จุลลปโลภนชาดก
ว่าด้วยหญิงทำบุรุษให้งงงวย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๘๘ · บรรทัด ๒๑๓๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกเหมือนกันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อภิชฺชมาเน วาริสฺมึ ดังนี้.
๑. ในอรรถกถาเป็น จุลลปโลภ ฯได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้น ผู้ถูกนำมาที่โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นทูลรับเป็นสัตย์แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ชื่อว่าหญิงเหล่านี้ย่อมทำสัตว์ผู้บริสุทธ์ให้เศร้าหมอง ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์อันมีในกาลก่อนก็ทำให้เศร้าหมองเหมือนกัน อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เป็นผู้ไม่มีพระโอรส จึงตรัสกับนางสนมของพระองค์ว่าเธอทั้งหลายจะกระทำความปรารถนาเพื่อให้ได้บุตร. นางสนมเหล่านั้นจึงพากันปรารถนาบุตร. เมื่อกาลล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้พระโพธิสัตว์จึงจุติจากพรหมโลก บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี. พระโพธิสัตว์นั้นพอประสูติ พระชนกชนนีให้สรงสนานแล้วได้ประทานแก่พระนม เพื่อให้ดื่มถันธารา. พระโพธิสัตว์นั้นอันแม่นมทั้งหลายให้ดื่มน้ำนมอยู่ก็ทรงกรรแสง. ลำดับนั้น จึงได้ทรงประทานพระโพธิสัตว์นั้นให้แก่พระนมอื่น. ในมือของมาตุคามพระโพธิสัตว์ไม่เป็นผู้นิ่งเฉย. ลำดับนั้น จึงได้ประทานพระโพธิสัตว์นั้นเเก่บุรุษคนหนึ่งผู้เป็นข้าบาทมูลิกา. พอข้าบาทมูลิกาคนนั้นรับเอาเท่านั้นพระโพธิสัตว์ก็หยุดนิ่ง. ครั้นในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์นั้นพระชนกชนนีได้ทรงขนานพระนามว่า อนิตถิคันธกุมาร. ตั้งแต่นั้นมาบุรุษเท่านั้นจึงจะพาพระกุมารนั้นเที่ยวไป เมื่อจะให้ดื่มน้ำนม จะปิดและคลุมให้ดื่ม หรือวางถันในพระโอษฐ์ตามช่องพระวิสูตร. เมื่อพระกุมารแม้ประพฤติพระองค์ไป ๆ มา ๆ อยู่ ใคร ๆ ไม่อาจแสดงมาตุคามให้เห็น. ด้วยเหตุนั้น พระราชาจึงให้สร้างสถานที่ประทับนั่งเป็นต้นไว้ในที่ว่าง และให้สร้างฌานาคารหอคอย ไว้ภายนอกเธอพระกุมารนั้น. ในเวลาพระกุมารนั้นมีพระชันษา ๑๖ พรรษาพระราชาทรงพระดำริว่า เราไม่มีโอรสองค์อื่นอีก ส่วนกุมารนี้ไม่บริโภคกาม แม้ราชสมบัติก็ไม่ปรารถนา เราได้พระโอรสยากจริงหนอครั้งนั้น มีหญิงฟ้อนรุ่นสาวผู้หนึ่ง ฉลาดในการฟ้อนการขับร้องและการประโคม สามารถที่เล้าโลมบุรุษให้ตกอยู่ในอำนาจของตนได้เข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ทรงพระดำริเรื่องอะไรพระพุทธเจ้าข้า. ฝ่ายพระราชาก็ตรัสบอกเหตุนั้น. หญิงฟ้อนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เรื่องนั้นโปรดยกไว้ กระหม่อมฉันจักประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นให้รู้จักกามรส. พระราชาตรัสว่าถ้าเจ้าจักสามารถประเล้าประโลมอนิตถิคันธกุมารผู้โอรสของเราได้ไซร้ พระกุมารนั้นจักเป็นพระราชา ตัวเจ้าจักเป็นอัครมเหสี. หญิงฟ้อนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์เป็นเจ้า การประเล้าประโลมเป็นภาระของกระหม่อมฉัน พระองค์อย่าทรงปริวิตก ดังนี้แล้วเข้าไปหาคนผู้ทำหน้าที่อารักขาแล้วกล่าวว่า ในเวลาใกล้รุ่งเราจักมายืนที่หอคอยภายนอกพระวิสูตร ใกล้ที่บรรทมของพระลูกเจ้า แล้วจักขับร้อง ข้าพระราชกุมารจักทรงกริ้ว พวกท่านพึงบอกเรา เราจะหลบไปเสีย ถ้าทรงสดับ พวกท่านช่วยบอกแก่เราเช่นเดียวกัน. คนผู้ทำหน้าที่อารักขาทั้งหลายต่างพากันรับคำนาง. ฝ่ายหญิงฟ้อนนั้นในเวลาใกล้รุ่ง ได้ไปยืนอยู่ ณ ประเทศที่นั้น แล้วขับเสียงเพลงประสานกับเสียงพิณ บรรเลงเสียงพิณประสานกับเสียงเพลงขับ ด้วยเสียงอันไพเราะ. พระกุมารทรงบรรทมฟังอยู่ ทรงยอมรับว่า ดีมีประโยชน์. วันรุ่งขึ้น ทรงสั่งให้นางยืนขับร้องในที่ใกล้ รุ่งขึ้นวันที่สอง รับสั่งให้ยืนขับร้องในหอคอย รุ่งขึ้นวันที่สาม รับสั่งให้ยืนขับร้องในที่ใกล้กับพระองค์ ด้วยวิธีการอย่างนี้ พระองค์ทรงทำตัณหาให้เกิดขึ้นโดยลำดับ ๆ จนถึงส้องเสพโลกธรรม ได้รู้รสกามเข้าแล้ว ออกพระโอษฐ์ว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม เราจักไม่ยอมให้แก่ชายอื่นถือพระแสงดาบเสด็จลงสู่ท้องถนน เที่ยวไล่ติดตามบุรุษทั้งหลาย. ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้จับพระกุมารนั้นแล้วให้นำออกไปเสียจากพระนคร พร้อมกับกุมาริกานั้น. ฝ่ายพระกุมารและชายาทั้งสอง เสด็จเข้าป่าไปยังแม่น้ำคงคาด้านใต้ สร้างอาศรมอยู่ในระหว่างแม่น้ำคงคาและมหาสมุทร โดยมีแม่น้ำคงคาอยู่ด้านหนึ่งและมีมหาสมุทรอยู่ด้านหนึ่ง สำเร็จการอยู่ ณ ที่นั้น. ฝ่ายนางกุมาริกานั่งอยู่ในบรรณศาลา กำลังต้มหัวเผือกเหง้าไม้และผลไม้อยู่พระโพธิสัตว์นำผลาผลทั้งหลายมาจากป่า. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์แม้นั้นไปเพื่อต้องการผลหมากรากไม้ มีพระดาบสรูปหนึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะในมหาสมุทร เหาะมาทางอากาศในเวลาภิกขาจารเห็นควันไฟนั้นจึงลงยังอาศรม. ลำดับนั้น กุมาริกานั้น เชิญพระดาบสนั้นให้นั่ง โดยกล่าวว่า ท่านจงนั่งรอจนกว่าดิฉันจะต้มเสร็จ แล้วเล้าโลมด้วยความเด่นของหญิง ให้เสื่อมจากฌาน ทำพรหมจรรย์ของดาบสนั้นให้อันตรธานหายไป. พระดาบสนั้นเป็นเหมือนกาปีกหักไม่อาจละนางกุมาริกานั้นไปได้คงอยู่ในที่นั้นเองตลอดทั้งวัน ในเวลาเย็นเห็นพระโพธิสัตว์มา จึงรีบหนีบ่ายหน้าไปทางมหาสมุทร. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงชักดาบออกไล่ติดตามดาบสนั้นไปด้วยเข้าใจว่าผู้นี้จักเป็นศัตรูของเรา. พระดาบสแสดงอาการจะเหาะขึ้นในอากาศจึงตกลงไปในมหาสมุทร. พระโพธิสัตว์คิดว่า ดาบสผู้นี้จักมาทางอากาศ เพราะฌานเสื่อมจึงตกลงในมหาสมุทร บัดนี้ เราควรจะเป็นที่พึ่งอาศัยของดาบสนี้ แล้วยืนที่ชายฝั่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
