อารามทูสกชาดก
ว่าด้วยเหตุที่นายอุยยานบาลจะถูกติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐๓ · บรรทัด ๒๑๙๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ทักขิณาคีรีชนบท ทรงปรารภบุตรของนายอุยยานบาลคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โยเมสญฺจ สเมตานํ ดังนี้. ได้ยินว่า พระศาสดาทรงออกพรรษาแล้ว เสด็จออกจากพระวิหารเชตวัน เสด็จเที่ยวจาริกไปในทักขิณาคีรีชนบท. ครั้งนั้นอุบาสกคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้ประทับนั่งในสวน ให้ทรงอิ่มหนำด้วยยาคูและของควรเคี้ยวทั้งหลายจึงกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ประสงค์จะเที่ยวไปในสวนขอจงเที่ยวไปกับนายอุยยานบาลผู้นี้ แล้วสั่งนายอุยยานบาลว่า ท่านพึงถวายผลไม้น้อยใหญ่ในสวนแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายเดินเที่ยวไปเห็นที่เป็นหลุมแห่งหนึ่ง จึงถามว่า ที่นี้เป็นหลุมไม่มีต้นไม้งอกขึ้น เป็นเพราะเหตุไรหนอ ? ลำดับนั้น นายอุยยานบาลจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ได้ยินว่า มีบุตรของนายอุยยานบาลคนหนึ่งเมื่อจะรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกใหม่ คิดว่า จักรดน้ำโดยเอารากเป็นประมาณจึงถอนขึ้นมาแล้วรดน้ำเฉพาะราก ด้วยเหตุนั้น ที่นั้นจึงเป็นหลุม. ภิกษุทั้งหลายมาเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน กุมารนั้นก็เป็นผู้ทำลายอาราม ภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนจึงทรงนำอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าวิสสเสนะครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เมื่อเขาป่าวประกาศการเล่นมหรสพ นายอุยยานบาลคิดว่าจักเล่นมหรสพ จึงบอกทั้งทั้งหลายที่อยู่ในสวนว่า สวนนี้มีอุปการะมากแก่พวกเจ้า เราจักเล่นมหรสพ ๗ วัน พวกเจ้าจงรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกใหม่ตลอด ๗ วัน. พวกลิงรับคำว่าได้. นายอุยยานบาลจึงมอบกระออมหนังให้แก่ลิงเหล่านั้นแล้วก็จากไป. ลิงทั้งหลายเมื่อจะรดน้ำ จึงรดน้ำที่ต้นไม้ซึ่งปลูกใหม่ ๆ. ลำดับนั้น ลิงจ่าฝูงได้กล่าวกะลิงเหล่านั้นว่า พวกท่านจงรอก่อน ธรรมดาว่าน้ำมิใช่จะหาได้ง่ายตลอดทุกเวลา น้ำนั้นควรจะรักษา ควรที่พวกเราจะถอนต้นไม้ที่ปลูกใหม่รู้ขนาดประมาณของรากแล้ว ต้นที่มีรากยาวรดให้มาก ต้นที่มีรากสั้นรดแต่น้อย ลิงเหล่านั้นพากันรับคำว่าดีละ บางพวกเดินถอนต้นไม้ที่ปลูกใหม่ บางพวกปลูกแล้วรดน้ำ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรของตระกูลหนึ่งในนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์ได้ไปสวนด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นลิงเหล่านั้นกระทำอยู่อย่างนั้น จึงถามว่าใครให้พวกเจ้ากระทำอย่างนี้ เมื่อพวกลิงตอบว่า หัวหน้าวานร จึงกล่าวว่า ปัญญาแห่งหัวหน้าของพวกเจ้า ยังเท่านี้ก่อน ส่วนปัญญาของพวกเจ้าจักเป็นเช่นไร เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ลิงตัวใดสมมติกันว่า เป็นใหญ่กว่าฝูงลิงเหล่านี้ ปัญญาของลิงตัวนั้นมีอยู่เพียงอย่างนี้เท่านั้น ฝูงลิงที่เป็นบริวารนอกนี้จะมีปัญญาอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยเมสญฺจ สเมตานํ ความว่าลิงตัวใด ได้เป็นผู้รับสมมติว่าประเสริฐสุดกว่าลิงเหล่านี้ คือ กว่าลิงแม้ทั้งหมดผู้มีชาติกำเนิดเสมอกัน . บทว่า กิเมว อิตรา ปชา ความว่าปัญญาของลิงที่ต่ำทรามนอกนี้ ในบรรดาลิงเหล่านั้น จะเป็นเช่นไรหนอ. วานรทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ท่านยังไม่รู้อะไร ไฉนจึงด่วนมาติเตียนเราต่าง ๆ อย่างนี้เล่า เรายังไม่เห็นรากไม้แล้ว จะพึงรู้ต้นไม้ว่ารากหยั่งลงไปลึกได้อย่างไรเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺเม เป็นเพียงอาลปนะคือคำร้องเรียก. ในคาถานี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านยังไม่รู้เหตุและไม่ใช่เหตุด้วยประการใด มาด่วนติเตียนพวกเราโดยประการนั้นทันที ใครๆ ยังไม่ถอนรากแล้ว จะอาจรู้ได้อย่างไรว่า ชื่อว่าต้นไม้ต้นนี้หยั่งรากลงไปลึกหรือหาไม่ ด้วยเหตุนั้น พวกเราจึงให้ถอนขึ้นแล้วจึงรดน้ำตามประมาณของราก. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :เราไม่ติเตียนเจ้าทั้งหลายเพราะพวกเจ้าก็เป็นแต่ลิงไพรอาศัยอยู่ในป่า แต่คนเช่นพวกเจ้าปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชาองค์ใด พระราชาองค์นั้น คือพระเจ้าวิสสเสนะ จะพึงถูกติเตียนได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสฺสเสโน จ คารยฺโห ความว่าก็ในกาลปลูกต้นไม้นี้ พระเจ้าพาราณสีพระนามว่าวิสสเสนะ จะพึงถูกติเตียน. บทว่า ยสฺสตฺถา รุกฺขโรปกา ความว่า คนทั้งหลายเช่นพวกเจ้าเป็นผู้ปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชาใด. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า หัวหน้าวานร ในกาลนั้น ได้เป็นกุมารผู้ทำลายต้นไม้ในสวน ในบัดนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาอารามทูสกชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๔๓–๑๔๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
ārāmadūsakajātakaṃ
yomesañca sametānanti idaṃ satthā dakkhiṇāgirijanapade viharanto aññataraṃ uyyānapālaputtaṃ ārabbha kathesi.
