สุชาตาชาดก
ว่าด้วยถ้อยคำไพเราะทำให้คนรัก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐๖ · บรรทัด ๒๒๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภนางสุชาดาน้องหญิงของนางวิสาขา ธิดาของธนัญชัยเศรษฐี สะใภ้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น หิ วณฺเณน สมฺปนฺนา ดังนี้. ได้ยินว่า นางสุชาดานั้นเข้าไปยังเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เต็มไปด้วยยศอย่างใหญ่หลวง. นางสุชาดานั้นคิดว่า เราเป็นธิดาของตระกูลใหญ่ จึงเป็นผู้ถือตัวจัด มักโกรธ ดุร้าย หยาบช้าไม่กระทำวัตรปฏิบัติแก่พ่อผัว แม่ผัว และสามี เที่ยวคุกคามเฆี่ยนตีคนในเรือน. ครั้นวันหนึ่ง พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐เสด็จเข้าไปยังเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ประทับนั่งอยู่. ฝ่ายมหาเศรษฐีก็เข้าไปนั่งใกล้พระศาสดา ฟังธรรมอยู่. ขณะนั้น นางสุชาดาทำการทะเลาะกับพวกทาสและกรรมกร. พระศาสดาทรงหยุดธรรมกถาตรัสว่า นี่เสียงอะไร. ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีหญิงสะใภ้ในตระกูลคนหนึ่ง ไม่มีความเคารพ. นางไม่มีวัตรปฏิบัติต่อพ่อผัว แม่ผัว และสามี ไม่ให้ทาน ไม่รักษาศีลไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เที่ยวก่อแต่การทะเลาะทุกวันทุกคืน. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียกนางมา. นางสุชาดามาถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามนางว่า ดูก่อนสุชาดา ภรรยาของบุรุษมี ๗ จำพวก เธอเป็นภรรยาพวกไหน ในบรรดาภรรยา ๗ จำพวกนั้น. นางสุชาดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่ทราบความแห่งพระดำรัสที่พระองค์ตรัสโดยย่อ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่หม่อมฉันโดยพิสดารเถิด. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงเงี่ยโสตสดับแล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :ภรรยาคนใดของชายมีอาการอย่างนี้คือมีจิตคิดประทุษร้ายสามี มิได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สามี ยินดีรักใคร่ในบุรุษอื่น ดูหมิ่นล่วงเกินสามี ขวนขวายเพื่อจะฆ่าสามีผู้ถ่ายมาด้วยทรัพย์ ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า วธกาภริยา ภรรยาเสมอเพชฌฆาต. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้คือ สามีได้ทรัพย์สิ่งใดมา โดยทางศิลปวิทยาก็ดี โดยทางค้าขายก็ดี ทางกสิกรรมก็ดี แม้จะน้อยมากเพียงใด ก็มอบให้ภรรยาเก็บรักษาไว้ แต่ภรรยานั้นไม่รู้จักเก็บงำปรารถนาแต่จะใช้ทรัพย์นั้นให้หมดเปลืองไป ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า โจรีภริยาภรรยาเสมอดังโจร. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ ไม่ปรารถนาทำการงานเกียจคร้าน กินจุ หยาบช้า ดุร้าย ปากคอเราะราน ประพฤติข่มขี่พวกคนผู้คอยรับใช้ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า อัยยาภริยาภรรยาเสมอดังเจ้า. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ โอบอ้อมอารี ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีคล้ายมารดาตามรักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่ามาตาภริยา ภรรยาเสมอดังมารดา. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ มีความเคารพสามีของตน มีความละอายใจ ประพฤติตามอำนาจ ความพอใจของสามี คล้ายกับน้องหญิงมีความเคารพพี่ชายฉะนั้น ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า ภคินีภริยา ภรรยาเสมอดังน้องหญิง. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ เห็นสามีย่อมร่าเริงยินดี คล้ายกับหญิงสหาย เห็นมิตรสหายมาเรือนของตนฉะนั้น เป็นผู้รักษาวงศ์ตระกูล มีศีลมีวัตรปฏิบัติต่อสามี ภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่าสขีภริยา ภรรยาเสมอดังเพื่อน. ภรรยาใดของชายมีอาการอย่างนี้ คือ เป็นคนไม่มีความขึ้งโกรธ ถึงจะถูกคุกคามด้วยการฆ่าและลงอาญา ก็ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย อดกลั้นต่อสามี ไม่โกรธ ยอมประพฤติตามอำนาจสามีภรรยาชนิดนั้น ท่านเรียกว่า ทาสีภริยาภรรยาเสมอดังทาส.๑ดูก่อนสุชาดา ภรรยาของบุรุษมี ๗ จำพวกนี้แล บรรดาภรรยา ๗ จำพวกนั้น ภรรยา ๓ จำพวกเหล่านี้ คือ ภรรยาเสมอดังเพชฌฆาต ๑ ภรรยาเสมอดังโจร ๑ ภรรยาเสมอดังเจ้า ๑ ย่อมบังเกิดในนรก ส่วนภรรยา ๔ จำพวกนอกนี้ ย่อมบังเกิดในเทวโลกชั้นนิมมานรดิ ครั้นพระศาสดาตรัสจำแนกภรรยา ๗ จำพวกด้วยพระคาถาแล้ว จึงตรัสนิคมพจน์ดังนี้ว่า :ก็ภรรยาใดในโลกนี้ ที่เรียกว่าวธกาภริยา โจรีภริยา และอัยยาภริยา เป็นคนทุศีลหยาบช้า มีได้เอื้อเฟื้อ ภรรยานั้น ครั้นแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมไปสู่นรก. ส่วนภรรยาใดในโลกนี้ ที่เรียกว่า มาตาภริยา ภคินีภริยาสขีภริยา และทาสีภริยา เป็นคนดำรงอยู่ในศีล สำรวมระวังดีตลอดเวลานาน ภรรยานั้น ครั้นแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมไปสู่สุคติ.
๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๖๐. เมื่อพระศาสดาทรงแสดงภรรยา ๗ จำพวก ด้วยประการอย่างนี้แล้ว นางสุชาดาได้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสุชาดา บรรดาภรรยา ๗ จำพวกนี้ เธอเป็นภรรยาพวกไหน ? นางสุชาดาจึงกราบทูลว่า กระหม่อมฉัน ขอเป็นภรรยาเสมอด้วยทาส พระเจ้าข้า แล้วถวายบังคมขอขมาพระศาสดา. พระศาสดาทรงทรมานนางสุชาดาหญิงสะใภ้ ด้วยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยประการดังนี้ ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้วเสด็จไปพระวิหาร. เชตวัน เมื่อภิกษุสงฆ์แสดงวัตรแล้ว จึงเสด็จเข้าพระคันธกุฎี. ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงพระคุณของพระศาสดาในโรงธรรมสภาว่าอาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงทรมานนางสุชาดาหญิงสะใภ้ด้วยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ให้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราก็ได้ทรมานนางสุชาดาด้วยโอวาทครั้งเดียวเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พอเจริญวัย ได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติทรงครองราชย์โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ. พระมารดาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นผู้มักโกรธ ดุร้าย หยาบช้า ชอบด่า ชอบบริภาษ. พระโพธิสัตว์นั้นประสงค์จะถวายโอวาทแก่พระมารดา ทรงพระดำริว่า. การกราบทูลถ้อยคำที่ไม่มีเรื่องอ้างอิงอย่างนี้ ไม่สมควร จึงเสด็จเที่ยวมองหาข้อเปรียบเทียบ เพื่อทรงแนะนำพระมารดา. ครั้นวันหนึ่ง ได้เสด็จไปยังพระราชอุทยาน. แม้พระมารดาก็ได้เสด็จไปพร้อมกับพระโอรสเหมือนกัน. ครั้งนั้น นกกระต้อยตีวิดกำลังส่งเสียงร้องอยู่ในระหว่างทาง. บริษัทของพระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงนั้น จึงพากันปิดหูแล้วกล่าวว่า ดูก่อนเจ้านกผู้มีเสียงกระด้างหยาบช้า เจ้าอย่าได้ส่งเสียงร้อง. ก็เมื่อพระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยนักฟ้อนเสด็จเที่ยวพระราชอุทยานกับพระมารดา มีนกดุเหว่าตัวหนึ่งแอบอยู่ที่ต้นสาละต้นหนึ่งมีดอกบานสะพรั่ง ส่งเสียงร้องด้วยสำเนียงอันไพเราะ. มหาชนพากันหลงใหลเสียงนั้น ประคองอัญชลีกล่าวว่า ดูก่อนนกผู้มีเสียงอ่อนหวานสละสลวยนุ่มนวล เจ้าจงร้องต่อไป ๆ แล้วต่างแหงนคอเงี่ยโสตยืนแลดูอยู่. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทรงทราบชัดเหตุการณ์ทั้งสองนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า เราจักสามารถทำพระมารดาให้ยินยอมได้ในบัดนี้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมารดา มหาชนได้ยินเสียงนกต้อยตีวิดในระหว่างทาง ต่างพูดว่า เจ้าอย่าส่งเสียงร้อง แล้วปิดหูเสียชื่อว่าวาจาหยาบไม่เป็นที่รักของใคร ๆ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
