ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุชาตาชาดก
ชาดกที่ ๒๖๙ · ติกนิบาตชาดก · ปทุมวรรค

สุชาตาชาดก

ว่าด้วยถ้อยคำไพเราะทำให้คนรัก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐๖ · บรรทัด ๒๒๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุชาตาชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภนางสุชาดาน้องหญิงของนางวิสาขา ธิดาของธนัญชัยเศรษฐี สะใภ้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น หิ วณฺเณน สมฺปนฺนา ดังนี้. ได้ยินว่า นางสุชาดานั้นเข้าไปยังเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เต็มไปด้วยยศอย่างใหญ่หลวง. นางสุชาดานั้นคิดว่า เราเป็นธิดาของตระกูลใหญ่ จึงเป็นผู้ถือตัวจัด มักโกรธ ดุร้าย หยาบช้าไม่กระทำวัตรปฏิบัติแก่พ่อผัว แม่ผัว และสามี เที่ยวคุกคามเฆี่ยนตีคนในเรือน. ครั้นวันหนึ่ง พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐เสด็จเข้าไปยังเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ประทับนั่งอยู่. ฝ่ายมหาเศรษฐีก็เข้าไปนั่งใกล้พระศาสดา ฟังธรรมอยู่. ขณะนั้น นางสุชาดาทำการทะเลาะกับพวกทาสและกรรมกร. พระศาสดาทรงหยุดธรรมกถาตรัสว่า นี่เสียงอะไร. ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีหญิงสะใภ้ในตระกูลคนหนึ่ง ไม่มีความเคารพ. นางไม่มีวัตรปฏิบัติต่อพ่อผัว แม่ผัว และสามี ไม่ให้ทาน ไม่รักษาศีลไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เที่ยวก่อแต่การทะเลาะทุกวันทุกคืน. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียกนางมา. นางสุชาดามาถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามนางว่า ดูก่อนสุชาดา ภรรยาของบุรุษมี ๗ จำพวก เธอเป็นภรรยาพวกไหน ในบรรดาภรรยา ๗ จำพวกนั้น. นางสุชาดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่ทราบความแห่งพระดำรัสที่พระองค์ตรัสโดยย่อ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่หม่อมฉันโดยพิสดารเถิด. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงเงี่ยโสตสดับแล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :ภรรยาคนใดของชายมีอาการอย่างนี้คือมีจิตคิดประทุษร้ายสามี มิได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สามี ยินดีรักใคร่ในบุรุษอื่น ดูหมิ่นล่วงเกินสามี ขวนขวายเพื่อจะฆ่าสามีผู้ถ่ายมาด้วยทรัพย์ ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า วธกาภริยา ภรรยาเสมอเพชฌฆาต. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้คือ สามีได้ทรัพย์สิ่งใดมา โดยทางศิลปวิทยาก็ดี โดยทางค้าขายก็ดี ทางกสิกรรมก็ดี แม้จะน้อยมากเพียงใด ก็มอบให้ภรรยาเก็บรักษาไว้ แต่ภรรยานั้นไม่รู้จักเก็บงำปรารถนาแต่จะใช้ทรัพย์นั้นให้หมดเปลืองไป ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า โจรีภริยาภรรยาเสมอดังโจร. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ ไม่ปรารถนาทำการงานเกียจคร้าน กินจุ หยาบช้า ดุร้าย ปากคอเราะราน ประพฤติข่มขี่พวกคนผู้คอยรับใช้ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า อัยยาภริยาภรรยาเสมอดังเจ้า. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ โอบอ้อมอารี ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีคล้ายมารดาตามรักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่ามาตาภริยา ภรรยาเสมอดังมารดา. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ มีความเคารพสามีของตน มีความละอายใจ ประพฤติตามอำนาจ ความพอใจของสามี คล้ายกับน้องหญิงมีความเคารพพี่ชายฉะนั้น ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า ภคินีภริยา ภรรยาเสมอดังน้องหญิง. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ เห็นสามีย่อมร่าเริงยินดี คล้ายกับหญิงสหาย เห็นมิตรสหายมาเรือนของตนฉะนั้น เป็นผู้รักษาวงศ์ตระกูล มีศีลมีวัตรปฏิบัติต่อสามี ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่าสขีภริยา ภรรยาเสมอดังเพื่อน. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ เป็นคนไม่มีความขึ้งโกรธ ถึงจะถูกคุกคามด้วยการฆ่าและลงอาญา ก็ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย อดกลั้นต่อสามี ไม่โกรธ ยอมประพฤติตามอำนาจสามีภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า ทาสีภริยาภรรยาเสมอดังทาส.๑ดูก่อนสุชาดา ภรรยาของบุรุษมี ๗ จำพวกนี้แล บรรดาภรรยา ๗ จำพวกนั้น ภรรยา ๓ จำพวกเหล่านี้ คือ ภรรยาเสมอดังเพชฌฆาต ๑ ภรรยาเสมอดังโจร ๑ ภรรยาเสมอดังเจ้า ๑ ย่อมบังเกิดในนรก ส่วนภรรยา ๔ จำพวกนอกนี้ ย่อมบังเกิดในเทวโลกชั้นนิมมานรดิ ครั้นพระศาสดาตรัสจำแนกภรรยา ๗ จำพวกด้วยพระคาถาแล้ว จึงตรัสนิคมพจน์ดังนี้ว่า :ก็ภรรยาใดในโลกนี้ ที่เรียกว่าวธกาภริยา โจรีภริยา และอัยยาภริยา เป็นคนทุศีลหยาบช้า มีได้เอื้อเฟื้อ ภรรยานั้น ครั้นแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมไปสู่นรก. ส่วนภรรยาใดในโลกนี้ ที่เรียกว่า มาตาภริยา ภคินีภริยาสขีภริยา และทาสีภริยา เป็นคนดำรงอยู่ในศีล สำรวมระวังดีตลอดเวลานาน ภรรยานั้น ครั้นแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมไปสู่สุคติ.

๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๖๐. เมื่อพระศาสดาทรงแสดงภรรยา ๗ จำพวก ด้วยประการอย่างนี้แล้ว นางสุชาดาได้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสุชาดา บรรดาภรรยา ๗ จำพวกนี้ เธอเป็นภรรยาพวกไหน ? นางสุชาดาจึงกราบทูลว่า กระหม่อมฉัน ขอเป็นภรรยาเสมอด้วยทาส พระเจ้าข้า แล้วถวายบังคมขอขมาพระศาสดา. พระศาสดาทรงทรมานนางสุชาดาหญิงสะใภ้ ด้วยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยประการดังนี้ ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้วเสด็จไปพระวิหาร. เชตวัน เมื่อภิกษุสงฆ์แสดงวัตรแล้ว จึงเสด็จเข้าพระคันธกุฎี. ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงพระคุณของพระศาสดาในโรงธรรมสภาว่าอาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงทรมานนางสุชาดาหญิงสะใภ้ด้วยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ให้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราก็ได้ทรมานนางสุชาดาด้วยโอวาทครั้งเดียวเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พอเจริญวัย ได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติทรงครองราชย์โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ. พระมารดาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นผู้มักโกรธ ดุร้าย หยาบช้า ชอบด่า ชอบบริภาษ. พระโพธิสัตว์นั้นประสงค์จะถวายโอวาทแก่พระมารดา ทรงพระดำริว่า. การกราบทูลถ้อยคำที่ไม่มีเรื่องอ้างอิงอย่างนี้ ไม่สมควร จึงเสด็จเที่ยวมองหาข้อเปรียบเทียบ เพื่อทรงแนะนำพระมารดา. ครั้นวันหนึ่ง ได้เสด็จไปยังพระราชอุทยาน. แม้พระมารดาก็ได้เสด็จไปพร้อมกับพระโอรสเหมือนกัน. ครั้งนั้น นกกระต้อยตีวิดกำลังส่งเสียงร้องอยู่ในระหว่างทาง. บริษัทของพระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงนั้น จึงพากันปิดหูแล้วกล่าวว่า ดูก่อนเจ้านกผู้มีเสียงกระด้างหยาบช้า เจ้าอย่าได้ส่งเสียงร้อง. ก็เมื่อพระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยนักฟ้อนเสด็จเที่ยวพระราชอุทยานกับพระมารดา มีนกดุเหว่าตัวหนึ่งแอบอยู่ที่ต้นสาละต้นหนึ่งมีดอกบานสะพรั่ง ส่งเสียงร้องด้วยสำเนียงอันไพเราะ. มหาชนพากันหลงใหลเสียงนั้น ประคองอัญชลีกล่าวว่า ดูก่อนนกผู้มีเสียงอ่อนหวานสละสลวยนุ่มนวล เจ้าจงร้องต่อไป ๆ แล้วต่างแหงนคอเงี่ยโสตยืนแลดูอยู่. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทรงทราบชัดเหตุการณ์ทั้งสองนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า เราจักสามารถทำพระมารดาให้ยินยอมได้ในบัดนี้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมารดา มหาชนได้ยินเสียงนกต้อยตีวิดในระหว่างทาง ต่างพูดว่า เจ้าอย่าส่งเสียงร้อง แล้วปิดหูเสียชื่อว่าวาจาหยาบไม่เป็นที่รักของใคร ๆ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

