มหิฬามุขชาดก
ว่าด้วยการเสี้ยมสอน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๖ · บรรทัด ๑๗๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับ อยู่ในพระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภพระเทวทัตจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า โปราณโจราน วโจ นิสมฺม ดังนี้
ความพิศดารว่า พระเทวทัตทำให้อชาตศัตรูกุมารเลื่อมใสแล้ว ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้น อชาตศัตรูกุมารให้สร้างวิหารที่ตำบลคยาสีสะเพื่อพระเทวทัต แล้วนำไปเฉพาะโภชนะข้าวสาลีมีกลิ่นหอมซึ่งเก็บไว้ ๓ ปี วันละ ๕๐๐สำรับ โดยรสเลิศต่างๆ เพราะอาศัยลาภสักการะ. บริวารของพระเทวทัตจึงใหญ่ขึ้น พระเทวทัตพร้อมทั้งบริวารอยู่ในวิหารนั่นแหละ. สมัยนั้น มีสหาย ๒คนผู้เป็นชาวเมืองราชคฤห์ ในสองสหายนั้น คนหนึ่งบวชในสำนักของพระศาสดา คนหนึ่งบวชในสำนักของพระเทวทัต สหายทั้งสองนั้นย่อมเห็นกันและกันแม้ในที่นั้นๆ แม้ไปวิหารก็ยังเห็นกัน อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นนิสิตของพระเทวทัตกล่าวกะภิกษุนอกนี้ว่า ผู้มีอายุ ท่านจะเที่ยวบิณฑบาตมีเหงื่อไหลอยู่ทุกวัน ๆ ทำไม ท่านนั่งในวิหารที่ตำบลคยาสีสะเท่านั้น จะได้บริโภคโภชนะดีด้วยรสเลิศต่างๆ ข้าวปายาสเห็นปานนี้ไม่มีในวิหารนี้ ท่านจะมัวเสวยทุกข์อยู่ทำไม ประโยชน์อะไรแก่ท่านการมายังคยาสีสะแต่เช้าตรู่แล้วดื่มข้าวยาคูพร้อมด้วยแกงอ่อม เคี้ยวของควรเคี้ยว ๑๘ ชนิด แล้วบริโภคโภชนะดีด้วยรสเลิศต่าง ๆ ไม่ควรหรือ ภิกษุนั้นถูกพูดบ่อย ๆ เป็นผู้ประสงค์จะไป จำเดิมแต่นั้น จึงไปยังคยาสีสะบริโภคแล้วก็มายังพระเวฬุวันต่อเมื่อเวลาสาย ภิกษุนั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้ตลอดไป ไม่ช้านัก ข่าวก็ปรากฏว่า ภิกษุนั้นไปคยาสีสะบริโภคภัตที่เขาอุปัฏฐากพระเทวทัต. ลำดับนั้น สหายทั้งหลายพากันถามภิกษุนั้น ว่าผู้มีอายุ ได้ยินว่า ท่านบริโภคภัตที่เขาอุปัฏฐากแก่พระเทวทัตจริงหรือ ? ภิกษุนั้น กล่าวว่า ใครกล่าวอย่างนี้ สหายเหล่านั้นกล่าวว่า คนโน้นและคนโน้นกล่าว ภิกษุนั้นกล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไปยังคยาสีสะบริโภคจริงแต่พระเทวทัตไม่ได้ให้ภัตแก่ผม คนอื่น ๆ ให้. ภิกษุผู้สหายกล่าวว่า ผู้มีอายุพระเทวทัตเป็นเสี้ยนหนามต่อพระพุทธเจ้า เป็นผู้ทุศีล ยังพระเจ้าอชาตศัตรูให้เลื่อมใส แล้วยังลาภสักการะให้เกิดแก่คนโดยไม่ชอบธรรม ท่านบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ แล้วบริโภคโภชนะอันเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตโดยไม่ชอบธรรมเลย มาเถอะ เราทั้งหลายจักน้ำท่านไปยังสำนักของพระศาสดา แล้วพาภิกษุนั้นมายังโรงธรรมสภา พระศาสดาพอทรงเห็นภิกษุนั้นเท่านั้นจึงตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพาภิกษุนี้ ผู้ไม่ปรารถนา มาแล้วหรือ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้บวชในสำนักของพระองค์ แล้วบริโภคโภชนะอันเกิดขึ้นแก่พระเทวทัต โดยไม่ชอบธรรม พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอบริโภคโภชนะอันเกิดแก่พระเทวทัต