ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อารามทูสกชาดก
ชาดกที่ ๒๖๘ · ติกนิบาตชาดก · ปทุมวรรค

อารามทูสกชาดก

ว่าด้วยเหตุที่นายอุยยานบาลจะถูกติ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐๓ · บรรทัด ๒๑๙๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอารามทูสกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ทักขิณาคีรีชนบท ทรงปรารภบุตรของนายอุยยานบาลคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โยเมสญฺจ สเมตานํ ดังนี้. ได้ยินว่า พระศาสดาทรงออกพรรษาแล้ว เสด็จออกจากพระวิหารเชตวัน เสด็จเที่ยวจาริกไปในทักขิณาคีรีชนบท. ครั้งนั้นอุบาสกคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้ประทับนั่งในสวน ให้ทรงอิ่มหนำด้วยยาคูและของควรเคี้ยวทั้งหลายจึงกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ประสงค์จะเที่ยวไปในสวนขอจงเที่ยวไปกับนายอุยยานบาลผู้นี้ แล้วสั่งนายอุยยานบาลว่า ท่านพึงถวายผลไม้น้อยใหญ่ในสวนแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายเดินเที่ยวไปเห็นที่เป็นหลุมแห่งหนึ่ง จึงถามว่า ที่นี้เป็นหลุมไม่มีต้นไม้งอกขึ้น เป็นเพราะเหตุไรหนอ ? ลำดับนั้น นายอุยยานบาลจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ได้ยินว่า มีบุตรของนายอุยยานบาลคนหนึ่งเมื่อจะรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกใหม่ คิดว่า จักรดน้ำโดยเอารากเป็นประมาณจึงถอนขึ้นมาแล้วรดน้ำเฉพาะราก ด้วยเหตุนั้น ที่นั้นจึงเป็นหลุม. ภิกษุทั้งหลายมาเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน กุมารนั้นก็เป็นผู้ทำลายอาราม ภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนจึงทรงนำอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าวิสสเสนะครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เมื่อเขาป่าวประกาศการเล่นมหรสพ นายอุยยานบาลคิดว่าจักเล่นมหรสพ จึงบอกทั้งทั้งหลายที่อยู่ในสวนว่า สวนนี้มีอุปการะมากแก่พวกเจ้า เราจักเล่นมหรสพ ๗ วัน พวกเจ้าจงรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกใหม่ตลอด ๗ วัน. พวกลิงรับคำว่าได้. นายอุยยานบาลจึงมอบกระออมหนังให้แก่ลิงเหล่านั้นแล้วก็จากไป. ลิงทั้งหลายเมื่อจะรดน้ำ จึงรดน้ำที่ต้นไม้ซึ่งปลูกใหม่ ๆ. ลำดับนั้น ลิงจ่าฝูงได้กล่าวกะลิงเหล่านั้นว่า พวกท่านจงรอก่อน ธรรมดาว่าน้ำมิใช่จะหาได้ง่ายตลอดทุกเวลา น้ำนั้นควรจะรักษา ควรที่พวกเราจะถอนต้นไม้ที่ปลูกใหม่รู้ขนาดประมาณของรากแล้ว ต้นที่มีรากยาวรดให้มาก ต้นที่มีรากสั้นรดแต่น้อย ลิงเหล่านั้นพากันรับคำว่าดีละ บางพวกเดินถอนต้นไม้ที่ปลูกใหม่ บางพวกปลูกแล้วรดน้ำ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรของตระกูลหนึ่งในนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์ได้ไปสวนด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นลิงเหล่านั้นกระทำอยู่อย่างนั้น จึงถามว่าใครให้พวกเจ้ากระทำอย่างนี้ เมื่อพวกลิงตอบว่า หัวหน้าวานร จึงกล่าวว่า ปัญญาแห่งหัวหน้าของพวกเจ้า ยังเท่านี้ก่อน ส่วนปัญญาของพวกเจ้าจักเป็นเช่นไร เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ลิงตัวใดสมมติกันว่า เป็นใหญ่กว่าฝูงลิงเหล่านี้ ปัญญาของลิงตัวนั้นมีอยู่เพียงอย่างนี้เท่านั้น ฝูงลิงที่เป็นบริวารนอกนี้จะมีปัญญาอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยเมสญฺจ สเมตานํ ความว่าลิงตัวใด ได้เป็นผู้รับสมมติว่าประเสริฐสุดกว่าลิงเหล่านี้ คือ กว่าลิงแม้ทั้งหมดผู้มีชาติกำเนิดเสมอกัน . บทว่า กิเมว อิตรา ปชา ความว่าปัญญาของลิงที่ต่ำทรามนอกนี้ ในบรรดาลิงเหล่านั้น จะเป็นเช่นไรหนอ. วานรทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ท่านยังไม่รู้อะไร ไฉนจึงด่วนมาติเตียนเราต่าง ๆ อย่างนี้เล่า เรายังไม่เห็นรากไม้แล้ว จะพึงรู้ต้นไม้ว่ารากหยั่งลงไปลึกได้อย่างไรเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺเม เป็นเพียงอาลปนะคือคำร้องเรียก. ในคาถานี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านยังไม่รู้เหตุและไม่ใช่เหตุด้วยประการใด มาด่วนติเตียนพวกเราโดยประการนั้นทันที ใครๆ ยังไม่ถอนรากแล้ว จะอาจรู้ได้อย่างไรว่า ชื่อว่าต้นไม้ต้นนี้หยั่งรากลงไปลึกหรือหาไม่ ด้วยเหตุนั้น พวกเราจึงให้ถอนขึ้นแล้วจึงรดน้ำตามประมาณของราก. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :เราไม่ติเตียนเจ้าทั้งหลายเพราะพวกเจ้าก็เป็นแต่ลิงไพรอาศัยอยู่ในป่า แต่คนเช่นพวกเจ้าปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชาองค์ใด พระราชาองค์นั้น คือพระเจ้าวิสสเสนะ จะพึงถูกติเตียนได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสฺสเสโน จ คารยฺโห ความว่าก็ในกาลปลูกต้นไม้นี้ พระเจ้าพาราณสีพระนามว่าวิสสเสนะ จะพึงถูกติเตียน. บทว่า ยสฺสตฺถา รุกฺขโรปกา ความว่า คนทั้งหลายเช่นพวกเจ้าเป็นผู้ปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชาใด. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า หัวหน้าวานร ในกาลนั้น ได้เป็นกุมารผู้ทำลายต้นไม้ในสวน ในบัดนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาอารามทูสกชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๔๓–๑๔๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อารามทูสกชาตกํ