สัตว์เหล่านี้สมบูรณ์ด้วยสีสรรวรรณะมีสำเนียงอ่อนหวานน่ารักน่าชม แต่เป็นสัตว์มีวาจากระด้าง ย่อมไม่เป็นที่รักของใคร ๆทั้งในโลกนี้และโลกหน้า. พระองค์ก็ได้เห็นมิใช่หรือว่า นกดุเหว่าตัวนี้ ดำ สีไม่สวยตัวลายพร้อย แต่เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะวาจาอ่อนหวาน. เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต้องการจะให้ตนเป็นที่รักของมหาชน พึงเป็นผู้มีวาจาสละสลวย พูดด้วยความคิด ไม่ฟุ้งซ่าน ถ้อยคำของผู้ที่แสดงอรรถและธรรม เป็นถ้อยคำไพเราะ. คาถาเหล่านั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ ข้าแต่พระมารดา สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยสีกายมีสีเหมือนดอกประยงค์เป็นต้น ชื่อว่ามีเสียงไพเราะ เพราะเสียงเปล่งไพเราะ ชื่อว่าน่ารักน่าชม เพราะมีรูปร่างงดงาม แต่ชื่อว่าเป็นสัตว์มีวาจาหยาบ เพราะประกอบด้วยวาจาแข็งกระด้างอันเป็นไปด้วยการด่าและการบริภาษเป็นต้น จนชั้นที่สุดบิดามารดา จึงชื่อว่าไม่เป็นที่รักของใคร ๆ ในโลกนี้และในโลกหน้าเหมือนนกต้อยตีวิดที่มีวาจากระด้างในระหว่างทางฉะนั้น ส่วนนกดุเหว่ามีปกติกล่าวอ่อนหวาน ประกอบด้วยวาจากลมเกลี้ยง ไพเราะถึงจะมีรูปไม่งามก็เป็นที่รักใคร่ได้. ด้วยเหตุนั้น กระหม่อมฉัน จึงขอกล่าวกะพระองค์ว่า พระองค์เห็นมิใช่หรือ นกดุเหว่าตัวนี้ ดำมีสีไม่สวย ลายพร้อยด้วยเมล็ดงาดำ อันดำยิ่งกว่าแม้สีกาย แต่ถึงนกดุเหว่านั้น แม้จะเป็นสัตว์มีสีกายไม่สวยงามอย่างนี้ ก็ยังเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะมีวาจาอ่อนหวาน. ดังนั้น เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายมีวาจาแข็งกระด้าง ย่อมไม่เป็นที่รักแม้ของบิดามารดาในโลก ฉะนั้น บุคคลผู้ปรารถนาจะให้เป็นที่รักของชนเป็นอันมาก พึงเป็นผู้มีวาจาสละสลวย อ่อนหวาน กลมกล่อม ไพเราะนุ่มนวล. และชื่อว่ากล่าวด้วยความคิด เพราะกล่าวกำหนด้วยความคิด กล่าวคือปัญญา ชื่อว่าไม่ฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ เพราะกล่าวถ้อยคำพอประมาณ เว้นความฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ. ก็บุคคลใดผู้เห็นปานนี้แสดงอรรถและธรรม ถ้อยคำของบุคคลนั้น ชื่อว่าไพเราะอาศัยเหตุกล่าวไม่ทำคนอื่นให้โกรธเคือง. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระมารดา ด้วยคาถา ๓ คาถาเหล่านี้ ด้วยประการอย่างนี้ ทำให้พระมารดารู้สึกพระองค์ได้. จำเดิมแต่นั้น พระมารดาได้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยพระมารยาท. ก็พระโพธิสัตว์ทรงการทำพระมารดาให้หมดพยศ ด้วยพระโอวาท เพียงโอวาทเดียวเท่านั้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระมารดาของพระเจ้าพาราณสี ในครั้งนั้น ได้เป็นนางสุชาดาในบัดนี้ ส่วนพระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาสุชาตาชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๔๗–๑๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๖๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สุชาตาชาตกํ

