ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุวรรณกักกฏกชาดก
ชาดกที่ ๒๖๗ · ติกนิบาตชาดก · ปทุมวรรค

สุวรรณกักกฏกชาดก

ว่าด้วยปูทอง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐๐ · บรรทัด ๒๑๘๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุวรรณกักกฏกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภหญิงคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สิงฺคี มิโค ดังนี้. ได้ยินว่า ในเมืองสาวัตถี มีกฎุมพีคนหนึ่งพาภรรยาของตนไปยังชนบท เพื่อต้องการชำระหนี้สินให้หมดไป ครั้นชำระหนี้สินหมดแล้วก็เดินทางมา ถูกพวกโจรจับในระหว่างทาง. ก็ภรรยาของกฎุมพีนั้นเป็นคนมีรูปสวยงามน่าเลื่อมใสยินดี. หัวหน้าโจรปรารภจะฆ่ากฎุมพีเสีย เพราะความเสน่หาในนาง แต่นางเป็นสตรีมีศีล สมบูรณ์ด้วยอาจารมารยาท เคารพสามีดุจเทวดา. นางจึงหมอบลงแทบเท้าของหัวหน้าโจรอ้อนวอนว่า ข้าแต่นายโจรผู้เป็นเจ้า ถ้าท่านมีความเสน่หาดิฉัน ท่านอย่าฆ่าสามีของดิฉันเลย ถ้าท่านนักฆ่า ดิฉันจักกินยาพิษหรือกลั้นลมหายใจตาย ก็ดิฉันจักไม่ไปกับท่าน ท่านอย่าฆ่าสามีของดิฉันโดยใช่เหตุเลย แล้วขอให้ปล่อยสามีนั้นไป. ฝ่ายสามีภรรยาทั้งสองนั้นถึงเมืองสาวัตถีโดยปลอดภัย เดินทางมาทางด้านหลังวิหารพระเชตวัน เข้าไปยังพระวิหารดื่มน้ำแล้วหารือกันว่าจักถวายบังคมพระศาสดา จึงเข้าไปยังบริเวณพระคันธกุฎี ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามนสามีภรรยาทั้งสองนั้นว่าไปไหนมา เขาทั้งสองจึงกราบทูลว่า ไปชำระหนี้สินมา พระเจ้าข้า. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ก็ในระหว่างทาง พวกท่านมากันโดยไม่มีความป่วยไข้หรือ กฎุมพีจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญในระหว่างทาง พวกโจรจับข้าพระองค์ทั้งสอง ในตอนนั้น ภรรยาของข้าพระองค์คนนี้ได้อ้อนวอนนายโจรผู้จะฆ่าข้าพระองค์ ให้ปล่อยตัวมา เพราะอาศัยภรรยาผู้นี้ ข้าพระองค์ได้รอดชีวิตมาพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก มิใช่บัดนี้เท่านั้น ที่สตรีผู้นี้ได้ให้ชีวิตแก่ท่าน ถึงในกาลก่อน ก็ได้ให้แม้แก่บัณฑิตทั้งหลายอันกฎุมพีนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี มีห้วงน้ำใหญ่อยู่ใกล้หิมวันตประเทศ. ในห้วงน้ำใหญ่นั้นได้มีปูทองตัวใหญ่อาศัยอยู่. ห้วงน้ำใหญ่นั้น ปรากฏชื่อว่า กุฬีรรหทะแปลว่า หนองปู เพราะเป็นที่อยู่ของปูทองตัวนั้น. ปูทองนั้นใหญ่โตขนาดเท่าลานนวดข้าว จับช้างกิน เพราะกลัวปูทองนั้น ช้างทั้งหลายไม่อาจลงห้วงน้ำนั้นหาอาหารกิน. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในครรภ์นางช้างพัง เพราะอาศัย ช้างจ่าฝูงในฝูงช้างที่อาศัยกุฬีรรหทะสระอยู่. ลำดับนั้น มาราดาของพระโพธิสัตว์นั้นคิดว่าจักรักษาครรภ์จึงไปยังถิ่นภูเขาอื่นรักษาครรภ์อยู่จนคลอดบุตร. พระโพธิสัตว์นั้นรู้เดียงสาขึ้นโดยลำดับ มีบริวารมาก สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงาม เป็นคล้ายกับภูเขาอันชัน. พระโพธิสัตว์นั้นอยู่ร่วมกับนางช้างพังเชือกหนึ่ง คิดว่าจักจับปู จึงพาภรรยาและมารดาของตนเข้าฝูงช้างนั้นพบกับบิดาจึงกล่าวว่า พ่อฉันจักจับปู. ลำดับนั้นบิดาได้ห้ามเขาว่า เจ้าจักไม่สามารถนะลูก. พระโพธิสัตว์พูดกะบิดาผู้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า ท่านจักรู้กำลังของข้าพเจ้า. พระโพธิสัตว์นั้นจึงให้ประชุมช้างทั้งหมดที่เข้าไปอาศัยห้วงน้ำกุฬีระอยู่เดินไปใกล้ห้วงน้ำพร้อมกับช้างทั้งปวงแล้วถามว่า ปูนั้นจับช้างในเวลาลง ในเวลาหาอาหาร หรือในเวลาขึ้น ได้ฟังว่า ในเวลาขึ้นจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น แม้พวกท่านจงลงห้วงน้ำกุฬีระ. หาอาหารกินจนเพียงพอแล้วขึ้นมาก่อน เราจักอยู่ข้างหลัง. ช้างทั้งหลายได้การทำอย่างนั้น. ปูจึงเอาก้ามทั้งคู่หนีบสองเท้าพระโพธิสัตว์ซึ่งขึ้นภายหลังไว้แน่น เหมือนช่างทองเอาคีมใหญ่หนีบซี่เหล็กฉะนั้น. นางช้างไม่ละทิ้งพระโพธิสัตว์ ได้ยืนอยู่ในที่ใกล้ ๆ นั่นแหละ. พระโพธิสัตว์ดังก็ไม่สามารถทำให้ปูเขยื้อน. ส่วนปูลากพระโพธิสัตว์มาให้ตรงปากตน. พระโพธิสัตว์ถูกมรณภัยคุกคาม จึงร้องว่าติดก้ามปู. ช้างทั้งปวงกลัวมรณภัย ส่งเสียงร้องก้องโกญจนาทขี้เยี่ยวราดหนีไป. ฝ่ายนางช้างก็ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้เริ่มจะหนีไป. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทำให้นางเข้าใจว่าตนถูกหนีบไว้ เพื่อจะไม่ให้นางหนีไปจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ปูทองมีนัยน์ตายาว มีหนังเป็นกระดูกอาศัยขอยู่ในน้ำ ไม่มีขน ฉันถูกปูทองนั้นหนีบไว้แล้ว จึงร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าอย่าทิ้งฉันผู้คู่ชีวิตเสียเลย. บรรดาบทเหล่านั้น ทว่า สิงฺคี มิโค ได้แก่ มฤคมีสีเหมือนสีทอง มีเขา อธิบายว่า ชื่อว่ามีเขา เพราะประกอบด้วยก้ามทั้งสองอันยังกิจที่จะพึงทำด้วยเขาให้สำเร็จ. ส่วนกุฬีระคือปู ท่านเรียกว่ามิคะคือมฤคในที่นี้โดยถือเอาอย่างรวบยอด. ในบทว่า อายตจกฺขุเนตฺโต นี้ที่ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าเห็น, ที่ชื่อว่าเนตรเพราะอรรถว่านำไป, เนตรกล่าวคือจักษุของปูนั้นยาว เพราะเหตุนั้นชื่อว่ามีเนตรคือจักษุยาว อธิบายว่ามีนัยน์ตายาว. ชื่อว่ามีหนังเป็นกระดูก เพราะกระดูกเท่านั้นทำกิจคือหน้าที่ของหนังให้สำเร็จแก่ปูนั้น. บทว่า เตนาภิภูโต ความว่า ถูกมฤคนั้นนั่นแหละครอบงำคือท่วมทับ ได้แก่จับไว้เคลื่อนไหวไม่ได้. บทว่า กปณํ รุทามิความว่า เราเป็นผู้ถึงความเป็นผู้น่ากรุณาร้องคร่ำครวญอยู่. บทว่ามา เหว มํ ความว่า ท่านอย่าได้ทอดทิ้งข้าพเจ้าผู้เป็นสามที่รักผู้เสมอกับลมปราณของตน ผู้ถึงความพินาศเห็นปานนี้. ลำดับนั้น ช้างพังนั้นจึงหันกลับ เมื่อจะปลอบโยนพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ข้าแต่เจ้า ดิฉันจักไม่ละทิ้งท่านผู้เป็นช้างทรงกำลังถึง ๖๐ ปี ท่านย่อมเป็นที่รักใคร่อย่างยิ่งของดิฉัน ยิ่งกว่าปฐพีอันมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺิหายนํ ความว่า ก็ในเวลามีอายุ ๖๐ ปี โดยกำเนิด ช้างทั้งหลายย่อมเสื่อมถอยกำลัง ดิฉันนั้นจักไม่ละทิ้งท่านผู้สมบูรณ์ด้วยกำลังอย่างนี้ ผู้ถึงความพินาศ ท่านอย่ากลัว เพราะว่าท่านเป็นที่รักยิ่งของดิฉัน กว่าปฐพีนี้อันตั้งจรดมหาสมุทรในทิศทั้ง ๔ ชื่อว่ามีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นแดนสุด. ครั้นนางช้างทำพระโพธิสัตว์นั้นให้เข้มแข็ง แล้วจึงกล่าวว่าข้าแต่ท่านผู้เป็นเจ้า บัดนี้ ดิฉันเมื่อได้สนทนาปราศรัยกับปูทองสักหน่อย จักให้ปล่อยท่าน เมื่อจะอ้อนวอนปูทองจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