เมื่อน้ำไม่กระเพื่อม ดาบสนี้มาได้ด้วยฤทธิ์เอง ครั้นถึงความระคนด้วยหญิงก็จมลงในห้วงมหรรณพ. ธรรมดาว่า หญิงเหล่านี้ เป็นผู้ทำบุรุษให้งงงวย มีมายามากและยังพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมจมลงในอบาย บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้แล้ว พึงหลีกเว้นเสียให้ห่างไกล. หญิงเหล่านั้นย่อมเข้าไปคบหาบุรุษใดเพราะความรักใคร่พอใจ หรือเพราะทรัพย์เขาย่อมเผาบุรุษนั้นเสียฉับพลันเปรียบเหมือนไฟไหม้ที่ของตนเองฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิชฺชมเน วาริสฺมึ ความว่าเมื่อน้ำนี้ไม่ไหวคือไม่กระเพื่อม พระดาบสไม่ถูกต้องน้ำ มาด้วยฤทธิ์ทางอากาศด้วยตนเอง. บทว่า มิสฺสีภาวิตฺถิย ได้แก่ ภาวะที่ระคนกับหญิงด้วยอำนาจการเสพโลกธรรม. บทว่า อาวฎฺฏนี มหามายาความว่า ธรรมดาหญิงเหล่านี้ ชื่อว่าทำบุรุษให้เวียนมา เพราะให้เวียนมาด้วยกามคุณ ชื่อว่ามีมายามาก เพราะประกอบด้วยมายาหญิงหาที่สุดมิได้. สมจริงดังที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า :-
หญิงทั้งหลายนี้เป็นผู้มีมายาดุจพยับแดด ความโศก โรค และอันตรายย่อมเกิดแก่ผู้สมาคมกับหญิง ร่ำไป อนึ่ง หญิงทั้งหลาย กล้าแข็ง เป็นดุจเครื่องผูก เป็นบ่วงแห่งมัจจุราช และมีมหาภูตรูปดุจคูหาเป็นที่อาศัย บุรุษใดคุ้นเคยในหญิงเหล่านั้น บุรุษนั้นเท่ากับคนอาธรรม์ในนรชนทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจริยวิโกปนา ความว่ายังความประพฤติอันประเสริฐ คือเมถุนริรัตพรหมจรรย์ให้กำเริบ. บทว่า สีทนฺติ ความว่า ธรรมดาหญิงเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมจมลงในอบายทั้งหลาย เพราะทำพรหมจรรย์ของพวกฤๅษีให้กำเริบ. คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยก่อนนั่นแล. ฝ่ายพระดาบส ครั้นได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้วยืนอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรนั้นเอง ทำฌานที่เสื่อมให้กลับเกิดขึ้นอีกแล้วไปยังที่อยู่ของตนทางอากาศ. พระโพธิสัตว์คิดว่า พระดาบสนี้เป็นผู้อบรมมาแล้วอย่างนี้ ไปทางอากาศเหมือนปุยนุ่น แม้เราก็ควรทำฌานให้เกิดแล้วไปทางอากาศเหมือนพระดาบสนี้. ครั้นคิดแล้วก็ไปยังอาศรม นำหญิงนั้นไปส่งยังถิ่นมนุษย์แล้วส่งไปด้วยคำว่าเจ้าจงกลับไปเถิด เสร็จแล้วก็เข้าป่าสร้างอาศรมในภูมิภาคอันรื่นรมย์แล้วบวชเป็นฤๅษีกระทำกสิณบริกรรมยังอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าพระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจจธรรมทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ก็อนิตถิคันธกุมารในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจุลลปโลภนชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๐๘–๑๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
cullapalobhajātakaṃ
abhijjamāne vārisminti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ ukkaṇṭhitabhikkhumeva ārabbha kathesi.