สัตว์เหล่านี้สมบูรณ์ด้วยสีสรรวรรณะมีสำเนียงอ่อนหวานน่ารักน่าชม แต่เป็นสัตว์มีวาจากระด้าง ย่อมไม่เป็นที่รักของใคร ๆทั้งในโลกนี้และโลกหน้า. พระองค์ก็ได้เห็นมิใช่หรือว่า นกดุเหว่าตัวนี้ ดำ สีไม่สวยตัวลายพร้อย แต่เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะวาจาอ่อนหวาน. เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต้องการจะให้ตนเป็นที่รักของมหาชน พึงเป็นผู้มีวาจาสละสลวย พูดด้วยความคิด ไม่ฟุ้งซ่าน ถ้อยคำของผู้ที่แสดงอรรถและธรรม เป็นถ้อยคำไพเราะ. คาถาเหล่านั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ ข้าแต่พระมารดา สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยสีกายมีสีเหมือนดอกประยงค์เป็นต้น ชื่อว่ามีเสียงไพเราะ เพราะเสียงเปล่งไพเราะ ชื่อว่าน่ารักน่าชม เพราะมีรูปร่างงดงาม แต่ชื่อว่าเป็นสัตว์มีวาจาหยาบ เพราะประกอบด้วยวาจาแข็งกระด้างอันเป็นไปด้วยการด่าและการบริภาษเป็นต้น จนชั้นที่สุดบิดามารดา จึงชื่อว่าไม่เป็นที่รักของใคร ๆ ในโลกนี้และในโลกหน้าเหมือนนกต้อยตีวิดที่มีวาจากระด้างในระหว่างทางฉะนั้น ส่วนนกดุเหว่ามีปกติกล่าวอ่อนหวาน ประกอบด้วยวาจากลมเกลี้ยง ไพเราะถึงจะมีรูปไม่งามก็เป็นที่รักใคร่ได้. ด้วยเหตุนั้น กระหม่อมฉัน จึงขอกล่าวกะพระองค์ว่า พระองค์เห็นมิใช่หรือ นกดุเหว่าตัวนี้ ดำมีสีไม่สวย ลายพร้อยด้วยเมล็ดงาดำ อันดำยิ่งกว่าแม้สีกาย แต่ถึงนกดุเหว่านั้น แม้จะเป็นสัตว์มีสีกายไม่สวยงามอย่างนี้ ก็ยังเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะมีวาจาอ่อนหวาน. ดังนั้น เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายมีวาจาแข็งกระด้าง ย่อมไม่เป็นที่รักแม้ของบิดามารดาในโลก ฉะนั้น บุคคลผู้ปรารถนาจะให้เป็นที่รักของชนเป็นอันมาก พึงเป็นผู้มีวาจาสละสลวย อ่อนหวาน กลมกล่อม ไพเราะนุ่มนวล. และชื่อว่ากล่าวด้วยความคิด เพราะกล่าวกำหนด้วยความคิด กล่าวคือปัญญา ชื่อว่าไม่ฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ เพราะกล่าวถ้อยคำพอประมาณ เว้นความฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ. ก็บุคคลใดผู้เห็นปานนี้แสดงอรรถและธรรม ถ้อยคำของบุคคลนั้น ชื่อว่าไพเราะอาศัยเหตุกล่าวไม่ทำคนอื่นให้โกรธเคือง. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระมารดา ด้วยคาถา ๓ คาถาเหล่านี้ ด้วยประการอย่างนี้ ทำให้พระมารดารู้สึกพระองค์ได้. จำเดิมแต่นั้น พระมารดาได้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยพระมารยาท. ก็พระโพธิสัตว์ทรงการทำพระมารดาให้หมดพยศ ด้วยพระโอวาท เพียงโอวาทเดียวเท่านั้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระมารดาของพระเจ้าพาราณสี ในครั้งนั้น ได้เป็นนางสุชาดาในบัดนี้ ส่วนพระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสุชาตาชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๔๗–๑๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๖๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Sujātājātakaṃ
na hi vaṇṇena sampannāti idaṃ satthā jetavane viharanto anāthapiṇḍikassa suṇisaṃ dhanañjayaseṭṭhidhītaraṃ visākhāya kaniṭṭhabhaginiṃ sujātaṃ ārabbha kathesi.
