ขุรัปปชาดก
ว่าด้วยถึงคราวกล้าควรกล้า
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้และความเพียรรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทิสฺวา ขุรปฺเป ดังนี้ความว่า พระศาสดาทรงตรัสกะภิกษุนั้นผู้ถูกนำมาในโรงธรรมสภาว่า ได้ยินว่า เธอสละความเพียรจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์อย่างนี้ เพราะเหตุไรจึงละความเพียรเสีย โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่สละความเพียร แม้ในฐานะไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลผู้รักษา แห่งหนึ่ง พอเจริญวัยมีบุรุษ ๕๐๐ เป็นบริวาร เป็นหัวหน้าคนทั้งปวง ในบรรดาคนผู้รักษาดง สำเร็จการอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งที่ปากดง. ก็หัวหน้าผู้รักษาดงนั้นรับจ้างพาพวกมนุษย์ให้ข้ามดง. ครั้นวันหนึ่ง บุตรพ่อค้าชาวเมืองพาราณสีกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม มาถึงบ้านนั้น เรียกหัวหน้าผู้รักษาดงนั้นมาพูดว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงรับทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วพาเราให้ข้ามพ้นดง. เขารับคำแล้วถือเอาทรัพย์ ๑,๐๐๐ จากมือของบุตรพ่อค้านั้น เมื่อรับค่าจ้างอย่างนี้ จะต้องสละชีวิตเพื่อบุตรพ่อค้านั้น. เขาพาบุตรพ่อค้านั้นเข้าดง. พวกโจร ๕๐๐ ซุ้มอยู่กลางดง. บุรุษที่เหลือพอแลเห็นพวกโจรเท่านั้นพากันนอนราบ. หัวหน้าผู้อารักขาคนเดียวเท่านั้นเปล่งสีหนาทวิ่งเข้าประหัตประหาร ให้พวกโจร๕๐๐ หนีไป. ให้บุตรพ่อค้าข้ามพ้นทางกันดารโดยปลอดภัย. ฝ่ายบุตรพ่อค้าให้หมู่เกวียนพักอยู่ในที่ห่างไกลทางกันดารแล้ว ให้หัวหน้าผู้อารักขาบริโภคโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ส่วนตนเองบริโภคอาหารเช้าแล้วนั่งสบาย เจรจาอยู่กับหัวหน้าผู้อารักขานั้น เมื่อจะถามว่า ดูก่อนสหาย ในเวลาที่พวกโจรผู้ร้ายกาจเห็นปานนั้นจับอาวุธกรูเข้ามาเพราะเหตุไรหนอ แม้ความสดุ้งตกใจกลัวก็ไม่เกิดขึ้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-
เมื่อท่านเห็นพวภโจรยิ่งลูกธนูอันแหลมคม ถือดาบอันคมกล้าซึ่งขัดด้วยน้ำมันเมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึงไม่มีความครั่นคร้าม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนุเวคนุณฺเณ ได้แก่ ยิงไปด้วยกำลังลูกธนู. บทว่า ขคฺเค คหิเต ได้แก่ ถือดาบด้ามงาอย่างกระชับ. บทว่า มรเณ วิรุฬฺเห ได้แก่ เมื่อความตายปรากฏ. บทว่า กสฺมา น เต นาหุ ความว่า เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่มีความสาดุ้งตกใจ. บทว่า ฉมฺภิตตฺตํ ได้แก่ ตัวสั่น. หัวหน้าผู้ทำหน้าที่อารักขาได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒คาถานอกนี้ว่า :-
เมื่อเราเห็นพวกโจรยิ่งลูกธนูอันแหลมคม ถือดาบอันคมกล้าซึ่งขัดแล้วด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้วเรากลับได้ความยินดีและความโสมนัสมากยิ่ง. เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้วก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้ เพราะว่าชีวิตของเรา เราได้สละมาแต่ก่อนแล้ว ก็บุคคลผู้กล้าหาญ เมื่อทำความอาลัยในชีวิตอยู่ จะพึงกระทำกิจของตนผู้กล้าหาญในกาลบางคราวหาได้ไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวทํ อลตฺถํ คือกลับได้ความยินดีและโสมนัส. บทว่า วิปุลํ แปลว่า มาก. บทว่า อุฬารํ แปลว่า ยิ่ง. บทว่า อุชฺฌภวึ ได้แก่ บริจาคชีวิตครอบงำแล้ว. บทว่า ปุพฺเพว เม ชีวิตมาสิ จตฺตํ ความว่า เพราะว่าเราเมื่อรับค่าจ้างจากมือของท่านในตอนก่อนนั่นแล ได้สละชีวิตแล้ว. บทว่าน หิ ชีวิเต อาลยํ กุพฺพมาโน ความว่า บุคคลผู้กล้าหาญ เมื่อยังกระทำเสน่หา ความยินดีในชีวิตอยู่ จะพึงทำกิจของผู้กล้าหาญแม้ในกาลบางคราว หาได้ไม่. หัวหน้าผู้ทำหน้าที่อารักขานั้น ทำบุตรของพ่อค้าให้รู้ว่าตนได้ทำกิจของตนกล้าหาญแล้ว เพราะได้สละความยินดีในชีวิตซึ่งสละให้ไว้ในอำนาจของคนอื่น ได้ส่งบุตรพ่อค้าไปแล้ว กลับมายังบ้านของตนตามเดิม ทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ไปตามยถากรรมแล้ว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้สละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัต. ก็หัวหน้าคนทำการอารักขาในกาลนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาขุรัปปชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๒๓–๑๒๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ขุรปฺปชาตกํ
