ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหิฬามุขชาดก
ชาดกที่ ๒๖ · เอกกนิบาตชาดก · กุรุงควรรค

มหิฬามุขชาดก

ว่าด้วยการเสี้ยมสอน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๖ · บรรทัด ๑๗๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหิฬามุขชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับ อยู่ในพระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภพระเทวทัตจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า โปราณโจราน วโจ นิสมฺม ดังนี้

ความพิศดารว่า พระเทวทัตทำให้อชาตศัตรูกุมารเลื่อมใสแล้ว ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้น อชาตศัตรูกุมารให้สร้างวิหารที่ตำบลคยาสีสะเพื่อพระเทวทัต แล้วนำไปเฉพาะโภชนะข้าวสาลีมีกลิ่นหอมซึ่งเก็บไว้ ๓ ปี วันละ ๕๐๐สำรับ โดยรสเลิศต่างๆ เพราะอาศัยลาภสักการะ. บริวารของพระเทวทัตจึงใหญ่ขึ้น พระเทวทัตพร้อมทั้งบริวารอยู่ในวิหารนั่นแหละ. สมัยนั้น มีสหาย ๒คนผู้เป็นชาวเมืองราชคฤห์ ในสองสหายนั้น คนหนึ่งบวชในสำนักของพระศาสดา คนหนึ่งบวชในสำนักของพระเทวทัต สหายทั้งสองนั้นย่อมเห็นกันและกันแม้ในที่นั้นๆ แม้ไปวิหารก็ยังเห็นกัน อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นนิสิตของพระเทวทัตกล่าวกะภิกษุนอกนี้ว่า ผู้มีอายุ ท่านจะเที่ยวบิณฑบาตมีเหงื่อไหลอยู่ทุกวัน ๆ ทำไม ท่านนั่งในวิหารที่ตำบลคยาสีสะเท่านั้น จะได้บริโภคโภชนะดีด้วยรสเลิศต่างๆ ข้าวปายาสเห็นปานนี้ไม่มีในวิหารนี้ ท่านจะมัวเสวยทุกข์อยู่ทำไม ประโยชน์อะไรแก่ท่านการมายังคยาสีสะแต่เช้าตรู่แล้วดื่มข้าวยาคูพร้อมด้วยแกงอ่อม เคี้ยวของควรเคี้ยว ๑๘ ชนิด แล้วบริโภคโภชนะดีด้วยรสเลิศต่าง ๆ ไม่ควรหรือ ภิกษุนั้นถูกพูดบ่อย ๆ เป็นผู้ประสงค์จะไป จำเดิมแต่นั้น จึงไปยังคยาสีสะบริโภคแล้วก็มายังพระเวฬุวันต่อเมื่อเวลาสาย ภิกษุนั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้ตลอดไป ไม่ช้านัก ข่าวก็ปรากฏว่า ภิกษุนั้นไปคยาสีสะบริโภคภัตที่เขาอุปัฏฐากพระเทวทัต. ลำดับนั้น สหายทั้งหลายพากันถามภิกษุนั้น ว่าผู้มีอายุ ได้ยินว่า ท่านบริโภคภัตที่เขาอุปัฏฐากแก่พระเทวทัตจริงหรือ ? ภิกษุนั้น กล่าวว่า ใครกล่าวอย่างนี้ สหายเหล่านั้นกล่าวว่า คนโน้นและคนโน้นกล่าว ภิกษุนั้นกล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไปยังคยาสีสะบริโภคจริงแต่พระเทวทัตไม่ได้ให้ภัตแก่ผม คนอื่น ๆ ให้. ภิกษุผู้สหายกล่าวว่า ผู้มีอายุพระเทวทัตเป็นเสี้ยนหนามต่อพระพุทธเจ้า เป็นผู้ทุศีล ยังพระเจ้าอชาตศัตรูให้เลื่อมใส แล้วยังลาภสักการะให้เกิดแก่คนโดยไม่ชอบธรรม ท่านบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ แล้วบริโภคโภชนะอันเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตโดยไม่ชอบธรรมเลย มาเถอะ เราทั้งหลายจักน้ำท่านไปยังสำนักของพระศาสดา แล้วพาภิกษุนั้นมายังโรงธรรมสภา พระศาสดาพอทรงเห็นภิกษุนั้นเท่านั้นจึงตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพาภิกษุนี้ ผู้ไม่ปรารถนา มาแล้วหรือ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้บวชในสำนักของพระองค์ แล้วบริโภคโภชนะอันเกิดขึ้นแก่พระเทวทัต โดยไม่ชอบธรรม พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอบริโภคโภชนะอันเกิดแก่พระเทวทัต โดยไม่ชอบธรรมจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัต ไม่ได้ให้ภัตแก่ข้าพระองค์คนอื่น ๆ ให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงบริโภคภัตนั้น พระศาสดาตรัสว่าภิกษุ เธออย่ากระทำการหลีกเลี้ยงในเรื่องนี้ พระเทวทัตเป็นผู้ไม่มีอาจาระเป็นผู้ทุศีล เธอบวชในศาสนานี้แล้ว