Sā kira mahantena yasena anāthapiṇḍikassa gharaṃ pūrayamānā pāvisi. Mahākulassa dhītā ahanti mānatthaddhā ahosi kodhanā caṇḍā pharusā sassurasassusāmikavattāni na karoti gehajanaṃ tajjentī paharantī vicarati. Athekadivasaṃ satthā pañcahi bhikkhusatehi parivuto anāthapiṇḍikassa gehaṃ gantvā nisīdi. Mahāseṭṭhīpi dhammaṃ suṇanto bhagavantaṃ upanisīdi. Tasmiṃ khaṇe sujātā dāsakammakarehi saddhiṃ kalahaṃ karoti. Satthā dhammakathaṃ ṭhapetvā kiṃsaddo esoti āha. Ekā bhante kulasuṇhā agāravā nevassā sassurasassusāmikavattaṃ atthi adānasīlā assaddhā appasannā ahorattaṃ kalahaṃ kurumānā vicaratīti. Tenahi naṃ pakkosathāti. Sā āgantvā vanditvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Atha naṃ satthā satta sujāte purisassa bhariyā tāsaṃ tvaṃ katarāsīti pucchi. Bhante nāhaṃ saṅkhittena kathitassa atthaṃ jānāmi vitthārena me kathethāti. Satthā tenahi ohitasotā suṇāhīti vatvā imā gāthā abhāsi
paduṭṭhacittā ahitānukampinī
aññesu rattā atimaññate patiṃ
Dhanena kītassa vadhāya ussukā
yā evarūpā purisassa bhariyā
vadhakā ca bhariyāti ca sā pavuccati
yaṃ itthiyā vindati sāmiko dhanaṃ
sippaṃ vaṇijjañca kasiṃ adhiṭṭhahaṃ 1-
appampi tassa pahāyitumicchati 2-
yā evarūpā purisassa bhariyā
corī ca bhariyāti ca sā pavuccati
akammakāmā alasā mahagghasā
pharusā ca caṇḍī ca duruttavādinī
uṭṭhāyikānaṃ abhibhuyya vattinī 3-
yā evarūpā purisassa bhariyā
ayyā ca bhariyāti ca sā pavuccati
yā sabbadā hoti hitānukampinī
mātāva puttaṃ anurakkhate patiṃ
tato dhanaṃ sambhatamassa rakkhati
yā evarūpā purisassa bhariyā
mātā ca bhariyāti ca sā pavuccati
yathāpi jeṭṭhā bhaginī kaniṭṭhakā
sagāravā hoti sakamhi sāmike
@Footnote: 1 kasimadhiṭṭhahi . 2 tasmā apahātumicchati . 3 upaṭṭhāyikānaṃ abhibhuyya vattati.
Hirīmanā bhattuvasānuvattinī
yā evarūpā purisassa bhariyā
bhaginī ca bhariyāti ca sā pavuccati
yā cīdha disvāna patiṃ pamodati
sakhaṃ sakhīva sagāramāgataṃ 1-
koleyyakā sīlavatī patibbatā
yā evarūpā purisassa bhariyā
sakhī ca bhariyāti ca sā pavuccati
akkuddhasantā vadhadaṇḍatajjitā
aduṭṭhacittā patino titikkhati
akkodhanā bhattuvasānuvattinī
yā evarūpā purisassa bhariyā
dāsī ca bhariyāti ca sā pavuccatīti 2-
imā kho sujāte purisassa satta bhariyā tāsu vadhakasamā corasamā ayyasamāti imā tisso niraye nibbattanti itarā catasso nimmānaratīdevaloke uppajjanti
yā cīdha bhariyā vadhakāti vuccati
corīti ayyāti ca sā pavuccati
dussīlarūpā pharusā anādarā
kāyassa bhedā nirayaṃ vajanti tā
@Footnote: 1 sakhī sakhāraṃva cirassamāgataṃ . 2 aṃ. sattaka. 94.
Yā cīdha mātā bhaginī sakhī ca
dāsīti bhariyāti ca sā pavuccati
sīle ṭhitattā cirarattasaṃvutā
kāyassa bhedā sugatiṃ vajanti tāti.