โดยไม่ชอบธรรมจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัต ไม่ได้ให้ภัตแก่ข้าพระองค์คนอื่น ๆ ให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงบริโภคภัตนั้น พระศาสดาตรัสว่าภิกษุ เธออย่ากระทำการหลีกเลี้ยงในเรื่องนี้ พระเทวทัตเป็นผู้ไม่มีอาจาระเป็นผู้ทุศีล เธอบวชในศาสนานี้แล้ว คบหาศาสนาของเราอยู่นั้นแล ยังบริโภคภัตของพระเทวทัตได้อย่างไรเล่า เธอมีปกติคบหาอยู่แม้เป็นนิคยกาล ก็ยังคบหาพวกคนที่เห็นแล้ว ๆ ครั้นตรัสแล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ในกาลนั้น ช้างมงคลของพระเจ้าพรหมทัตชื่อว่ามหิลามุข เป็นช้างมีศีล สมบูรณ์ด้วยอาจาระมารยาทไม่เบียดเบียนใครๆ อยู่มาวันหนึ่ง โจรทั้งหลายมา ณ ที่ใกล้โรงช้างนั้น ในลำดับกาลอันเป็นส่วนราตรี นั่งปรึกษาการลักอยู่ในที่ไม่ไกลช้างนั้นว่าต้องทำลายอุโมงค์อย่างนี้ ต้องกระทำการตัดช่องย่องเบาอย่างนี้ การกระทำอุโมงค์และการตัดช่องย่องเบาให้ปราศจากรกชัฏ ให้ปราศจากพุ่มไม้ เช่นกับหนทางเช่นกับท่าน้ำ แล้วลักเอาสิ่งของไปจึงจะควร บุคคลผู้เมื่อจะลัก ต้องฆ่า และต้องประหารแล้วจึงลัก เมื่อเป็นอย่างนี้ ชื่อว่าผู้สามารถเพื่อจะลุกขึ้น (ต่อสู้) จักไม่มี อันธรรมดาว่า โจรต้องเป็นผู้ไม่ประกอบด้วยศีลและอาจาระต้องเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า ป่าเถื่อน ครั้นปรึกษากันอย่างนี้แล้ว จึงให้กันและกันเรียนเอาแล้วได้พากันไป พวกโจรพากันมาปรึกษาในที่นั้น โดยนัยนี้นั่นแหละหลายวัน คือ แม้ในวันรุ่งขึ้น แม้ในวันรุ่งขึ้น. ช้างได้ฟังคำของโจรเหล่านั้นสำคัญว่า ให้เราสำเหนียก จึงคิดว่าบัดนี้ เราต้องเป็นผู้กักขฬะ หยาบช้า. ป่าเถื่อน จึงได้เป็นผู้เห็นปานนั้น เอางวงจับคนเลี้ยงช้างผู้มาแต่เช้าตรู่ฟาดที่พื้นดินให้ตาย ฆ่าคนที่มาแล้ว ๆ คือ แม้คนหนึ่งๆ พวกราชบุรุษจึงกราบทูลแด่พระราชาว่า ช้างมหิลามุขเป็นบ้า ฆ่าคนที่พบเห็นแล้ว ๆ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงส่งพระโพธิสัตว์ไปด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนบัณฑิต เธอจงไป จงรู้ว่า ช้างนั้น ดุร้าย เพราะเหตุไร. พระโพธิสัตว์ไปแล้วรู้ว่าช้างนั้นไม่มีโรคในร่างกายจึงคิดว่า เพราะเหตุไรหนอ ช้างนี้จึงเกิดเป็นช้างดุร้าย เมื่อใคร่ครวญไปจึงสันนิษฐานว่า ช้างนี้ได้ฟังคำของใครๆ ในที่ไม่ไกล สำคัญว่าคนเหล่านี้ให้เราสำเหนียก จึงเป็นช้างดุร้ายแน่นอนจึงถามพวกคนเลี้ยงช้างว่าคนบางพวกเคยกล่าวคำอะไรในตอนกลางคืน ณ ที่ใกล้ช้าง มีอยู่หรือหนอ ? พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่า ขอรับ นาย พวกโจรพากันมากล่าว. พระโพธิสัตว์จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ความพิการไม่มีในร่างกายแห่งช้างของหลวงช้างนั้นเกิดเป็นช้างดุร้าย เพราะได้พึงถ้อยคำของพวกโจรพะยะค่ะ. พระราชาตรัสถามว่า บัดนี้ควรจะทำอย่างไร ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า นิมนต์สมณพราหมณ์ผู้มีศีลให้นั่งในโรงช้างแล้วกล่าวถึงศีลและอาจาระ จงจะควรพะยะค่ะพระราชาตรัสว่า จงการทำอย่างนั้นเถิด