น หิ วณฺเณน สมฺปนฺนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อนาถปิณฺฑิกสฺส สุณิสํ ธนญฺชยเสฏฺฐิธีตรํ วิสาขาย กนิฏฺฐภคินึ สุชาตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สา กิร มหนฺเตน ยเสน อนาถปิณฺฑิกสฺส ฆรํ ปูรยมานา ปาวิสิ ฯ มหากุลสฺส ธีตา อหนฺติ มานตฺถทฺธา อโหสิ โกธนา จณฺฑา ผรุสา สสฺสุรสสฺสุสามิกวตฺตานิ น กโรติ เคหชนํ ตชฺเชนฺตี ปหรนฺตี วิจรติ ฯ อเถกทิวสํ สตฺถา ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ ปริวุโต อนาถปิณฺฑิกสฺส เคหํ คนฺตฺวา นิสีทิ ฯ มหาเสฏฺฐีปิ ธมฺมํ สุณนฺโต ภควนฺตํ อุปนิสีทิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สุชาตา ทาสกมฺมกเรหิ สทฺธึ กลหํ กโรติ ฯ สตฺถา ธมฺมกถํ ฐเปตฺวา กึสทฺโท เอโสติ อาห ฯ เอกา ภนฺเต กุลสุณฺหา อคารวา เนวสฺสา สสฺสุรสสฺสุสามิกวตฺตํ อตฺถิ อทานสีลา อสฺสทฺธา อปฺปสนฺนา อโหรตฺตํ กลหํ กุรุมานา วิจรตีติ ฯ เตนหิ นํ ปกฺโกสถาติ ฯ สา อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ สตฺถา สตฺต สุชาเต ปุริสสฺส ภริยา ตาสํ ตฺวํ กตราสีติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต นาหํ สงฺขิตฺเตน กถิตสฺส อตฺถํ ชานามิ วิตฺถาเรน เม กเถถาติ ฯ สตฺถา เตนหิ โอหิตโสตา สุณาหีติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

ปทุฏฺฐจิตฺตา อหิตานุกมฺปินี

อญฺเญสุ รตฺตา อติมญฺญเต ปตึ

ธเนน กีตสฺส วธาย อุสฺสุกา

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

วธกา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

ยํ อิตฺถิยา วินฺทติ สามิโก ธนํ

สิปฺปํ วณิชฺชญฺจ กสึ อธิฏฺฐหํ ๑-

อปฺปมฺปิ ตสฺส ปหายิตุมิจฺฉติ ๒-

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

โจรี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

อกมฺมกามา อลสา มหคฺฆสา

ผรุสา จ จณฺฑี จ ทุรุตฺตวาทินี

อุฏฺฐายิกานํ อภิภุยฺย วตฺตินี ๓-

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

อยฺยา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

ยา สพฺพทา โหติ หิตานุกมฺปินี

มาตาว ปุตฺตํ อนุรกฺขเต ปตึ

ตโต ธนํ สมฺภตมสฺส รกฺขติ

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

มาตา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

ยถาปิ เชฏฺฐา ภคินี กนิฏฺฐกา

สคารวา โหติ สกมฺหิ สามิเก

@เชิงอรรถ: ๑ กสิมธิฏฺฐหิ ฯ ๒ ตสฺมา อปหาตุมิจฺฉติ ฯ ๓ อุปฏฺฐายิกานํ อภิภุยฺย วตฺตติ ฯ