โยเมสญฺจ สเมตานนฺติ อิทํ สตฺถา ทกฺขิณาคิริชนปเท วิหรนฺโต อญฺญตรํ อุยฺยานปาลปุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สตฺถา กิร วุฏฺฐวสฺโส เชตวนา นิกฺขมิตฺวา ทกฺขิณาคิริชนปเท จาริกํ จรติ ฯ อเถโก อุปาสโก พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ นิมนฺเตตฺวา อุยฺยาเน นิสีทาเปตฺวา ยาคุขชฺชเกหิ สนฺตปฺเปตฺวา อยฺยา อุยฺยาเน จริตุกามา อิมินา อุยฺยานปาเลน สทฺธึ จรนฺตูติ วตฺวา อุยฺยาเน อยฺยานํ ผลาผลานิ ทเทยฺยาสีติ อุยฺยานปาลํ อาณาเปสิ ฯ ภิกฺขู จรมานา เอกํ ฉิทฺทฏฺฐานํ ทิสฺวา อิมํ ฐานํ ฉิทฺทํ อวิรุฬฺหรุกฺขํ กินฺนุโข การณนฺติ ปุจฺฉึสุ ฯ อถ เตสํ อุยฺยานปาโล อาจิกฺขิ เอโก กิร อุยฺยานปาลปุตฺโต อุปโรปเกสุ อุทกํ อาสิญฺจนฺโต มูลปฺปมาเณน อาสิญฺจิสฺสามีติ อุปฺปาเฏตฺวา มลปฺปมาเณน อุทกํ อาสิญฺจิ เตน ตํ ฐานํ ฉิทฺทํ ชาตนฺติ ฯ ภิกฺขู สตฺถุ สนฺติกํ อาคนฺตฺวา เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ โส กุมาโร อารามทูสโกเยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ วิสฺสเสเน นาม (ราเช ๑-) รชฺชํ กาเรนฺเต อุสฺสเว สงฺฆุฏฺเฐ อุยฺยานปาโล อุสฺสวํ กีฬิสฺสามีติ อุยฺยานวาสิโน มกฺกเฏ อาห อิมํ อุยฺยานํ ตุมฺหากํ พหูปการํ อหํ สตฺตาหํ อุสฺสวํ กีฬิสฺสามิ ตุมฺเห สตฺต ทิวเส อุปโรปเกสุ อุทกํ อาสิญฺจถาติ อาห ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉึสุ ฯ โส เตสํ จมฺมฆฏเก ทตฺวา ปกฺกามิ ฯ มกฺกฏา อุทกํ อาสิญฺจิตฺวา อุปโรป เกสุ อาสิญฺจึสุ ฯ อถ เน มกฺกฏเชฏฺฐโก อาห อาคเมถ ตาว อุทกํ นาม สพฺพกาลํ ทุลฺลภํ ตํ รกฺขิตพฺพํ อุปโรปเกสุ อุปฺปาเฏตฺวา มูลปฺปมาณํ ญตฺวา ทีฆมูลเกสุ พหุํ รสฺสมูลเกสุ อปฺปํ อุทกํ อภิสิญฺจิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เอกจฺเจ อุปโรปเกสุ อุปฺปาเฏตฺวา คจฺฉนฺติ เอกจฺเจ โรเปตฺวา อุทกํ อาสิญฺจนฺติ ฯ ตสฺมึ กาเล โพธิสตฺโต พาราณสิยํ เอกสฺส กุลสฺส ปุตฺโต อโหสิ ฯ โส เกนจิเทว กรณีเยน อุยฺยานํ คนฺตฺวา เต มกฺกเฏ ตถา กโรนฺเต ทิสฺวา โก ตุมฺเห เอวํ กาเรตีติ ปุจฺฉิตฺวา วานรเชฏฺฐโกติ วุตฺเต เชฏฺฐกสฺส ตาว โว อยํ ปญฺญา ตุมฺหากํ ปน กีทิสา ภวิสฺสตีติ เอตมตฺถํ ปกาเสนฺโต ปฐมํ คาถมาห