พ่อ. พระโพธิสัตว์จึงนิมนต์สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีศีลไห้นั่งในโรงช้างแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวศีลกถาว่าด้วยเรื่องศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้นนั่งในที่ไม่ไกลช้าง พากันกล่าวศีลกถาว่า ไม่พึงปรามาสจับต้อง ไม่พึงด่าใคร ๆ ควรเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้ประกอบด้วยขันติ เมตตา และความเอ็นดู ช้างนั้นได้ฟังดังนั้นคิดว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ให้เราศึกษาสำเหนียกจำเดิมแต่บัดนี้ไป เราควรเป็นผู้มีศีล แล้วได้เป็นผู้มีศีลแล้วหรือ ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ พระราชาตรัสว่า ช้างดุร้ายชื่อเห็นปานนี้ อาศัยบัณฑิตทั้งหลายจึงตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นของเก่าได้ แล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า
พระยาช้างชื่อมหิลามุขได้เที่ยวทุบตีคนเพราะ ได้ฟังคำของพวกโจรมาก่อน พระยาช้างผู้อุดมตั้งอยู่ ในคุณทั้งปวงก็เพราะได้ฟังคำของท่านผู้สำรวมดีแล้ว.
ก็เพราะได้ฟังคำของท่านผู้สำรวมดีแล้ว บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปราณโจรานํ ได้แก่พวกโจรรุ่นเก่าก่อน บทว่า นิสมฺม ได้แก่ เพราะฟัง อธิบายว่า เพราะได้ฟังคำของพวกโจรมาก่อน. บทว่า มหิลามุโขแปลว่า มีหน้าเช่นกับหน้าช้างพัง อีกอย่างหนึ่ง. ช้างพังเมื่อแลดูข้างหน้าจึงจะงาม แลดูข้างหลังไม่งามฉันใด ช้างแม้นั้นก็ฉันนั้น เมื่อแลดูข้างหน้าจึงจะงาม เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงตั้งชื่อช้างนั้นว่า มหิลามุข. บทว่าโปถยมานุจารี ความว่า เที่ยวติดตามโบยอยู่ คือ ฆ่าอยู่ อีกอย่างหนึ่งพระบาลีก็อย่างนี้แหละ. บทว่า สุสญฺตานํ ได้แก่ ผู้สำรวมด้วยดี คือมีศีล. บทว่า คชุตฺตโม ได้แก่ ช้างอุดม คือ ช้างมงคล. บทว่า สพฺพคุเณสุ อฏฺ ได้แก่ ตั้งอยู่เฉพาะในคุณเก่าทั้งปวง.
พระราชาทรงพระดำริว่า พระโพธิสัตว์รู้อัธยาศัยแม้ของสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย จึงได้พระราชทานยศใหญ่ให้ พระราชานั้นทรงดำรงอยู่ตราบชั่วพระชนมายุ ได้ไปตามยถากรรมพร้อมกับพระโพธิสัตว์.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อน เธอก็คบหาคนที่พบเห็นแล้ว ๆ เหมือนกัน เพราะได้ฟังถ้อยคำของสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมจึงได้คบหาท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ช้างมหิลามุขในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ซ่องเสพฝ่ายตรงข้ามในบัดนี้ พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ ส่วนอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็นเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล.
จบมหิลามุขชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๙๙–๓๐๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6 Mahiḷāmukhajātakaṃ
porāṇacorāna vaco nisammāti idaṃ satthā veḷuvane viharanto devadattaṃ ārabbha kathesi.