Satthā kira vuṭṭhavasso jetavanā nikkhamitvā dakkhiṇāgirijanapade cārikaṃ carati. Atheko upāsako buddhappamukhaṃ bhikkhusaṅghaṃ nimantetvā uyyāne nisīdāpetvā yāgukhajjakehi santappetvā ayyā uyyāne caritukāmā iminā uyyānapālena saddhiṃ carantūti vatvā uyyāne ayyānaṃ phalāphalāni dadeyyāsīti uyyānapālaṃ āṇāpesi. Bhikkhū caramānā ekaṃ chiddaṭṭhānaṃ disvā imaṃ ṭhānaṃ chiddaṃ aviruḷharukkhaṃ kinnukho kāraṇanti pucchiṃsu. Atha tesaṃ uyyānapālo ācikkhi eko kira uyyānapālaputto uparopakesu udakaṃ āsiñcanto mūlappamāṇena āsiñcissāmīti uppāṭetvā malappamāṇena udakaṃ āsiñci tena taṃ ṭhānaṃ chiddaṃ jātanti. Bhikkhū satthu santikaṃ āgantvā etamatthaṃ ārocesuṃ. Satthā na bhikkhave idāneva pubbepi so kumāro ārāmadūsakoyevāti vatvā tehi Yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ vissasene nāma (rāje 1-) rajjaṃ kārente ussave saṅghuṭṭhe uyyānapālo ussavaṃ kīḷissāmīti uyyānavāsino makkaṭe āha imaṃ uyyānaṃ tumhākaṃ bahūpakāraṃ ahaṃ sattāhaṃ ussavaṃ kīḷissāmi tumhe satta divase uparopakesu udakaṃ āsiñcathāti āha. Te sādhūti sampaṭicchiṃsu. So tesaṃ cammaghaṭake datvā pakkāmi. Makkaṭā udakaṃ āsiñcitvā uparopa kesu āsiñciṃsu. Atha ne makkaṭajeṭṭhako āha āgametha tāva udakaṃ nāma sabbakālaṃ dullabhaṃ taṃ rakkhitabbaṃ uparopakesu uppāṭetvā mūlappamāṇaṃ ñatvā dīghamūlakesu bahuṃ rassamūlakesu appaṃ udakaṃ abhisiñcituṃ vaṭṭatīti. Te sādhūti sampaṭicchitvā ekacce uparopakesu uppāṭetvā gacchanti ekacce ropetvā udakaṃ āsiñcanti. Tasmiṃ kāle bodhisatto bārāṇasiyaṃ ekassa kulassa putto ahosi. So kenacideva karaṇīyena uyyānaṃ gantvā te makkaṭe tathā karonte disvā ko tumhe evaṃ kāretīti pucchitvā vānarajeṭṭhakoti vutte jeṭṭhakassa tāva vo ayaṃ paññā tumhākaṃ pana kīdisā bhavissatīti etamatthaṃ pakāsento paṭhamaṃ gāthamāha
yomesañca sametānaṃ ahuvā seṭṭhasammato
tassāyaṃ edisī paññā kimeva itarā pajāti.
Tattha yomesañca sametānanti yo imesaṃ sabbesampi
@Footnote: 1 raññe. Samānajātīnaṃ ahuvā seṭaṭhasammato ahosi. Kimeva itarā pajāti yā itarā etesu lāmakā pajā kīdisā nukho tassā paññāti.
Tassa kathaṃ sutvā vānarā dutiyaṃ gāthamāhaṃsu
evameva tuvaṃ brahme anaññāya vinindasi
kathaṃ hi mūlaṃ adisvā rukkhaṃ jaññā patiṭṭhitanti.
Tattha brahmeti ālapanamattaṃ. Ayaṃ panettha saṅkhepattho tvaṃ bho purisa yathā kāraṇākāraṇaṃ ajānitvā evameva amhe vinindasi rukkho nāma gambhīre patiṭṭhito vā esa na vāti mūlaṃ anuppāṭetvā kathaṃ ñātuṃ sakkā tena mayaṃ uppāṭetvā mūlappamāṇena udakaṃ āsiñcāmāti.
Taṃ sutvā bodhisatto tatiyaṃ gāthamāha
nāhaṃ tumhe vinindāmi ye cettha vānarā vane
vissaseno ca gārayho yassatthā rukkharopakāti.
Tattha vissaseno ca gārayhoti bārāṇasīrājā vissaseno cettha garahitabbo. Yassatthā rukkharopakāti yassatthāya tumhādisā rukkharopakā jātāti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā vānarajeṭṭhako ārāmadūsakakumāro ahosi paṇḍitapuriso pana ahamevāti.
Ārāmadūsakajātakaṃ aṭṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