คบหาศาสนาของเราอยู่นั้นแล ยังบริโภคภัตของพระเทวทัตได้อย่างไรเล่า เธอมีปกติคบหาอยู่แม้เป็นนิคยกาล ก็ยังคบหาพวกคนที่เห็นแล้ว ๆ ครั้นตรัสแล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ในกาลนั้น ช้างมงคลของพระเจ้าพรหมทัตชื่อว่ามหิลามุข เป็นช้างมีศีล สมบูรณ์ด้วยอาจาระมารยาทไม่เบียดเบียนใครๆ อยู่มาวันหนึ่ง โจรทั้งหลายมา ณ ที่ใกล้โรงช้างนั้น ในลำดับกาลอันเป็นส่วนราตรี นั่งปรึกษาการลักอยู่ในที่ไม่ไกลช้างนั้นว่าต้องทำลายอุโมงค์อย่างนี้ ต้องกระทำการตัดช่องย่องเบาอย่างนี้ การกระทำอุโมงค์และการตัดช่องย่องเบาให้ปราศจากรกชัฏ ให้ปราศจากพุ่มไม้ เช่นกับหนทางเช่นกับท่าน้ำ แล้วลักเอาสิ่งของไปจึงจะควร บุคคลผู้เมื่อจะลัก ต้องฆ่า และต้องประหารแล้วจึงลัก เมื่อเป็นอย่างนี้ ชื่อว่าผู้สามารถเพื่อจะลุกขึ้น (ต่อสู้) จักไม่มี อันธรรมดาว่า โจรต้องเป็นผู้ไม่ประกอบด้วยศีลและอาจาระต้องเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า ป่าเถื่อน ครั้นปรึกษากันอย่างนี้แล้ว จึงให้กันและกันเรียนเอาแล้วได้พากันไป พวกโจรพากันมาปรึกษาในที่นั้น โดยนัยนี้นั่นแหละหลายวัน คือ แม้ในวันรุ่งขึ้น แม้ในวันรุ่งขึ้น. ช้างได้ฟังคำของโจรเหล่านั้นสำคัญว่า ให้เราสำเหนียก จึงคิดว่าบัดนี้ เราต้องเป็นผู้กักขฬะ หยาบช้า. ป่าเถื่อน จึงได้เป็นผู้เห็นปานนั้น เอางวงจับคนเลี้ยงช้างผู้มาแต่เช้าตรู่ฟาดที่พื้นดินให้ตาย ฆ่าคนที่มาแล้ว ๆ คือ แม้คนหนึ่งๆ พวกราชบุรุษจึงกราบทูลแด่พระราชาว่า ช้างมหิลามุขเป็นบ้า ฆ่าคนที่พบเห็นแล้ว ๆ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงส่งพระโพธิสัตว์ไปด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนบัณฑิต เธอจงไป จงรู้ว่า ช้างนั้น ดุร้าย เพราะเหตุไร. พระโพธิสัตว์ไปแล้วรู้ว่าช้างนั้นไม่มีโรคในร่างกายจึงคิดว่า เพราะเหตุไรหนอ ช้างนี้จึงเกิดเป็นช้างดุร้าย เมื่อใคร่ครวญไปจึงสันนิษฐานว่า ช้างนี้ได้ฟังคำของใครๆ ในที่ไม่ไกล สำคัญว่าคนเหล่านี้ให้เราสำเหนียก จึงเป็นช้างดุร้ายแน่นอนจึงถามพวกคนเลี้ยงช้างว่าคนบางพวกเคยกล่าวคำอะไรในตอนกลางคืน ณ ที่ใกล้ช้าง มีอยู่หรือหนอ ? พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่า ขอรับ นาย พวกโจรพากันมากล่าว. พระโพธิสัตว์จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ความพิการไม่มีในร่างกายแห่งช้างของหลวงช้างนั้นเกิดเป็นช้างดุร้าย เพราะได้พึงถ้อยคำของพวกโจรพะยะค่ะ. พระราชาตรัสถามว่า บัดนี้ควรจะทำอย่างไร ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า นิมนต์สมณพราหมณ์ผู้มีศีลให้นั่งในโรงช้างแล้วกล่าวถึงศีลและอาจาระ จงจะควรพะยะค่ะพระราชาตรัสว่า จงการทำอย่างนั้นเถิด พ่อ. พระโพธิสัตว์จึงนิมนต์สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีศีลไห้นั่งในโรงช้างแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวศีลกถาว่าด้วยเรื่องศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้นนั่งในที่ไม่ไกลช้าง พากันกล่าวศีลกถาว่า ไม่พึงปรามาสจับต้อง ไม่พึงด่าใคร ๆ ควรเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้ประกอบด้วยขันติ เมตตา และความเอ็นดู ช้างนั้นได้ฟังดังนั้นคิดว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ให้เราศึกษาสำเหนียกจำเดิมแต่บัดนี้ไป เราควรเป็นผู้มีศีล แล้วได้เป็นผู้มีศีลแล้วหรือ ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ พระราชาตรัสว่า ช้างดุร้ายชื่อเห็นปานนี้ อาศัยบัณฑิตทั้งหลายจึงตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นของเก่าได้ แล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า