Evaṃ satthari imā satta bhariyā dassenteyeva sujātā sotāpattiphale patiṭṭhahi. Sujāte tvaṃ imāsaṃ sattannaṃ bhariyānaṃ katarāti vutte sā dāsīsamā ahaṃ bhanteti vatvā tathāgataṃ vanditvā khamāpesi. Iti satthā sujātaṃ gharasuṇhaṃ ekovādeneva dametvā katabhattakicco jetavanaṃ gantvā bhikkhusaṅghena vatte dassite gandhakuṭiṃ pāvisi. Dhammasabhāyampi kho bhikkhū satthu guṇakathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso ekovādeneva satthā sujātaṃ gharasuṇhaṃ dametvā sotāpattiphale patiṭṭhāpesīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubabepi mayā sujātā ekovādeneva damitāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa aggamahesiyā kucchimhi nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā pitu accayena rajje patiṭṭhāya dhammena samena rajjaṃ kāresi. Tassa mātā kodhanā ahosi caṇḍā pharusā akkosikaparibhāsikā. So mātu ovādaṃ dātukāmo evameva avatthukaṃ kathetuṃ na yuttanti tassā anunayatthaṃ ekaṃ upamaṃ Olokento carati. Athekadivasaṃ uyyānaṃ agamāsi. Mātāpi puttena saddhiññeva agamāsi. Atha antarāmagge kikīsakuṇo viravi. Bodhisattassa parisā ca taṃ saddaṃ sutvā kaṇṇe pidahitvā ambho caṇḍavāce pharusavāce mā saddamakāsīti āha. Bodhisatte pana nāṭakaparivute mātarā saddhiṃ uyyānaṃ vicarante ekasmiṃ supupphite sālarukkhe nilīnā ekā kokilā madhurena sarena vassi. Mahājano tassā sarena sammatto hutvā añjaliṃ paggahetvā saṇhavāce sakhilavāce muduvāce vassa vassāti gīvaṃ ukkhipitvā ohitasoto olokento aṭṭhāsi. Atha bodhisatto tāni dve kāraṇāni viditvā idāni mātaraṃ saññāpetuṃ sakkhissāmīti cintetvā amma antarāmagge kikīsaddaṃ sutvā mahājano mā saddamakāsīti kaṇṇe pidahi pharusavācā nāma na kassaci piyāti vatvā imā gāthā avoca
na hi vaṇṇena sampannā mañjukā piyadassanā
kharavācā piyā honti asmiṃ loke paramhi ca
nanu passasimaṃ kāḷiṃ duvaṇṇaṃ tilakāhataṃ
kokilaṃ saṇhavācena bahūnaṃ pāṇinaṃ piyaṃ
tasmā sakhilavācassa mantabhāṇī anuddhato
atthaṃ dhammañca dīpeti madhurantassa bhāsitanti.
Tāsaṃ ayamattho amma ime sattā piyaṅgusāmādinā sarīravaṇṇena sampannā kathānigghosassa madhuratāya mañjukā Abhirūpatāya piyadassanā samānā antamaso mātāpitaro akkosaparibhāsādi- vasena pavattāya kharavācāya samannāgatattā kharavācā imasmiñca loke parasmiñca loke piyā nāma na honti amma antarāmagge kharavācā kikī viya saṇhabhāṇino pana maṭṭhāya madhurāya vācāya samannāgatā virūpā piyā honti tena taṃ vadāmi nanu passasi imaṃ kāḷiṃ dubbaṇṇaṃ sarīravaṇṇatopi kāḷatarehi tilakehi āhataṃ kokilaṃ sā ca evaṃ dubbaṇṇā samānāpi saṇhavācena bahunnaṃ pāṇīnaṃ piyā jātā iti yasmā kharavācā sattā loke mātā- pitūnampi appiyā tasmā bahujanassa piyabhāvaṃ icchanto poso sakhilavāco saṇhavāco maṭṭhavāco madhuravāco muduvāco assa paññāsaṅkhātāya mantāya paricchinditvā vadanato mantabhāṇī vinā uddhaccena pamāṇayuttasseva kathanato anuddhato yo hi evarūpo atthañca dhammañca dīpeti tassa bhāsitaṃ kāraṇanissitaṃ katvā paraṃ akopetvā kathitattā madhuranti.
Evaṃ bodhisatto imāhi tīhi gāthāhi dhammaṃ mātu desetvā mātaraṃ saññāpesi. Sā tato paṭṭhāya ācārasampannā ahosi. Bodhisatto hi mātaraṃ ekovādeneva nibbisevanaṃ katvā yathākammaṃ gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā bārāṇasīrañño mātā sujātā ahosi rājā pana ahamevāti.
Sujātājātakaṃ navamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