สุวรรณกักกฏกชาดก
ว่าด้วยปูทอง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐๐ · บรรทัด ๒๑๘๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภหญิงคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สิงฺคี มิโค ดังนี้. ได้ยินว่า ในเมืองสาวัตถี มีกฎุมพีคนหนึ่งพาภรรยาของตนไปยังชนบท เพื่อต้องการชำระหนี้สินให้หมดไป ครั้นชำระหนี้สินหมดแล้วก็เดินทางมา ถูกพวกโจรจับในระหว่างทาง. ก็ภรรยาของกฎุมพีนั้นเป็นคนมีรูปสวยงามน่าเลื่อมใสยินดี. หัวหน้าโจรปรารภจะฆ่ากฎุมพีเสีย เพราะความเสน่หาในนาง แต่นางเป็นสตรีมีศีล สมบูรณ์ด้วยอาจารมารยาท เคารพสามีดุจเทวดา. นางจึงหมอบลงแทบเท้าของหัวหน้าโจรอ้อนวอนว่า ข้าแต่นายโจรผู้เป็นเจ้า ถ้าท่านมีความเสน่หาดิฉัน ท่านอย่าฆ่าสามีของดิฉันเลย ถ้าท่านนักฆ่า ดิฉันจักกินยาพิษหรือกลั้นลมหายใจตาย ก็ดิฉันจักไม่ไปกับท่าน ท่านอย่าฆ่าสามีของดิฉันโดยใช่เหตุเลย แล้วขอให้ปล่อยสามีนั้นไป. ฝ่ายสามีภรรยาทั้งสองนั้นถึงเมืองสาวัตถีโดยปลอดภัย เดินทางมาทางด้านหลังวิหารพระเชตวัน เข้าไปยังพระวิหารดื่มน้ำแล้วหารือกันว่าจักถวายบังคมพระศาสดา จึงเข้าไปยังบริเวณพระคันธกุฎี ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามนสามีภรรยาทั้งสองนั้นว่าไปไหนมา เขาทั้งสองจึงกราบทูลว่า ไปชำระหนี้สินมา พระเจ้าข้า. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ก็ในระหว่างทาง พวกท่านมากันโดยไม่มีความป่วยไข้หรือ กฎุมพีจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญในระหว่างทาง พวกโจรจับข้าพระองค์ทั้งสอง ในตอนนั้น ภรรยาของข้าพระองค์คนนี้ได้อ้อนวอนนายโจรผู้จะฆ่าข้าพระองค์ ให้ปล่อยตัวมา เพราะอาศัยภรรยาผู้นี้ ข้าพระองค์ได้รอดชีวิตมาพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก มิใช่บัดนี้เท่านั้น ที่สตรีผู้นี้ได้ให้ชีวิตแก่ท่าน ถึงในกาลก่อน ก็ได้ให้แม้แก่บัณฑิตทั้งหลายอันกฎุมพีนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี มีห้วงน้ำใหญ่อยู่ใกล้หิมวันตประเทศ. ในห้วงน้ำใหญ่นั้นได้มีปูทองตัวใหญ่อาศัยอยู่. ห้วงน้ำใหญ่นั้น ปรากฏชื่อว่า กุฬีรรหทะแปลว่า หนองปู เพราะเป็นที่อยู่ของปูทองตัวนั้น. ปูทองนั้นใหญ่โตขนาดเท่าลานนวดข้าว จับช้างกิน เพราะกลัวปูทองนั้น ช้างทั้งหลายไม่อาจลงห้วงน้ำนั้นหาอาหารกิน. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในครรภ์นางช้างพัง เพราะอาศัย ช้างจ่าฝูงในฝูงช้างที่อาศัยกุฬีรรหทะสระอยู่. ลำดับนั้น มาราดาของพระโพธิสัตว์นั้นคิดว่าจักรักษาครรภ์จึงไปยังถิ่นภูเขาอื่นรักษาครรภ์อยู่จนคลอดบุตร. พระโพธิสัตว์นั้นรู้เดียงสาขึ้นโดยลำดับ มีบริวารมาก สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงาม เป็นคล้ายกับภูเขาอันชัน. พระโพธิสัตว์นั้นอยู่ร่วมกับนางช้างพังเชือกหนึ่ง คิดว่าจักจับปู จึงพาภรรยาและมารดาของตนเข้าฝูงช้างนั้นพบกับบิดาจึงกล่าวว่า พ่อฉันจักจับปู. ลำดับนั้นบิดาได้ห้ามเขาว่า เจ้าจักไม่สามารถนะลูก. พระโพธิสัตว์พูดกะบิดาผู้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า