Taṃ hi satthā dhammasabhāyaṃ ānītaṃ saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitosīti pucchitvā saccanti vutte bhikkhu itthiyo nāmetā na idāneva purāṇake suddhasattepi saṅkilessantīti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatto rājā pana aputtako hutvā attano itthiyo puttapaṭṭhanaṃ karothāti āha. Tā putte paṭṭhenti. Evaṃ addhāne gate bodhisatto brahmalokā cavitvā aggamahesiyā kucchimhi nibbatti. Taṃ jātamattaṃ nhāpetvā thaññaṃ pāyanatthāya dhātiyā adaṃsu. Dhātīhi so pāyamāno rodati. Atha naṃ aññissā adaṃsu. Mātugāmahatthe neva tuṇhī hoti. Atha naṃ ekassa pādamūlikassa adaṃsu. Tena gahitamattoyeva tuṇhī Ahosi. Athassa nāmaggahaṇadivase anitthigandhakumāroti nāmaṃ kariṃsu. Tato paṭṭhāya purisāva taṃ gahetvā caranti thaññaṃ pāyentā pidahitvā ca pārupitvā ca pāyenti sāṇiantarena vā thanaṃ mukhe ṭhapenti. Tassa aparāparaṃ parivattamānassāpi mātugāmaṃ nāma dassetuṃ na sakkā tenassa rājā visuññeva nisajjādiṭṭhānaṃ bahi jhānāgārañca kārāpesi. So tassa soḷasavassikakāle cintesi mayhaṃ putto añño natthi ayaṃ pana kumāro kāme na paribhuñjati rajjampi na icchissati dulladdho vata me puttoti. Atha naṃ ekā naccagītavāditakusalā purise palobhetvā attano vase kātuṃ paṭibalā taruṇanāṭakitthī upasaṅkamitvā deva kiṃ tumhe cintayitthāti āha. Rājā pana taṃ kāraṇaṃ ācikkhi. Hotu deva ahantaṃ palobhetvā kāmarasaṃ jānāpessāmīti. Sace me puttaṃ anitthigandhakumāraṃ palobhetuṃ sakkhissasi so rājā bhavissati tvaṃ aggamahesīti. Sāmi mayhaṃ palobhabhāvo bhāro tumhe mā cintayitthāti vatvā ārakkhamanusse upasaṅkamitvā āha ahaṃ paccūsasamaye āgantvā ayyaputtassa sayitaṭṭhāne bahisāṇiyā jhānāgāre ṭhatvā gāyissāmi sace kujjhissati mayhaṃ katheyyātha ahaṃ apagaccheyyāmi sace suṇāti mameva katheyyāthāti. Te sādhūti sampaṭicchiṃsu. Sāpi paccūsakāle tasmiṃ padese ṭhatvā tantissarena gītassaraṃ gītassarena tantissaraṃ anatikkamitvā madhurena saddena gāyi. Kumāro suṇantova nipajjitvā sādhu sādhūti sampaṭicchi. Punadivase Āsannaṭṭhāne ṭhatvā gāyituṃ āṇāpesi punadivase jhānāgāre ṭhatvā gāyituṃ āṇāpesi punadivase attano samīpe ṭhatvāti evaṃ anukkameneva taṇhaṃ uppādetvā lokadhammaṃ sevitvā kāmarasaṃ ñatvā mātugāmaṃ nāma aññesaṃ na dassāmīti asiṃ gahetvā antaravīthiṃ otaritvā purise anubandhanto vicarati. Atha naṃ rājā gāhāpetvā tāya kumārikāya saddhiṃ nagarā nīharāpesi. Ubhopi araññaṃ pavisitvā adhogaṅgaṃ gantvā ekasmiṃ passe gaṅgaṃ ekasmiṃ samuddaṃ katvā ubhinnamantare assamapadaṃ māpetvā vāsaṃ kappayiṃsu. Kumārikāpi paṇṇasālāyaṃ nisīditvā kandamūlaphalāni pacati. Bodhisatto araññato phalāphalaṃ āhari. Athekadivasaṃ tasmimpi phalāphalatthāya gate samuddadīpako eko tāpaso bhikkhācāravelāya ākāsena āgacchanto taṃ dhūmaṃ disvā assamapadaṃ otari. Atha naṃ sā nisīda yāva paccatīti nisīdāpetvā itthīkūṭena palobhetvā jhānā hāpetvā brahmacariyamassa antaradhāpesi. So pakkhacchinnakāko viya hutvā taṃ jahituṃ asakkonto sabbadivasaṃ tattheva ṭhatvā sāyaṇhasamaye bodhisattaṃ āgacchantaṃ disvā vegena samuddābhimukho palāyi. Atha naṃ so paccāmitto me ayaṃ bhavissatīti asiṃ abbāhitvā anubandhi. Tāpaso ākāse uppatanākāraṃ dassetvā samudde pati. Bodhisatto esa tāpaso ākāsenāgato bhavissati jhānassa parihīnattā samudde patito mayā idānissa avassayena bhavituṃ vaṭṭatīti cintetvā velante ṭhatvā imā gāthā avoca
Abhijjamāne vārismiṃ sayaṃ āgamma iddhiyā
missībhāvitthiyā gantvā saṃsīdasi mahaṇṇave
āvaṭṭanī mahāmāyā brahmacariyavikopanā
sīdanti naṃ viditvāna ārakā parivajjaye
yaṃ etā upsevanti chandasā vā dhanena vā
jātavedova saṇṭhānaṃ khippaṃ anudahanti nanti.
Tattha abhijjamāne vārisminti imasmiṃ udake acalamāne akampamāne udakaṃ anāmasitvā sayaṃ ākāseneva iddhiyā āgantvā. Missībhāvitthiyāti lokadhammasevanavasena itthiyā saddhiṃ missībhāvaṃ. Āvaṭṭanī mahāmāyāti itthiyo nāmetā kāmāvaṭṭena āvaṭṭanato āvaṭṭanī anantāhi itthīmāyāhi samannāgatattā mahāmāyā nāma. Vuttañhetaṃ
māyā cetā marīcīva sokā rogā cupaddavā
kharā ca bandhanā cetā maccupāsā guhāsayā
tāsu yo vissase poso so naresu narādhamoti.
Tattha brahmacariyavikopanāti seṭṭhacariyassa methunaviratibrahmacariyassa vikopanā. Sīdantīti itthiyo nāmetā isīnaṃ brahmacariyassa vikopanena apāyesu sīdanti. Sesaṃ purimanayeneva yojetabbanti.
Evaṃ pana bodhisattassa vacanaṃ sutvā tāpaso samuddamajjhe ṭhitoyeva naṭṭhaṃ jhānaṃ puna uppādetvā ākāsena attano vasanaṭṭhānameva gato. Bodhisatto cintesi ayaṃ tāpaso evaṃbhāvito Samāno simbalītūlaṃ viya ākāsena gato mayāpi iminā viya jhānaṃ uppādetvā ākāsena carituṃ vaṭṭatīti. So assamapadaṃ gantvā taṃ itthiṃ manussapathaṃ netvā gaccha tvanti uyyojetvā araññaṃ pavisitvā manuññe bhūmibhāge assamapadaṃ māpetvā isipabbajjaṃ pabbajitvā kasiṇaparikammaṃ katvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā brahmalokaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā anitthigandhakumāro pana ahamevāti.
Cullapalobhajātakaṃ tatiyaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