ปูเหล่าใด อยู่ในมหาสมุทรก็ดี ในแม่น้ำคงคาก็ดี ในแม่น้ำยมุนาก็ดี ท่านเป็นสัตว์น้ำผู้ประเสริฐกว่าปูเหล่านั้น ขอท่านจงปล่อยสามีของดิฉันผู้ร้องไห้อยู่เถิด. เนื้อความของคำที่เป็นคาถานั้นว่า ปูเหล่าใดในมหาสมุทรก็ดีในแม่น้ำคงคาหรือยมุนาก็ดี ท่านเท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าปูเหล่านั้นทั้งหมด โดยความถึงพร้อมด้วยวรรณะและโดยความเป็นใหญ่ด้วยเหตุนั้น ดิฉันจึงขออ้อนวอนท่าน ขอท่านโปรดปล่อยสามีของดิฉันผู้กำลังร้องไห้อยู่เถิด. เมื่อนางช้างนั้นกำลังพูดอยู่ ปูได้ถือนิมิตในเสียงหญิง เป็นผู้มีใจถูกดึงลง จึงอ้าก้ามจากเท้าช้างหาได้รู้อะไรบ้างว่า ช้างนี้เราปล่อยแล้วจักกระทำชื่อสิ่งนี้. ลำดับนั้น ช้างจึงยกเท้าเหยียบหลังนั้นกระดองพังทลายไปในทันทีนั่นเอง ช้างร้องขึ้นด้วยความยินดี. ช้างทั้งปวงจึงประชุมกันนำเอาปูไปวางบนบก กระทืบให้ละเอียดเป็นจุรณวิจุรณไป. ก้ามทั้งสองปูนั้นแตกออกจากร่างกระเด็นตกไปยังส่วนข้างหนึ่ง. ก็ห้วงน้ำที่มีปูอยู่นั้นเนื่องเป็นอันเดียวกันกับแม่น้ำคงคา ในเวลาที่แม่น้ำคงคาเต็ม ก็เต็มไปด้วยน้ำในแม่น้ำคงคาเมื่อน้ำแม่น้ำคงคาน้อย น้ำในห้วงก็ไหลลงสู่แม่น้ำคงคา. ครั้งนั้นก้ามปูแม้ทั้งสองก้ามนั้นก็ลอยไปในแม่น้ำคงคา. ในก้ามปูสองก้ามนั้นก้ามหนึ่งลอยเข้าไปยังมหาสมุทร พระราชาพี่น้อง ๑๐ องค์ เล่นน้ำอยู่ ได้ไปก้ามหนึ่งกระทำตระโพนชื่อว่าอณิกมุทิงคะ ส่วนอีกก้ามที่ลอยเข้าไปยังมหาสมุทร พวกอสูรถือเอาไปแล้วให้กระทำเป็นกลองชื่ออฬัมพรเภรี. ในกาลต่อมา พวกอสูรเหล่านั้นถูกท้าวสักกะให้พ่ายแพ้ในสงคราม จึงทิ้งอฬัมพรเภรีนั้นหลบหนีไป. ลำดับนั้นท้าวสักกะให้ยึดเอาอฬัมพรเภรีนั้นมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่พระองค์. อาจารย์บางพวกหมายเอากลองนั้นกล่าวว่า กลองอฬัมพระดังกระหึ่มดุจเมฆคำรามฉะนั้นพระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ สามีภรรยาแม้ทั้งสองก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ช้างพังในกาลนั้น ได้เป็นอุบาสิกาผู้นี้ ส่วนช้าง คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๓๕–๑๔๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สุวณฺณกกฺกฏกชาตกํ