Devadatto ajātasattukumāraṃ pasādetvā lābhasakkāraṃ uppādesi. Ajātasattukumāro devadattassa gayāsīse vihāraṃ kārāpetvā nānaggarasehi tivassikagandhasālibhojanassa divase divase pañca thālikasatāni abhihari. Lābhasakkāraṃ nissāya devadattassa parivāro mahanto jāto. Devadatto parivārena saddhiṃ vihāreyeva hoti. Tena samayena rājagahavāsikā dve sahāyā. Tesu eko satthu santike pabbajito eko devadattassa santike pabbajito. Te aññamaññaṃ tasmiṃ tasmiṃ ṭhānepi passanti vihāraṃ gantvāpi passantiyeva. Athekadivasaṃ devadattassa nissitako itaraṃ āha āvuso kiṃ tvaṃ devasikaṃ devasikaṃ sedehi muñcamānehi piṇḍāya carasi gayāsīse vihāre nisīditvāva nānaggarasehi subhojanaṃ bhuñja evarūpo pāyāso idha natthi kiṃ tvaṃ dukkhaṃ anubhosi kinte pātova gayāsīsaṃ āgantvā sauttaribhaṅgaṃ yāguṃ pivitvā aṭṭhārasavidhaṃ Khajjakaṃ khāditvā nānaggarasehi subhojanaṃ bhuñjituṃ na vaṭṭatīti. So punappunaṃ vuccamāno gantukāmo hutvā tato paṭṭhāya gayāsīsaṃ gantvā bhuñjitvā kālasseva veḷuvanaṃ āgacchati. So sabbakāle paṭicchādetuṃ nāsakkhi. Gayāsīsaṃ gantvā devadattassa upaṭṭhāpitabhattaṃ bhuñjatīti nacirasseva pākaṭo jāto. Atha naṃ sahāyā pucchiṃsu saccaṃ kira tvaṃ āvuso devadattassa upaṭṭhāpitaṃ bhattaṃ bhuñjasīti. Ko evamāhāti. Asuko ca asuko cāti. Saccaṃ ahaṃ āvuso gayāsīsaṃ gantvā bhuñjāmi na pana me devadatto bhattaṃ deti aññe manussā dentīti. Āvuso devadatto buddhānaṃ paṭikaṇṭhako dussīlo ajātasattuṃ pasādetvā adhammena attano lābhasakkāraṃ uppādesi tvaṃ evarūpe niyyānikasāsane pabbajitvā devadattassa adhammeneva uppannaṃ bhojanaṃ bhuñjasi ehi taṃ satthu santikaṃ nessāmāti taṃ bhikkhuṃ ādāya dhammasabhaṃ āgamiṃsu. Satthā taṃ disvāva kiṃ bhikkhave etaṃ bhikkhuṃ anicchamānaññeva ādāya āgatatthāti. Āma bhante ayaṃ bhikkhu tumhākaṃ santike pabbajitvā devadattassa adhammena uppannaṃ bhojanaṃ bhuñjatīti. Saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu devadattassa adhammena uppannaṃ bhojanaṃ bhuñjasīti. Na bhante devadatto mayhaṃ bhattaṃ deti aññe manussā mayhaṃ denti tamahaṃ bhuñjāmīti. Satthā mā bhikkhu ettha parihāraṃ kari devadatto anācāro dussīlo kathañhi nāma tvaṃ idha pabbajitvā mama sāsanaṃ bhajantoyeva devadattassa Bhattaṃ bhuñjasi niccakālampi bhajanasīlova tvaṃ diṭṭhadiṭṭheyeva bhajasīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa amacco ahosi. Tadā rañño mahiḷāmukho nāma maṅgalahatthī ahosi sīlavā ācārasampanno na kañci viheṭheti. Athekadivasaṃ tassa sālasamīpe rattibhāgasamanantare corā āgantvā tassa avidūre nisinnā coramantaṃ mantayiṃsu evaṃ ummaṅgo bhinditabbo evaṃ sandhicchedanakammaṃ kattabbaṃ ummaṅgañca sandhicchedanañca maggasadisaṃ tiṭṭhasadisaṃ nijjaṭaṃ niggumbaṃ katvā bhaṇḍaṃ harituṃ vaṭṭati harantena māretvāva paharitvā ca haritabbaṃ evaṃ uṭṭhātuṃ samattho nāma na bhavissati corena