏนี มหามายา พฺรหฺมจริยวิโกปนา

สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย

ยํ เอตา อุปฺเสวนฺติ ฉนฺทสา วา ธเนน วา

ชาตเวโทว สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นนฺติ ฯ

ตตฺถ อภิชฺชมาเน วาริสฺมินฺติ อิมสฺมึ อุทเก อจลมาเน อกมฺปมาเน อุทกํ อนามสิตฺวา สยํ อากาเสเนว อิทฺธิยา อาคนฺตฺวา ฯ มิสฺสีภาวิตฺถิยาติ โลกธมฺมเสวนวเสน อิตฺถิยา สทฺธึ มิสฺสีภาวํ ฯ อาวฏฺฏนี มหามายาติ อิตฺถิโย นาเมตา กามาวฏฺเฏน อาวฏฺฏนโต อาวฏฺฏนี อนนฺตาหิ อิตฺถีมายาหิ สมนฺนาคตตฺตา มหามายา นาม ฯ วุตฺตญฺเหตํ

มายา เจตา มรีจีว โสกา โรคา จุปทฺทวา

ขรา จ พนฺธนา เจตา มจฺจุปาสา คุหาสยา

ตาสุ โย วิสฺสเส โปโส โส นเรสุ นราธโมติ ฯ

ตตฺถ พฺรหฺมจริยวิโกปนาติ เสฏฺฐจริยสฺส เมถุนวิรติพฺรหฺมจริยสฺส วิโกปนา ฯ สีทนฺตีติ อิตฺถิโย นาเมตา อิสีนํ พฺรหฺมจริยสฺส วิโกปเนน อปาเยสุ สีทนฺติ ฯ เสสํ ปุริมนเยเนว โยเชตพฺพนฺติ ฯ

เอวํ ปน โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา ตาปโส สมุทฺทมชฺเฌ ฐิโตเยว นฏฺฐํ ฌานํ ปุน อุปฺปาเทตฺวา อากาเสน อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คโต ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อยํ ตาปโส เอวํภาวิโต สมาโน สิมฺพลีตูลํ วิย อากาเสน คโต มยาปิ อิมินา วิย ฌานํ อุปฺปาเทตฺวา อากาเสน จริตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส อสฺสมปทํ คนฺตฺวา ตํ อิตฺถึ มนุสฺสปถํ เนตฺวา คจฺฉ ตฺวนฺติ อุยฺโยเชตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มนุญฺเญ ภูมิภาเค อสฺสมปทํ มาเปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา อนิตฺถิคนฺธกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ

จุลฺลปโลภชาตกํ ตติยํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖๒. มุทุปาณิชาดกชาดกถัดไป๒๖๔. มหาปนาทชาดก