สิงฺคี มิโคติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ อิตฺถึ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิเรโก กุฏุมฺพิโก อตฺตโน ภริยํ คเหตฺวา อุทฺธารโสธนตฺถาย ชนปทํ คโต อุทฺธารํ โสเธตฺวา อาคจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค โจเรหิ คหิโต ฯ ภริยา ปนสฺส อภิรูปา ปาสาทิกา ฯ โจรเชฏฺฐโก ตสฺสา สิเนเหน กุฏุมฺพิกํ มาเรตุํ อารภิ ฯ สา ปน อิตฺถี สีลวตี อาจารสมฺปนฺนา ปติเทวตา ฯ สา โจรเชฏฺฐกสฺส ปาเทสุ นิปติตฺวา สามิ โจรเชฏฺฐก สเจ มยิ ตุยฺหํ สิเนโห อตฺถิ มา มยฺหํ สามิกํ มาเรหิ สเจ มาเรสฺสสิ อหํ วิสํ ขาทิตฺวา นาสวาตํ วา สนฺนิรุมฺหิตฺวา มริสฺสามิ ตยา ปน สทฺธึ น คมิสฺสามิ มา เม อการเณน สามิกํ มาเรหีติ ยาจิตฺวา ตํ วิสชฺชาเปสิ ฯ เต อุโภปิ โสตฺถินา สาวตฺถึ ปตฺวา เชตวนปิฏฺฐิ- วิหาเรนาคจฺฉนฺตา วิหารํ ปวิสิตฺวา ปานียํ ปิวิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิสฺสามาติ คนฺธกุฏิปริเวณํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เต สตฺถารา กหํ คตตฺถาติ ปุฏฺฐา อุทฺธาร- โสธนตฺถายาติ อาหํสุ ฯ อนฺตรามคฺเค ปน อาโรคฺเยน อาคตตฺถาติ วุตฺเต กุฏุมฺพิโก อาห อนฺตรามคฺเค โน ภนฺเต โจรา คณฺหึสุ ตตฺถ อยํ มํ มาริยมานํ โจรเชฏฺฐกํ ยาจิตฺวา โมเจสิ อิมํ นิสฺสาย มยา ชีวิตํ ลทฺธนฺติ ฯ สตฺถา อุปาสก น อิทาเนว ตุยฺหํ ชีวิตทานํ ทินฺนํ ปุพฺเพ ปน ปณฺฑิตานมฺปิ อทาสีติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต หิมวนฺเต มหาอุทกรหโท ฯ ตตฺถ มหาสุวณฺณกกฺกฏโก อโหสิ ฯ โส ตสฺส นิวาสนภาเวน กุฬีรรหโทติ ปญฺญายิตฺถ ฯ กกฺกฏโก มหา อโหสิ ขลมณฺฑลปฺปมาโณ หตฺถึ คเหตฺวา ขาทติ ฯ หตฺถี ตสฺส ภเยน ตตฺถ โอตริตฺวา โคจรํ คณฺหิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ตทา โพธิสตฺโต กุฬีรรหทํ อุปนิสฺสาย วสมาเน หตฺถิยูเถ เชฏฺฐกหตฺถึ ปฏิจฺจ กเรณุยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ อถสฺส มาตา คพฺภํ รกฺขิสฺสามีติ อญฺญํ ปพฺพตปเทสํ คนฺตฺวา คพฺภํ รกฺขิตฺวา ปุตฺตํ วิชายิ ฯ โส อนุกฺกเมน วิญฺญุตํ ปตฺโต มหาปริวาโร ถามสมฺปนฺโน โสภคฺคปฺปตฺโต อญฺชนปพฺพโต วิย อโหสิ ฯ โส เอกาย กเรณุยา สทฺธึ สํวาสํ กปฺเปตฺวา กกฺกฏกํ คณฺหิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อตฺตโน ภริยญฺจ มาตรญฺจ อาทาย ตํ หตฺถิยูถํ อุปสงฺกมิตฺวา ปิตรํ ปสฺสิตฺวา ตาต อหํ กกฺกฏกํ คณฺหิสฺสามีติ อาห ฯ อถ นํ ปิตา น สกฺขิสฺสสิ ปุตฺตาติ นิวาเรติ ฯ ปุนปฺปุนํ วทนฺตํ ตุมฺเหว เม พลํ ชานิสฺสถาติ อาห ฯ โส กุฬีรรหทํ อุปนิสฺสาย วสนฺเต สพฺเพ วารเณ สนฺนิปาเตตฺวา สพฺเพหิ สทฺธึ รหทสมีปํ คนฺตฺวา กึ โส กกฺกฏโก โอตรณกาเล คณฺหติ อุทาหุ โคจรคฺคหณกาเล อุทาหุ อุตฺตรณกาเลติ ปุจฺฉิตฺวา อุตฺตรณกาเลติ สุตฺวา เตนหิ ตุมฺเหปิ กุฬีรรหทํ โอตริตฺวา ยาวทตฺถํ โคจรํ คณฺหิตฺวา ปฐมํ อุตฺตรถ อหํ ปจฺฉโต ภวิสฺสามีติ อาห ฯ วารณา ตถา กรึสุ ฯ กุฬีโร ปจฺฉา อุตฺตรนฺตํ โพธิสตฺตํ มหาสณฺฑาเสน กมฺมาโร โลหสลากํ วิย อฬทฺวเยน ปาเท ทฬฺหํ คณฺหิ ฯ กเรณุกา โพธิสตฺตํ อวิชหิตฺวา สมีเปเยว อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต อากฑฺฒนฺโต กุฬีรํ จาเลตุํ นาสกฺขิ ฯ กุฬีโร ปน ตํ อากฑฺฒนฺโต อตฺตโน อภิมุขํ กโรติ ฯ โส มรณภยตชฺชิโต พนฺธรวํ วิรวิ ฯ สพฺเพ วารณา มรณภยภีตา โกญฺจนาทํ กตฺวา มุตฺตกรีสญฺจชมานา ปลายึสุ ฯ กเรณุกาปิ สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตี ปลายิตุํ อารภิ ฯ อถ นํ โส อตฺตโน พนฺธนภาวํ สญฺญาเปตฺวา ตสฺสา อปลายนตฺถํ ปฐมํ คาถมาห