ca nāma sīlācārayuttena na bhavitabbaṃ kakkhaḷena pharuseneva sāhasikena bhavitabbanti. Evaṃ mantetvā aññamaññaṃ uggaṇhāpetvā agamaṃsu. Eteneva nayena punadivasepi punadivasepīti bahudivase tattha āgantvā mantayiṃsu. So tesaṃ vacanaṃ sutvā maṃ sikkhāpentīti saññāya idāni mayā kakkhaḷena pharusena sāhasikena bhavitabbanti tathārūpo ahosi pātova āgataṃ hatthigopakaṃ soṇḍāya gahetvā bhūmiyaṃ pothetvā māresi aparampi aparampīti āgatāgataṃ māretiyeva. Mahiḷāmukho ummattako jāto diṭṭhadiṭṭhe māretīti rañño ārocayiṃsu. Rājā bodhisattaṃ pahiṇi gaccha paṇḍita jānāhi kena kāraṇena so duṭṭho jātoti. Bodhisatto Gantvā tassa sarīre arogabhāvaṃ ñatvā kena nu kho kāraṇena esa duṭṭho jātoti upadhārento addhā avidūre kesañci vacanaṃ sutvā maṃ ete sikkhāpentīti saññāya duṭṭho jātoti sanniṭṭhānaṃ katvā hatthigopake pucchi atthi nu kho hatthisālasamīpe rattibhāge kehici kiñci kathitapubbanti. Āma sāmi corā āgantvā kathayiṃsūti. Bodhisatto gantvā rañño ārocesi deva rañño hatthissa sarīre vikāro natthi corānaṃ kathaṃ sutvā duṭṭho jātoti. Idāni kiṃ kātuṃ vaṭṭatīti. Sīlavante samaṇabrāhmaṇe hatthisālāyaṃ nisīdāpetvā sīlācārakathaṃ kathetuṃ vaṭṭatīti. Evaṃ karohi tātāti. Bodhisatto sīlavante samaṇabrāhmaṇe hatthisālāyaṃ nisīdāpetvā sīlakathaṃ kathetha bhanteti āha. Te hatthissa avidūre nisinnā na koci parāmasitabbo na māretabbo sīlācārasampannena khantimettānuddayayuttena bhavituṃ vaṭṭatīti sīlakathaṃ kathayiṃsu. So taṃ sutvā maṃ ete sikkhāpenti itodāni paṭṭhāya sīlavatā bhavitabbanti sīlavā ahosi. Rājā bodhisattaṃ pucchi kiṃ tāta sīlavā jātoti. Bodhisatto āma devāti. Evarūpo nāma duṭṭhahatthī paṇḍite nissāya porāṇakadhammeyeva patiṭṭhitoti vatvā imaṃ gāthamāha
porāṇacorāna vaco nisamma
mahiḷāmukho pothayamānucāri
susaññatānaṃ hi vaco nisamma
gajuttamo sabbaguṇesu aṭṭhāti.
Tattha porāṇacorānanti purāṇacorānaṃ. Nisammāti sutvā paṭhamaṃ corānaṃ vacanaṃ sutvāti attho. Mahiḷāmukhoti hatthinimukhena sadisamukho. Athavā. Yathā mahiḷā purato olokiyamānā sobhati na pacchato tathā sopi purato olokiyamāno sobhati tasmā mahiḷāmukhotissa nāmaṃ akaṃsu. Pothayamānucārīti pothayanto mārento anvacāri. Ayameva vā pāṭho. Susaññatānanti suṭṭhu saññatānaṃ sīlavantānaṃ. Gajuttamoti uttamagajo maṅgalahatthī. Sabbaguṇesu aṭṭhāti sabbesu porāṇakaguṇesu patiṭṭhitoti.
Rājā tiracchānagatassāpi āsayaṃ jānātīti bodhisattassa mahantaṃ yasaṃ adāsi. So yāvatāyukaṃ ṭhatvā saddhiṃ bodhisattena yathākammaṃ gato.
Satthā pubbepi tvaṃ bhikkhu diṭṭhadiṭṭheyeva bhaji corānaṃ kathaṃ sutvā core bhaji dhammikānaṃ vacanaṃ sutvā dhammike bhajīti imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā mahiḷāmukho vipakkhasevakabhikkhu ahosi rājā ānando amacco pana ahameva sammāsambuddhoti.
Mahiḷāmukhajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