โยเมสญฺจ สเมตานํ อหุวา เสฏฺฐสมฺมโต

ตสฺสายํ เอทิสี ปญฺญา กิเมว อิตรา ปชาติ ฯ

ตตฺถ โยเมสญฺจ สเมตานนฺติ โย อิเมสํ สพฺเพสมฺปิ

@เชิงอรรถ: ๑ รญฺเญ ฯ สมานชาตีนํ อหุวา เสฏฐสมฺมโต อโหสิ ฯ กิเมว อิตรา ปชาติ ยา อิตรา เอเตสุ ลามกา ปชา กีทิสา นุโข ตสฺสา ปญฺญาติ ฯ

ตสฺส กถํ สุตฺวา วานรา ทุติยํ คาถมาหํสุ

เอวเมว ตุวํ พฺรหฺเม อนญฺญาย วินินฺทสิ

กถํ หิ มูลํ อทิสฺวา รุกฺขํ ชญฺญา ปติฏฺฐิตนฺติ ฯ

ตตฺถ พฺรหฺเมติ อาลปนมตฺตํ ฯ อยํ ปเนตฺถ สงฺเขปตฺโถ ตฺวํ โภ ปุริส ยถา การณาการณํ อชานิตฺวา เอวเมว อมฺเห วินินฺทสิ รุกฺโข นาม คมฺภีเร ปติฏฺฐิโต วา เอส น วาติ มูลํ อนุปฺปาเฏตฺวา กถํ ญาตุํ สกฺกา เตน มยํ อุปฺปาเฏตฺวา มูลปฺปมาเณน อุทกํ อาสิญฺจามาติ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต ตติยํ คาถมาห

นาหํ ตุมฺเห วินินฺทามิ เย เจตฺถ วานรา วเน

วิสฺสเสโน จ คารยฺโห ยสฺสตฺถา รุกฺขโรปกาติ ฯ

ตตฺถ วิสฺสเสโน จ คารยฺโหติ พาราณสีราชา วิสฺสเสโน เจตฺถ ครหิตพฺโพ ฯ ยสฺสตฺถา รุกฺขโรปกาติ ยสฺสตฺถาย ตุมฺหาทิสา รุกฺขโรปกา ชาตาติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา วานรเชฏฺฐโก อารามทูสกกุมาโร อโหสิ ปณฺฑิตปุริโส ปน อหเมวาติ ฯ

อารามทูสกชาตกํ อฏฺฐมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖๗. สุวรรณกักกฏกชาดกชาดกถัดไป๒๖๙. สุชาตาชาดก