ทิสฺวา ขุรปฺเปติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โอสฏฺฐวิริยํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ หิ สตฺถา ธมฺมสภายํ อานีตํ สจฺจํ กิร ตฺวํ โอสฏฺฐวิริโยติ วตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ กสฺมา ตฺวํ เอวํ นิยฺยานิเก สาสเน ปพฺพชิตฺวา วิริยํ โอสชฺชิ โปราณกปณฺฑิตา อนิยฺยานิกฏฺฐาเนปิ วิริยํ น โอสชฺเชนฺตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ อฏวีอารกฺขิกกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ปญฺจปุริสสตปริวาโร อฏวีอารกฺขิเกสุ สพฺพเชฏฺฐโก หุตฺวา อฏวีมุเข เอกสฺมึ คาเม วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส ปน ภตึ คเหตฺวา มนุสฺเส อฏวึ อติกฺกาเมติ ฯ อเถกสฺมึ ทิวเส พาราณเสโก ๑- สตฺถวาหปุตฺโต ปญฺจหิ สกฏสเตหิ ตํ คามํ ปตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา สมฺม สหสฺสํ คเหตฺวา มํ อฏวึ อติกฺกาเมหีติ อาห ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตสฺส หตฺถโต สหสฺสํ คณฺหิ ภตึ คณฺหนฺโตเยว ตสฺส ชีวิตํ ปริจฺจชิ ฯ โส ตํ อาทาย อฏวึ ปาวิสิ ฯ อฏวีมชฺเฌ ปญฺจสตา โจรา อุฏฺฐหึสุ ฯ โจเร ทิสฺวาว เสสปุริสา อุเรน นิปชฺชึสุ ฯ อารกฺขิกเชฏฺฐโก เอโกว นทนฺโต วคฺคนฺโต ปหริตฺวา ปญฺจสตโจเร ปลาเปตฺวา สตฺถวาหปุตฺตํ โสตฺถินา กนฺตารํ ตาเรสิ ฯ สตฺถวาหปุตฺโต ปน ปรกนฺตาเร สตฺถํ นิเวเสตฺวา อารกฺขิกเชฏฺฐกํ นานคฺครสโภชนํ โภเชตฺวา สยมฺปิ ภุตฺตปาตราโส สุขนิสินฺโน เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต สมฺม ตถาทารุณานํ นาม โจรานํ อาวุธานิ คเหตฺวา อวตฺถรณกาเล เกน นุโข การเณน จิตฺตุตฺราสมตฺตมฺปิ น อุปฺปนฺนนฺติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
ทิสฺวา ขุรปฺเป ธนุเวคนุณฺเณ ๒-
ขคฺเค คหิเต ติกฺขิเณ เตลโธเต
ตสฺมึ ภยสฺมึ มรเณ วิรุฬฺเห
กสฺมา นุ เต นาหุ ฉมฺภิตตฺตนฺติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ พาราณเสยฺยโก ฯ ๒ ธนุเวคนุนฺเน ฯ
ตตฺถ ธนุเวคนุณฺเณติ ธนุเวเคน วิสฏฺเฐ ฯ ขคฺเค คหิเตติ ถรุทนฺเต สุคฺคหิเต ขคฺเค ฯ มรเณ วิรุฬฺเหติ มรเณ ปจฺจุปฏฺฐิเต ฯ กสฺมา นุ เต นาหติ เกน นุโข การเณน เต นาโหสิ ฯ ฉมฺภิตตฺตนฺติ สรีรจลนํ ฯ
ตํ สุตฺวา อารกฺขิกเชฏฺฐโก อิตรา เทฺว คาถา อภาสิ
ทิสฺวา ขุรปฺเป ธนุเวคนุณฺเณ
ขคฺเค คหิเต ติกฺขิเณ เตลโธเต
ตสฺมึ ภยสฺมึ มรเณ วิรุฬฺเห
เวทํ อลตฺถํ วิปุลํ อุฬารํ
โส เวทชาโต อชฺฌภวึ อมิตฺเต
ปุพฺเพว เม ชีวิตมาสิ จตฺตํ
น หิ ชีวิเต อาลยํ กุพฺพมาโน
สูโร กยิรา สูรกิจฺจํ กทาจีติ ฯ
ตตฺถ เวทํ อลตฺถนฺติ ตุฏฺฐิญฺเจว โสมนสฺสญฺจ ปฏิลภึ ฯ วิปุลนฺติ พหุํ ฯ อุฬารนฺติ อุตฺตมํ ฯ อชฺฌภวินฺติ ชีวิตํ ปริจฺจชิตฺวา อภิภวึ ฯ ปุพฺเพว เม ชีวิตมาสิ จตฺตนฺติ มยา หิ ปุพฺเพว ตว หตฺถโต ภตึ คณฺหนฺเตน ชีวิตํ จตฺตมาสิ ฯ น หิ ชีวิเต อาลยํ กุพฺพมาโนติ ชีวิตสฺมึ สิเนหํ นิกนฺตึ กุรุมาโน สูโร สูรกิจฺจํ กทาจิปิ น หิ กโรติ ฯ
เอวํ โส ปรวเส วิสชฺชนฺเต ชีวิเต นิกนฺติยา วิสฏฺฐตฺตา อตฺตโน สูรกิจฺจสฺส กตภาวํ ญาเปตฺวา สตฺถวาหปุตฺตํ อุยฺโยเชตฺวา สกคามเมว ปจฺจาคนฺตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โอสฏฺฐวิริโย ภิกฺขุ อรหตฺเต ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา อารกฺขิกเชฏฺฐโก ปน อหเมวาติ ฯ
ขุรปฺปชาตกํ ปญฺจมํ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