ท่านจักรู้กำลังของข้าพเจ้า. พระโพธิสัตว์นั้นจึงให้ประชุมช้างทั้งหมดที่เข้าไปอาศัยห้วงน้ำกุฬีระอยู่เดินไปใกล้ห้วงน้ำพร้อมกับช้างทั้งปวงแล้วถามว่า ปูนั้นจับช้างในเวลาลง ในเวลาหาอาหาร หรือในเวลาขึ้น ได้ฟังว่า ในเวลาขึ้นจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น แม้พวกท่านจงลงห้วงน้ำกุฬีระ. หาอาหารกินจนเพียงพอแล้วขึ้นมาก่อน เราจักอยู่ข้างหลัง. ช้างทั้งหลายได้การทำอย่างนั้น. ปูจึงเอาก้ามทั้งคู่หนีบสองเท้าพระโพธิสัตว์ซึ่งขึ้นภายหลังไว้แน่น เหมือนช่างทองเอาคีมใหญ่หนีบซี่เหล็กฉะนั้น. นางช้างไม่ละทิ้งพระโพธิสัตว์ ได้ยืนอยู่ในที่ใกล้ ๆ นั่นแหละ. พระโพธิสัตว์ดังก็ไม่สามารถทำให้ปูเขยื้อน. ส่วนปูลากพระโพธิสัตว์มาให้ตรงปากตน. พระโพธิสัตว์ถูกมรณภัยคุกคาม จึงร้องว่าติดก้ามปู. ช้างทั้งปวงกลัวมรณภัย ส่งเสียงร้องก้องโกญจนาทขี้เยี่ยวราดหนีไป. ฝ่ายนางช้างก็ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้เริ่มจะหนีไป. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทำให้นางเข้าใจว่าตนถูกหนีบไว้ เพื่อจะไม่ให้นางหนีไปจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ปูทองมีนัยน์ตายาว มีหนังเป็นกระดูกอาศัยขอยู่ในน้ำ ไม่มีขน ฉันถูกปูทองนั้นหนีบไว้แล้ว จึงร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าอย่าทิ้งฉันผู้คู่ชีวิตเสียเลย. บรรดาบทเหล่านั้น ทว่า สิงฺคี มิโค ได้แก่ มฤคมีสีเหมือนสีทอง มีเขา อธิบายว่า ชื่อว่ามีเขา เพราะประกอบด้วยก้ามทั้งสองอันยังกิจที่จะพึงทำด้วยเขาให้สำเร็จ. ส่วนกุฬีระคือปู ท่านเรียกว่ามิคะคือมฤคในที่นี้โดยถือเอาอย่างรวบยอด. ในบทว่า อายตจกฺขุเนตฺโต นี้ที่ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าเห็น, ที่ชื่อว่าเนตรเพราะอรรถว่านำไป, เนตรกล่าวคือจักษุของปูนั้นยาว เพราะเหตุนั้นชื่อว่ามีเนตรคือจักษุยาว อธิบายว่ามีนัยน์ตายาว. ชื่อว่ามีหนังเป็นกระดูก เพราะกระดูกเท่านั้นทำกิจคือหน้าที่ของหนังให้สำเร็จแก่ปูนั้น. บทว่า เตนาภิภูโต ความว่า ถูกมฤคนั้นนั่นแหละครอบงำคือท่วมทับ ได้แก่จับไว้เคลื่อนไหวไม่ได้. บทว่า กปณํ รุทามิความว่า เราเป็นผู้ถึงความเป็นผู้น่ากรุณาร้องคร่ำครวญอยู่. บทว่ามา เหว มํ ความว่า ท่านอย่าได้ทอดทิ้งข้าพเจ้าผู้เป็นสามที่รักผู้เสมอกับลมปราณของตน ผู้ถึงความพินาศเห็นปานนี้. ลำดับนั้น ช้างพังนั้นจึงหันกลับ เมื่อจะปลอบโยนพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าแต่เจ้า ดิฉันจักไม่ละทิ้งท่านผู้เป็นช้างทรงกำลังถึง ๖๐ ปี ท่านย่อมเป็นที่รักใคร่อย่างยิ่งของดิฉัน ยิ่งกว่าปฐพีอันมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺิหายนํ ความว่า ก็ในเวลามีอายุ ๖๐ ปี โดยกำเนิด ช้างทั้งหลายย่อมเสื่อมถอยกำลัง ดิฉันนั้นจักไม่ละทิ้งท่านผู้สมบูรณ์ด้วยกำลังอย่างนี้ ผู้ถึงความพินาศ ท่านอย่ากลัว เพราะว่าท่านเป็นที่รักยิ่งของดิฉัน กว่าปฐพีนี้อันตั้งจรดมหาสมุทรในทิศทั้ง ๔ ชื่อว่ามีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นแดนสุด. ครั้นนางช้างทำพระโพธิสัตว์นั้นให้เข้มแข็ง