หิรีมนา ภตฺตุวสานุวตฺตินี

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

ภคินี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

ยา จีธ ทิสฺวาน ปตึ ปโมทติ

สขํ สขีว สคารมาคตํ ๑-

โกเลยฺยกา สีลวตี ปติพฺพตา

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

สขี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

อกฺกุทฺธสนฺตา วธทณฺฑตชฺชิตา

อทุฏฺฐจิตฺตา ปติโน ติติกฺขติ

อกฺโกธนา ภตฺตุวสานุวตฺตินี

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

ทาสี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจตีติ ๒-

อิมา โข สุชาเต ปุริสสฺส สตฺต ภริยา ตาสุ วธกสมา โจรสมา อยฺยสมาติ อิมา ติสฺโส นิรเย นิพฺพตฺตนฺติ อิตรา จตสฺโส นิมฺมานรตีเทวโลเก อุปฺปชฺชนฺติ

ยา จีธ ภริยา วธกาติ วุจฺจติ

โจรีติ อยฺยาติ จ สา ปวุจฺจติ

ทุสฺสีลรูปา ผรุสา อนาทรา

กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ตา

@เชิงอรรถ: ๑ สขี สขารํว จิรสฺสมาคตํ ฯ ๒ อํ. สตฺตก. ๙๔ ฯ

ยา จีธ มาตา ภคินี สขี จ

ทาสีติ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

สีเล ฐิตตฺตา จิรรตฺตสํวุตา

กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ตาติ ฯ

เอวํ สตฺถริ อิมา สตฺต ภริยา ทสฺเสนฺเตเยว สุชาตา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ สุชาเต ตฺวํ อิมาสํ สตฺตนฺนํ ภริยานํ กตราติ วุตฺเต สา ทาสีสมา อหํ ภนฺเตติ วตฺวา ตถาคตํ วนฺทิตฺวา ขมาเปสิ ฯ อิติ สตฺถา สุชาตํ ฆรสุณฺหํ เอโกวาเทเนว ทเมตฺวา กตภตฺตกิจฺโจ เชตวนํ คนฺตฺวา ภิกฺขุสงฺเฆน วตฺเต ทสฺสิเต คนฺธกุฏึ ปาวิสิ ฯ ธมฺมสภายมฺปิ โข ภิกฺขู สตฺถุ คุณกถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เอโกวาเทเนว สตฺถา สุชาตํ ฆรสุณฺหํ ทเมตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพเพปิ มยา สุชาตา เอโกวาเทเนว ทมิตาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาย ธมฺเมน สเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส มาตา โกธนา อโหสิ จณฺฑา ผรุสา อกฺโกสิกปริภาสิกา ฯ โส มาตุ โอวาทํ ทาตุกาโม เอวเมว อวตฺถุกํ กเถตุํ น ยุตฺตนฺติ ตสฺสา อนุนยตฺถํ เอกํ อุปมํ โอโลเกนฺโต จรติ ฯ อเถกทิวสํ อุยฺยานํ อคมาสิ ฯ มาตาปิ ปุตฺเตน สทฺธิญฺเญว อคมาสิ ฯ อถ อนฺตรามคฺเค กิกีสกุโณ วิรวิ ฯ โพธิสตฺตสฺส ปริสา จ ตํ สทฺทํ สุตฺวา กณฺเณ ปิทหิตฺวา อมฺโภ จณฺฑวาเจ ผรุสวาเจ มา สทฺทมกาสีติ อาห ฯ โพธิสตฺเต ปน นาฏกปริวุเต มาตรา สทฺธึ อุยฺยานํ วิจรนฺเต เอกสฺมึ สุปุปฺผิเต สาลรุกฺเข นิลีนา เอกา โกกิลา มธุเรน สเรน วสฺสิ ฯ มหาชโน ตสฺสา สเรน สมฺมตฺโต หุตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา สณฺหวาเจ สขิลวาเจ มุทุวาเจ วสฺส วสฺสาติ คีวํ อุกฺขิปิตฺวา โอหิตโสโต โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อถ โพธิสตฺโต ตานิ เทฺว การณานิ วิทิตฺวา อิทานิ มาตรํ สญฺญาเปตุํ สกฺขิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อมฺม อนฺตรามคฺเค กิกีสทฺทํ สุตฺวา มหาชโน มา สทฺทมกาสีติ กณฺเณ ปิทหิ ผรุสวาจา นาม น กสฺสจิ ปิยาติ วตฺวา อิมา คาถา อโวจ