พระยาช้างชื่อมหิลามุขได้เที่ยวทุบตีคนเพราะ ได้ฟังคำของพวกโจรมาก่อน พระยาช้างผู้อุดมตั้งอยู่ ในคุณทั้งปวงก็เพราะได้ฟังคำของท่านผู้สำรวมดีแล้ว.

ก็เพราะได้ฟังคำของท่านผู้สำรวมดีแล้ว บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปราณโจรานํ ได้แก่พวกโจรรุ่นเก่าก่อน บทว่า นิสมฺม ได้แก่ เพราะฟัง อธิบายว่า เพราะได้ฟังคำของพวกโจรมาก่อน. บทว่า มหิลามุโขแปลว่า มีหน้าเช่นกับหน้าช้างพัง อีกอย่างหนึ่ง. ช้างพังเมื่อแลดูข้างหน้าจึงจะงาม แลดูข้างหลังไม่งามฉันใด ช้างแม้นั้นก็ฉันนั้น เมื่อแลดูข้างหน้าจึงจะงาม เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงตั้งชื่อช้างนั้นว่า มหิลามุข. บทว่าโปถยมานุจารี ความว่า เที่ยวติดตามโบยอยู่ คือ ฆ่าอยู่ อีกอย่างหนึ่งพระบาลีก็อย่างนี้แหละ. บทว่า สุสญฺตานํ ได้แก่ ผู้สำรวมด้วยดี คือมีศีล. บทว่า คชุตฺตโม ได้แก่ ช้างอุดม คือ ช้างมงคล. บทว่า สพฺพคุเณสุ อฏฺ ได้แก่ ตั้งอยู่เฉพาะในคุณเก่าทั้งปวง.

พระราชาทรงพระดำริว่า พระโพธิสัตว์รู้อัธยาศัยแม้ของสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย จึงได้พระราชทานยศใหญ่ให้ พระราชานั้นทรงดำรงอยู่ตราบชั่วพระชนมายุ ได้ไปตามยถากรรมพร้อมกับพระโพธิสัตว์.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อน เธอก็คบหาคนที่พบเห็นแล้ว ๆ เหมือนกัน เพราะได้ฟังถ้อยคำของสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมจึงได้คบหาท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ช้างมหิลามุขในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ซ่องเสพฝ่ายตรงข้ามในบัดนี้ พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ ส่วนอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็นเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล.

จบมหิลามุขชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๙๙–๓๐๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖ มหิฬามุขชาตกํ

โปราณโจราน วโจ นิสมฺมาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เทวทตฺโต อชาตสตฺตุกุมารํ ปสาเทตฺวา ลาภสกฺการํ อุปฺปาเทสิ ฯ อชาตสตฺตุกุมาโร เทวทตฺตสฺส คยาสีเส วิหารํ การาเปตฺวา นานคฺครเสหิ ติวสฺสิกคนฺธสาลิโภชนสฺส ทิวเส ทิวเส ปญฺจ ถาลิกสตานิ อภิหริ ฯ ลาภสกฺการํ นิสฺสาย เทวทตฺตสฺส ปริวาโร มหนฺโต ชาโต ฯ เทวทตฺโต ปริวาเรน สทฺธึ วิหาเรเยว โหติ ฯ เตน สมเยน ราชคหวาสิกา เทฺว สหายา ฯ เตสุ เอโก สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิโต เอโก เทวทตฺตสฺส สนฺติเก ปพฺพชิโต ฯ เต อญฺญมญฺญํ ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเนปิ ปสฺสนฺติ วิหารํ คนฺตฺวาปิ ปสฺสนฺติเยว ฯ อเถกทิวสํ เทวทตฺตสฺส นิสฺสิตโก อิตรํ อาห อาวุโส กึ ตฺวํ เทวสิกํ เทวสิกํ เสเทหิ มุญฺจมาเนหิ ปิณฺฑาย จรสิ คยาสีเส วิหาเร นิสีทิตฺวาว นานคฺครเสหิ สุโภชนํ ภุญฺช เอวรูโป ปายาโส อิธ นตฺถิ กึ ตฺวํ ทุกฺขํ อนุโภสิ กินฺเต ปาโตว คยาสีสํ อาคนฺตฺวา สอุตฺตริภงฺคํ ยาคุํ ปิวิตฺวา อฏฺฐารสวิธํ ขชฺชกํ ขาทิตฺวา นานคฺครเสหิ สุโภชนํ ภุญฺชิตุํ น วฏฺฏตีติ ฯ โส ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโน คนฺตุกาโม หุตฺวา ตโต ปฏฺฐาย คยาสีสํ คนฺตฺวา ภุญฺชิตฺวา กาลสฺเสว เวฬุวนํ อาคจฺฉติ ฯ โส สพฺพกาเล ปฏิจฺฉาเทตุํ นาสกฺขิ ฯ คยาสีสํ คนฺตฺวา เทวทตฺตสฺส อุปฏฺฐาปิตภตฺตํ ภุญฺชตีติ นจิรสฺเสว ปากโฏ ชาโต ฯ อถ นํ สหายา ปุจฺฉึสุ สจฺจํ กิร ตฺวํ อาวุโส เทวทตฺตสฺส อุปฏฺฐาปิตํ ภตฺตํ ภุญฺชสีติ ฯ โก เอวมาหาติ ฯ อสุโก จ อสุโก จาติ ฯ สจฺจํ อหํ อาวุโส คยาสีสํ คนฺตฺวา ภุญฺชามิ น ปน เม เทวทตฺโต ภตฺตํ เทติ อญฺเญ มนุสฺสา เทนฺตีติ ฯ อาวุโส เทวทตฺโต พุทฺธานํ ปฏิกณฺฐโก ทุสฺสีโล อชาตสตฺตุํ ปสาเทตฺวา อธมฺเมน อตฺตโน ลาภสกฺการํ อุปฺปาเทสิ ตฺวํ เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา เทวทตฺตสฺส อธมฺเมเนว อุปฺปนฺนํ โภชนํ ภุญฺชสิ เอหิ ตํ สตฺถุ สนฺติกํ เนสฺสามาติ ตํ ภิกฺขุํ อาทาย ธมฺมสภํ อาคมึสุ ฯ สตฺถา ตํ ทิสฺวาว กึ ภิกฺขเว เอตํ ภิกฺขุํ อนิจฺฉมานญฺเญว อาทาย อาคตตฺถาติ ฯ อาม ภนฺเต อยํ ภิกฺขุ ตุมฺหากํ สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา เทวทตฺตสฺส อธมฺเมน อุปฺปนฺนํ โภชนํ ภุญฺชตีติ ฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ เทวทตฺตสฺส อธมฺเมน อุปฺปนฺนํ โภชนํ ภุญฺชสีติ ฯ น ภนฺเต เทวทตฺโต มยฺหํ ภตฺตํ เทติ อญฺเญ มนุสฺสา มยฺหํ เทนฺติ ตมหํ ภุญฺชามีติ ฯ สตฺถา มา ภิกฺขุ เอตฺถ ปริหารํ กริ เทวทตฺโต อนาจาโร ทุสฺสีโล กถญฺหิ นาม ตฺวํ อิธ ปพฺพชิตฺวา