สิงฺคี มิโค อายตจกฺขุเนตฺโต

อฏฺฐิตฺตโจ วาริสโย อโลโม

เตนาภิภูโต กปณํ รุทามิ

มาเหว มํ ปาณสมํ ชเหยฺยาติ ฯ

ตตฺถ สิงฺคี มิโคติ สิงฺคี สุวณฺณวณฺณมิโค ทฺวีหิ อเฬหิ สิงฺคกิจฺจํ สาเธนฺเตหิ ยุตฺตตาย สิงฺคีติ อตฺโถ ฯ มิโคติ ปน สพฺพสงฺคาหิกวเสน อิธ กุฬีโรติ วุตฺโต ฯ อายตจกฺขุเนตฺโตติ เอตฺถ ทสฺสนฏฺเฐน จกฺขุ นยนฏฺเฐน เนตฺตํ อายตานิ จกฺขุสงฺขาตานิ เนตฺตานิ อสฺสาติ อายตจกฺขุเนตฺโต ทีฆอกฺขีติ อตฺโถ ฯ อฏฺฐิเมวสฺส ตจกิจฺจํ สาเธตีติ อฏฺฐิตฺตโจ ฯ เตนาภิภูโตติ เตเนว มิเคน อภิภูโต อชฺโฌตฺถริโต นิจฺจลคฺคหิโต หุตฺวา ฯ กปณํ รุทามีติ การุญฺญปฺปตฺโต หุตฺวา โรทามิ วิรวามิ ฯ มาเหว มนฺติ มํ เอวรูปํ พฺยสนํ ปตฺตํ อตฺตโน ปาณสมํ ปิยสามิกํ ตฺวํ มาเหว ชหาติ ฯ