แล้วจึงกล่าวว่าข้าแต่ท่านผู้เป็นเจ้า บัดนี้ ดิฉันเมื่อได้สนทนาปราศรัยกับปูทองสักหน่อย จักให้ปล่อยท่าน เมื่อจะอ้อนวอนปูทองจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ปูเหล่าใด อยู่ในมหาสมุทรก็ดี ในแม่น้ำคงคาก็ดี ในแม่น้ำยมุนาก็ดี ท่านเป็นสัตว์น้ำผู้ประเสริฐกว่าปูเหล่านั้น ขอท่านจงปล่อยสามีของดิฉันผู้ร้องไห้อยู่เถิด. เนื้อความของคำที่เป็นคาถานั้นว่า ปูเหล่าใดในมหาสมุทรก็ดีในแม่น้ำคงคาหรือยมุนาก็ดี ท่านเท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าปูเหล่านั้นทั้งหมด โดยความถึงพร้อมด้วยวรรณะและโดยความเป็นใหญ่ด้วยเหตุนั้น ดิฉันจึงขออ้อนวอนท่าน ขอท่านโปรดปล่อยสามีของดิฉันผู้กำลังร้องไห้อยู่เถิด. เมื่อนางช้างนั้นกำลังพูดอยู่ ปูได้ถือนิมิตในเสียงหญิง เป็นผู้มีใจถูกดึงลง จึงอ้าก้ามจากเท้าช้างหาได้รู้อะไรบ้างว่า ช้างนี้เราปล่อยแล้วจักกระทำชื่อสิ่งนี้. ลำดับนั้น ช้างจึงยกเท้าเหยียบหลังนั้นกระดองพังทลายไปในทันทีนั่นเอง ช้างร้องขึ้นด้วยความยินดี. ช้างทั้งปวงจึงประชุมกันนำเอาปูไปวางบนบก กระทืบให้ละเอียดเป็นจุรณวิจุรณไป. ก้ามทั้งสองปูนั้นแตกออกจากร่างกระเด็นตกไปยังส่วนข้างหนึ่ง. ก็ห้วงน้ำที่มีปูอยู่นั้นเนื่องเป็นอันเดียวกันกับแม่น้ำคงคา ในเวลาที่แม่น้ำคงคาเต็ม ก็เต็มไปด้วยน้ำในแม่น้ำคงคาเมื่อน้ำแม่น้ำคงคาน้อย น้ำในห้วงก็ไหลลงสู่แม่น้ำคงคา. ครั้งนั้นก้ามปูแม้ทั้งสองก้ามนั้นก็ลอยไปในแม่น้ำคงคา. ในก้ามปูสองก้ามนั้นก้ามหนึ่งลอยเข้าไปยังมหาสมุทร พระราชาพี่น้อง ๑๐ องค์ เล่นน้ำอยู่ ได้ไปก้ามหนึ่งกระทำตระโพนชื่อว่าอณิกมุทิงคะ ส่วนอีกก้ามที่ลอยเข้าไปยังมหาสมุทร พวกอสูรถือเอาไปแล้วให้กระทำเป็นกลองชื่ออฬัมพรเภรี. ในกาลต่อมา พวกอสูรเหล่านั้นถูกท้าวสักกะให้พ่ายแพ้ในสงคราม จึงทิ้งอฬัมพรเภรีนั้นหลบหนีไป. ลำดับนั้นท้าวสักกะให้ยึดเอาอฬัมพรเภรีนั้นมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่พระองค์. อาจารย์บางพวกหมายเอากลองนั้นกล่าวว่า กลองอฬัมพระดังกระหึ่มดุจเมฆคำรามฉะนั้นพระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ สามีภรรยาแม้ทั้งสองก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ช้างพังในกาลนั้น ได้เป็นอุบาสิกาผู้นี้ ส่วนช้าง คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๓๕–๑๔๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๒๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
suvaṇṇakakkaṭakajātakaṃ
siṅgī migoti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ itthiṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ kireko kuṭumbiko attano bhariyaṃ gahetvā uddhārasodhanatthāya janapadaṃ gato uddhāraṃ sodhetvā āgacchanto antarāmagge corehi gahito. Bhariyā panassa abhirūpā pāsādikā. Corajeṭṭhako tassā sinehena kuṭumbikaṃ māretuṃ ārabhi. Sā pana itthī sīlavatī ācārasampannā patidevatā. Sā corajeṭṭhakassa pādesu nipatitvā sāmi corajeṭṭhaka sace mayi tuyhaṃ sineho atthi mā mayhaṃ sāmikaṃ mārehi sace māressasi ahaṃ visaṃ khāditvā nāsavātaṃ vā sannirumhitvā marissāmi tayā pana saddhiṃ na gamissāmi mā me akāraṇena sāmikaṃ mārehīti yācitvā taṃ Visajjāpesi. Te ubhopi sotthinā sāvatthiṃ patvā jetavanapiṭṭhi- vihārenāgacchantā vihāraṃ pavisitvā pānīyaṃ pivitvā satthāraṃ vandissāmāti gandhakuṭipariveṇaṃ gantvā satthāraṃ vanditvā ekamantaṃ nisīdiṃsu. Te satthārā kahaṃ gatatthāti puṭṭhā uddhāra- sodhanatthāyāti āhaṃsu. Antarāmagge pana ārogyena āgatatthāti vutte kuṭumbiko āha antarāmagge no bhante corā gaṇhiṃsu tattha ayaṃ maṃ māriyamānaṃ corajeṭṭhakaṃ yācitvā mocesi imaṃ nissāya mayā jīvitaṃ laddhanti. Satthā upāsaka na idāneva tuyhaṃ jīvitadānaṃ dinnaṃ pubbe pana paṇḍitānampi adāsīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente himavante mahāudakarahado. Tattha mahāsuvaṇṇakakkaṭako ahosi. So tassa nivāsanabhāvena kuḷīrarahadoti paññāyittha. Kakkaṭako mahā ahosi khalamaṇḍalappamāṇo hatthiṃ gahetvā khādati. Hatthī tassa bhayena tattha otaritvā gocaraṃ gaṇhituṃ na sakkonti. Tadā bodhisatto kuḷīrarahadaṃ upanissāya vasamāne hatthiyūthe jeṭṭhakahatthiṃ paṭicca kareṇuyā kucchimhi paṭisandhiṃ gaṇhi. Athassa mātā gabbhaṃ rakkhissāmīti aññaṃ pabbatapadesaṃ gantvā gabbhaṃ rakkhitvā puttaṃ vijāyi. So anukkamena viññutaṃ patto mahāparivāro thāmasampanno sobhaggappatto añjanapabbato viya ahosi. So ekāya kareṇuyā saddhiṃ saṃvāsaṃ kappetvā kakkaṭakaṃ gaṇhissāmīti cintetvā attano Bhariyañca mātarañca ādāya taṃ hatthiyūthaṃ upasaṅkamitvā pitaraṃ passitvā tāta ahaṃ kakkaṭakaṃ gaṇhissāmīti āha. Atha naṃ pitā na sakkhissasi puttāti nivāreti. Punappunaṃ vadantaṃ tumheva me balaṃ jānissathāti āha. So kuḷīrarahadaṃ upanissāya vasante sabbe vāraṇe sannipātetvā sabbehi saddhiṃ rahadasamīpaṃ gantvā kiṃ so kakkaṭako otaraṇakāle gaṇhati udāhu gocaraggahaṇakāle udāhu uttaraṇakāleti pucchitvā uttaraṇakāleti sutvā tenahi tumhepi kuḷīrarahadaṃ otaritvā yāvadatthaṃ gocaraṃ gaṇhitvā paṭhamaṃ uttaratha ahaṃ pacchato bhavissāmīti āha. Vāraṇā tathā kariṃsu. Kuḷīro pacchā uttarantaṃ bodhisattaṃ mahāsaṇḍāsena kammāro lohasalākaṃ viya aḷadvayena pāde daḷhaṃ gaṇhi. Kareṇukā bodhisattaṃ avijahitvā samīpeyeva aṭṭhāsi. Bodhisatto ākaḍḍhanto kuḷīraṃ cāletuṃ nāsakkhi. Kuḷīro pana taṃ ākaḍḍhanto attano abhimukhaṃ karoti. So maraṇabhayatajjito bandharavaṃ viravi. Sabbe vāraṇā maraṇabhayabhītā koñcanādaṃ katvā muttakarīsañcajamānā palāyiṃsu. Kareṇukāpi saṇṭhāretuṃ asakkontī palāyituṃ ārabhi. Atha naṃ so attano bandhanabhāvaṃ saññāpetvā tassā apalāyanatthaṃ paṭhamaṃ gāthamāha
siṅgī migo āyatacakkhunetto
aṭṭhittaco vārisayo alomo
tenābhibhūto kapaṇaṃ rudāmi
māheva maṃ pāṇasamaṃ jaheyyāti.