มม สาสนํ ภชนฺโตเยว เทวทตฺตสฺส ภตฺตํ ภุญฺชสิ นิจฺจกาลมฺปิ ภชนสีโลว ตฺวํ ทิฏฺฐทิฏฺเฐเยว ภชสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อมจฺโจ อโหสิ ฯ ตทา รญฺโญ มหิฬามุโข นาม มงฺคลหตฺถี อโหสิ สีลวา อาจารสมฺปนฺโน น กญฺจิ วิเหเฐติ ฯ อเถกทิวสํ ตสฺส สาลสมีเป รตฺติภาคสมนนฺตเร โจรา อาคนฺตฺวา ตสฺส อวิทูเร นิสินฺนา โจรมนฺตํ มนฺตยึสุ เอวํ อุมฺมงฺโค ภินฺทิตพฺโพ เอวํ สนฺธิจฺเฉทนกมฺมํ กตฺตพฺพํ อุมฺมงฺคญฺจ สนฺธิจฺเฉทนญฺจ มคฺคสทิสํ ติฏฺฐสทิสํ นิชฺชฏํ นิคฺคุมฺพํ กตฺวา ภณฺฑํ หริตุํ วฏฺฏติ หรนฺเตน มาเรตฺวาว ปหริตฺวา จ หริตพฺพํ เอวํ อุฏฺฐาตุํ สมตฺโถ นาม น ภวิสฺสติ โจเรน จ นาม สีลาจารยุตฺเตน น ภวิตพฺพํ กกฺขเฬน ผรุเสเนว สาหสิเกน ภวิตพฺพนฺติ ฯ เอวํ มนฺเตตฺวา อญฺญมญฺญํ อุคฺคณฺหาเปตฺวา อคมํสุ ฯ เอเตเนว นเยน ปุนทิวเสปิ ปุนทิวเสปีติ พหุทิวเส ตตฺถ อาคนฺตฺวา มนฺตยึสุ ฯ โส เตสํ วจนํ สุตฺวา มํ สิกฺขาเปนฺตีติ สญฺญาย อิทานิ มยา กกฺขเฬน ผรุเสน สาหสิเกน ภวิตพฺพนฺติ ตถารูโป อโหสิ ปาโตว อาคตํ หตฺถิโคปกํ โสณฺฑาย คเหตฺวา ภูมิยํ โปเถตฺวา มาเรสิ อปรมฺปิ อปรมฺปีติ อาคตาคตํ มาเรติเยว ฯ มหิฬามุโข อุมฺมตฺตโก ชาโต ทิฏฺฐทิฏฺเฐ มาเรตีติ รญฺโญ อาโรจยึสุ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ ปหิณิ คจฺฉ ปณฺฑิต ชานาหิ เกน การเณน โส ทุฏฺโฐ ชาโตติ ฯ โพธิสตฺโต คนฺตฺวา ตสฺส สรีเร อโรคภาวํ ญตฺวา เกน นุ โข การเณน เอส ทุฏฺโฐ ชาโตติ อุปธาเรนฺโต อทฺธา อวิทูเร เกสญฺจิ วจนํ สุตฺวา มํ เอเต สิกฺขาเปนฺตีติ สญฺญาย ทุฏฺโฐ ชาโตติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา หตฺถิโคปเก ปุจฺฉิ อตฺถิ นุ โข หตฺถิสาลสมีเป รตฺติภาเค เกหิจิ กิญฺจิ กถิตปุพฺพนฺติ ฯ อาม สามิ โจรา อาคนฺตฺวา กถยึสูติ ฯ โพธิสตฺโต คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ เทว รญฺโญ หตฺถิสฺส สรีเร วิกาโร นตฺถิ โจรานํ กถํ สุตฺวา ทุฏฺโฐ ชาโตติ ฯ อิทานิ กึ กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สีลวนฺเต สมณพฺราหฺมเณ หตฺถิสาลายํ นิสีทาเปตฺวา สีลาจารกถํ กเถตุํ วฏฺฏตีติ ฯ เอวํ กโรหิ ตาตาติ ฯ โพธิสตฺโต สีลวนฺเต สมณพฺราหฺมเณ หตฺถิสาลายํ นิสีทาเปตฺวา สีลกถํ กเถถ ภนฺเตติ อาห ฯ เต หตฺถิสฺส อวิทูเร นิสินฺนา น โกจิ ปรามสิตพฺโพ น มาเรตพฺโพ สีลาจารสมฺปนฺเนน ขนฺติเมตฺตานุทฺทยยุตฺเตน ภวิตุํ วฏฺฏตีติ สีลกถํ กถยึสุ ฯ โส ตํ สุตฺวา มํ เอเต สิกฺขาเปนฺติ อิโตทานิ ปฏฺฐาย สีลวตา ภวิตพฺพนฺติ สีลวา อโหสิ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ ปุจฺฉิ กึ ตาต สีลวา ชาโตติ ฯ โพธิสตฺโต อาม เทวาติ ฯ เอวรูโป นาม ทุฏฺฐหตฺถี ปณฺฑิเต นิสฺสาย โปราณกธมฺเมเยว ปติฏฺฐิโตติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