อถ สา กเรณุกา นิวตฺเตตฺวา ตํ อสฺสาสิยมานา ทุติยํ คาถมาห

อยฺย น ตํ ชหิสฺสามิ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ

ปฐพฺยา จาตุรนฺตาย สุปฺปิโย โหสิ เม ตุวนฺติ ฯ

ตตฺถ สฏฺฐิหายนนฺติ ชาติยา สฏฺฐิวสฺสกาลสฺมึ หิ กุญฺชรา ถาเมน ปริหายนฺติ สา อหํ เอวํ ถาเมหิ สมฺปนฺนํ อิมํ พฺยสนํ ปตฺตํ ตํ น ชหิสฺสามิ มา ภายิ อิมิสฺสา หิ จตูสุ ทิสาสุ สมุทฺทํ ปตฺวา ฐิตาย จาตุรนฺตาย ปฐวิยา ตฺวํ มยฺหํ สุฏฺฐุ ปิโยติ ฯ

อถ นํ สณฺฐมฺเภตฺวา อยฺย อิทานิ ตํ กุฬีเรน สทฺธึ โถกํ กถาสลฺลาปํ ลภมานา วิสชฺชาเปสฺสามีติ วตฺวา กุฬีรํ ยาจมานา ตติยํ คาถมาห

เย กุฬีรา สมุทฺทสฺมึ คงฺคาย ยมุนาย จ

เตสํ ตฺวํ วาริโช เสฏฺโฐ มุญฺจ โรทนฺติยา ปตินฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ เย สมุทฺเท วา คงฺคาย วา ยมุนาย วา นทิยา กุฬีรา สพฺเพสํ วณฺณสมฺปตฺติยา จ มหนฺตตฺเตน จ ตฺวเมว เสฏฺโฐ เตน ตํ ยาจามิ มยฺหํ โรทมานาย สามิกํ มุญฺจาติ ฯ

กุฬีโร ตสฺสา กถยมานาย อิตฺถีสทฺเท นิมิตฺตํ คณฺหิตฺวา อากฑฺฒิยมานโส หุตฺวา วารณสฺส ปาทโต อเฬ วินิเวเธนฺโต อยํ วิสฏฺโฐ อิทํ นาม กริสฺสตีติ น กิญฺจิ อญฺญาสิ ฯ อถ นํ วารโณ ปาทํ อุกฺขิปิตฺวา ปิฏฺฐิยํ อกฺกมิ ฯ ตาวเทว อฏฺฐีนิ ภิชฺชึสุ ฯ วารโณ ตุฏฺฐรวํ วิรวิ ฯ สพฺเพ วารณา สนฺนิปติตฺวา กุฬีรํ นีหริตฺวา พหิถเล ๑- ฐเปตฺวา มทฺทนฺตา จุณฺณวิจุณฺณมกํสุ ฯ ตสฺส เทฺว อฬา สรีรโต ภิชฺชิตฺวา เอกมนฺตํ ปตึสุ ฯ โส จ กุฬีรรหโท คงฺคาย เอกาพทฺโธ คงฺคาย ปูรณกาเล คงฺโคทเกน ปูรติ ฯ อุทเก มนฺทีภูเต รหโททกํ คงฺคํ โอตรติ ฯ อถ เทฺวปิ เต อฬา อุปฺปลวิตฺวา คงฺคาย วุยฺหึสุ ฯ เตสุ เอโก สมุทฺทํ ปาวิสิ ฯ เอกํ อฬํ ทสภาติกราชาโน อุทเก กีฬมานา ลภิตฺวา อณิกํ ๒- นาม มุทิงฺคํ อกํสุ ฯ สมุทฺทํ ปวิฏฺฐํ ปน อสุรา คเหตฺวา อฬมฺพรํ ๓- นาม เภรึ กาเรสุํ ฯ เต อปรภาเค สกฺเกน สงฺคาเม ปราชิตา ตํ ฉฑฺเฑตฺวา ปลายึสุ ฯ อถ นํ สกฺโก อตฺตโน อตฺถาย คาหาเปสิ ฯ อฬมฺพโร เมโฆ วิย ถนตีติ ตํ สนฺธาย วทนฺติ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ มหีตเล ฯ ๒ อานกํ ฯ อฬิกนฺติ ภวิตพฺพํ ฯ ๓ อาฬมฺพรํ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุโภปิ ชายปติกา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหึสุ ฯ ตทา กเรณุกา อยํ อุปาสิกา อโหสิ ฯ วารโณ ปน อหเมวาติ ฯ

สุวณฺณกกฺกฏกชาตกํ สตฺตมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖๖. วาตัคคสินธวชาดกชาดกถัดไป๒๖๘. อารามทูสกชาดก