น หิ วณฺเณน สมฺปนฺนา มญฺชุกา ปิยทสฺสนา

ขรวาจา ปิยา โหนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ

นนุ ปสฺสสิมํ กาฬึ ทุวณฺณํ ติลกาหตํ

โกกิลํ สณฺหวาเจน พหูนํ ปาณินํ ปิยํ

ตสฺมา สขิลวาจสฺส มนฺตภาณี อนุทฺธโต

อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ มธุรนฺตสฺส ภาสิตนฺติ ฯ

ตาสํ อยมตฺโถ อมฺม อิเม สตฺตา ปิยงฺคุสามาทินา สรีรวณฺเณน สมฺปนฺนา กถานิคฺโฆสสฺส มธุรตาย มญฺชุกา อภิรูปตาย ปิยทสฺสนา สมานา อนฺตมโส มาตาปิตโร อกฺโกสปริภาสาทิ- วเสน ปวตฺตาย ขรวาจาย สมนฺนาคตตฺตา ขรวาจา อิมสฺมิญฺจ โลเก ปรสฺมิญฺจ โลเก ปิยา นาม น โหนฺติ อมฺม อนฺตรามคฺเค ขรวาจา กิกี วิย สณฺหภาณิโน ปน มฏฺฐาย มธุราย วาจาย สมนฺนาคตา วิรูปา ปิยา โหนฺติ เตน ตํ วทามิ นนุ ปสฺสสิ อิมํ กาฬึ ทุพฺพณฺณํ สรีรวณฺณโตปิ กาฬตเรหิ ติลเกหิ อาหตํ โกกิลํ สา จ เอวํ ทุพฺพณฺณา สมานาปิ สณฺหวาเจน พหุนฺนํ ปาณีนํ ปิยา ชาตา อิติ ยสฺมา ขรวาจา สตฺตา โลเก มาตา- ปิตูนมฺปิ อปฺปิยา ตสฺมา พหุชนสฺส ปิยภาวํ อิจฺฉนฺโต โปโส สขิลวาโจ สณฺหวาโจ มฏฺฐวาโจ มธุรวาโจ มุทุวาโจ อสฺส ปญฺญาสงฺขาตาย มนฺตาย ปริจฺฉินฺทิตฺวา วทนโต มนฺตภาณี วินา อุทฺธจฺเจน ปมาณยุตฺตสฺเสว กถนโต อนุทฺธโต โย หิ เอวรูโป อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ทีเปติ ตสฺส ภาสิตํ การณนิสฺสิตํ กตฺวา ปรํ อโกเปตฺวา กถิตตฺตา มธุรนฺติ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต อิมาหิ ตีหิ คาถาหิ ธมฺมํ มาตุ เทเสตฺวา มาตรํ สญฺญาเปสิ ฯ สา ตโต ปฏฺฐาย อาจารสมฺปนฺนา อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต หิ มาตรํ เอโกวาเทเนว นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พาราณสีรญฺโญ มาตา สุชาตา อโหสิ ราชา ปน อหเมวาติ ฯ

สุชาตาชาตกํ นวมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖๘. อารามทูสกชาดกชาดกถัดไป๒๗๐. อุลูกชาดก