Tattha siṅgī migoti siṅgī suvaṇṇavaṇṇamigo dvīhi aḷehi siṅgakiccaṃ sādhentehi yuttatāya siṅgīti attho. Migoti pana sabbasaṅgāhikavasena idha kuḷīroti vutto. Āyatacakkhunettoti ettha dassanaṭṭhena cakkhu nayanaṭṭhena nettaṃ āyatāni cakkhusaṅkhātāni nettāni assāti āyatacakkhunetto dīghaakkhīti attho. Aṭṭhimevassa tacakiccaṃ sādhetīti aṭṭhittaco. Tenābhibhūtoti teneva migena abhibhūto ajjhottharito niccalaggahito hutvā. Kapaṇaṃ rudāmīti kāruññappatto hutvā rodāmi viravāmi. Māheva manti maṃ evarūpaṃ byasanaṃ pattaṃ attano pāṇasamaṃ piyasāmikaṃ tvaṃ māheva jahāti.
Atha sā kareṇukā nivattetvā taṃ assāsiyamānā dutiyaṃ gāthamāha
ayya na taṃ jahissāmi kuñjaraṃ saṭṭhihāyanaṃ
paṭhabyā cāturantāya suppiyo hosi me tuvanti.
Tattha saṭṭhihāyananti jātiyā saṭṭhivassakālasmiṃ hi kuñjarā thāmena parihāyanti sā ahaṃ evaṃ thāmehi sampannaṃ imaṃ byasanaṃ pattaṃ taṃ na jahissāmi mā bhāyi imissā hi catūsu disāsu samuddaṃ patvā ṭhitāya cāturantāya paṭhaviyā tvaṃ mayhaṃ suṭṭhu piyoti.
Atha naṃ saṇṭhambhetvā ayya idāni taṃ kuḷīrena saddhiṃ thokaṃ kathāsallāpaṃ labhamānā visajjāpessāmīti vatvā kuḷīraṃ yācamānā tatiyaṃ gāthamāha
Ye kuḷīrā samuddasmiṃ gaṅgāya yamunāya ca
tesaṃ tvaṃ vārijo seṭṭho muñca rodantiyā patinti.
Tassattho ye samudde vā gaṅgāya vā yamunāya vā nadiyā kuḷīrā sabbesaṃ vaṇṇasampattiyā ca mahantattena ca tvameva seṭṭho tena taṃ yācāmi mayhaṃ rodamānāya sāmikaṃ muñcāti.
Kuḷīro tassā kathayamānāya itthīsadde nimittaṃ gaṇhitvā ākaḍḍhiyamānaso hutvā vāraṇassa pādato aḷe vinivedhento ayaṃ visaṭṭho idaṃ nāma karissatīti na kiñci aññāsi. Atha naṃ vāraṇo pādaṃ ukkhipitvā piṭṭhiyaṃ akkami. Tāvadeva aṭṭhīni bhijjiṃsu. Vāraṇo tuṭṭharavaṃ viravi. Sabbe vāraṇā sannipatitvā kuḷīraṃ nīharitvā bahithale 1- ṭhapetvā maddantā cuṇṇavicuṇṇamakaṃsu. Tassa dve aḷā sarīrato bhijjitvā ekamantaṃ patiṃsu. So ca kuḷīrarahado gaṅgāya ekābaddho gaṅgāya pūraṇakāle gaṅgodakena pūrati. Udake mandībhūte rahadodakaṃ gaṅgaṃ otarati. Atha dvepi te aḷā uppalavitvā gaṅgāya vuyhiṃsu. Tesu eko samuddaṃ pāvisi. Ekaṃ aḷaṃ dasabhātikarājāno udake kīḷamānā labhitvā aṇikaṃ 2- nāma mudiṅgaṃ akaṃsu. Samuddaṃ paviṭṭhaṃ pana asurā gahetvā aḷambaraṃ 3- nāma bheriṃ kāresuṃ. Te aparabhāge sakkena saṅgāme parājitā taṃ chaḍḍetvā palāyiṃsu. Atha naṃ sakko attano atthāya gāhāpesi. Aḷambaro megho viya thanatīti taṃ sandhāya vadanti.
@Footnote: 1 mahītale. 2 ānakaṃ. aḷikanti bhavitabbaṃ. 3 āḷambaraṃ.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ubhopi jāyapatikā sotāpattiphale patiṭṭhahiṃsu. Tadā kareṇukā ayaṃ upāsikā ahosi. Vāraṇo pana ahamevāti.
Suvaṇṇakakkaṭakajātakaṃ sattamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