โปราณโจราน วโจ นิสมฺม

มหิฬามุโข โปถยมานุจาริ

สุสญฺญตานํ หิ วโจ นิสมฺม

คชุตฺตโม สพฺพคุเณสุ อฏฺฐาติ ฯ

ตตฺถ โปราณโจรานนฺติ ปุราณโจรานํ ฯ นิสมฺมาติ สุตฺวา ปฐมํ โจรานํ วจนํ สุตฺวาติ อตฺโถ ฯ มหิฬามุโขติ หตฺถินิมุเขน สทิสมุโข ฯ อถวา ฯ ยถา มหิฬา ปุรโต โอโลกิยมานา โสภติ น ปจฺฉโต ตถา โสปิ ปุรโต โอโลกิยมาโน โสภติ ตสฺมา มหิฬามุโขติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โปถยมานุจารีติ โปถยนฺโต มาเรนฺโต อนฺวจาริ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ สุสญฺญตานนฺติ สุฏฺฐุ สญฺญตานํ สีลวนฺตานํ ฯ คชุตฺตโมติ อุตฺตมคโช มงฺคลหตฺถี ฯ สพฺพคุเณสุ อฏฺฐาติ สพฺเพสุ โปราณกคุเณสุ ปติฏฺฐิโตติ ฯ

ราชา ติรจฺฉานคตสฺสาปิ อาสยํ ชานาตีติ โพธิสตฺตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ โส ยาวตายุกํ ฐตฺวา สทฺธึ โพธิสตฺเตน ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา ปุพฺเพปิ ตฺวํ ภิกฺขุ ทิฏฺฐทิฏฺเฐเยว ภชิ โจรานํ กถํ สุตฺวา โจเร ภชิ ธมฺมิกานํ วจนํ สุตฺวา ธมฺมิเก ภชีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มหิฬามุโข วิปกฺขเสวกภิกฺขุ อโหสิ ราชา อานนฺโท อมจฺโจ ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ

มหิฬามุขชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๕. ติตถชาดกชาดกถัดไป๒๗. อภิณหชาดก