ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุรุธรรมชาดก
ชาดกที่ ๒๗๖ · ติกนิบาตชาดก · อุทปานทูสกวรรค

กุรุธรรมชาดก

ว่าด้วยให้ช้างแก่ท้าวกาลิงคราช

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๒๗ · บรรทัด ๒๒๙๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุรุธรรมชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์รูปหนึ่ง. จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตว สทฺธญฺจ สีลญฺจ ดังนี้มีสหาย ๒ คนชาวเมืองสาวัตถี บรรพชาใน สำนักภิกษุทั้งหลายแล้วได้อุปสมบท โดยมากเที่ยวไปด้วยกัน. วันหนึ่ง ภิกษุ๒ สหายนั้นไปยังแม่น้ำอจิรวดีอาบน้ำ นั่งผิงแดดอยู่ที่เนินทรายกล่าวถ้อยคำให้ระลึกกันและกันอยู่. ขณะนั้นหงส์ ๒ ตัวบินมาทางอากาศ ลำดับนั้นภิกษุรูปหนึ่งจับก้อนกรวดมาแล้วกล่าวว่า ผมจะดีดลูกตาของหงส์ตัวหนึ่ง ภิกษุนอกนี้กล่าวว่า ท่านจักไม่สามารถ. ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่านัยน์ตาข้างนี้จะยกไว้ ผมจะดีดนัยน์ตาข้างโน้น. ภิกษุนอกนี้ก็กล่าวว่า แม้นัยน์ตาข้างนี้ท่านก็จักไม่อาจดีดได้. ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านคอยดู ว่าแล้วก็หยิบก้อนกรวด ๓ เหลี่ยมมาดีดไปทางเบื้องหลังของหงส์. หงส์ได้ยินเสียงกรวดจึงเหลียวมองดู. ลำดับนั้นภิกษุนั้นก็เอาก้อนกรวดอีกก้อนหนึ่งดึดีดหงส์นั้นที่นัยน์ตาด้านนอกทลุออกทางนัยน์ตาด้านใน. หงส์ร้องม้วนตกลงมาแทบเท้าของภิกษุทั้งสองนั้น ภิกษุทั้งหลายที่ยืนอยู่ในที่นั้นเห็นเข้า จึงพากันมาแล้วกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านบวชในพระพุทธศาสนา ทำปาณาติบาตชื่อว่ากระทำกรรมอันไม่สมควร แล้วพาภิกษุผู้ดีดหงส์นั้นไปแสดงแก่พระตถาคตทันที พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระทำปาณาติบาตจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุไร เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ จึงได้กระทำอย่างนี้ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่วิบัติขึ้น อยู่อย่างเศร้าหมองในท่ามกลางเรือนยังกระทำความรังเกียจในฐานะทั้งหลาย แม้มีประมาณน้อย ส่วนเธอบวชในศาสนาเห็นปานนี้ ไม่ได้กระทำแม้มาตรว่าความรังเกียจธรรมดาภิกษุ พึงเป็นผู้สำรวมกาย วาจา และใจ มิใช่หรือ ? แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระราชาพระนามว่า ธนัญชัยโกรัพย์ ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครอินทปัฏฏ์ ในแคว้นกุรุ พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชานั้น ถึงความรู้เดียงสาโดยลำดับ แล้วเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักศิลา พระบิดาทรงแต่งตั้งให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอุปราช ในกาลต่อมา เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ มิได้ทรงกระทำทศพิธราชธรรมให้กำเริบ ทรงประพฤติในกุรุธรรมอยู่. ศีลห้า ชื่อว่ากุรุธรรม. พระโพธิสัตว์ทรงรักษาศีลห้านั้นให้บริสุทธิ์. พระมารดาของพระโพธิสัตว์ พระอัครมเหสี พระอุปราชผู้เป็นพระอนุชา พราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิต อำมาตย์ผู้รังวัดนา สารถี เศรษฐี มหาอำมาตย์ผู้ตวงข้าวนายประตู นางวัณณทาสีผู้เป็นนครโสเภณี ก็เหมือนพระโพธิสัตว์รวมความว่า ชนเหล่านี้รักษาศีลห้าเหมือนดังพระโพธิสัตว์ชน ๑๑ คน คือ พระราชา ๑ พระชนนี ๑ พระอัครมเหสี ๑ พระอุปราช ๑ปุโรหิต ๑ อำมาตย์ผู้รังวัด ๑ สารถี ๑เศรษฐี ๑ อำมาตย์ผู้ตวงข้าว ๑ นายประตู ๑และนางคณิกา ๑ ดำรงอยู่ในกุรุธรรม. ชนแม้ทั้งหมดเหล่านี้ รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ ด้วยประการดังนี้. พระราชาให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ที่กลางเมือง ที่ประตูพระนิเวศน์ ทรงสละพระราชทรัพย์หกแสนทุกวัน ๆทรงบริจาคทานกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้ไม่ต้องทำไร่ไถนา. ก็ความที่พระโพธิสัตว์นั้นมีพระอัธยาศัยยินดีในการบริจาคทาน ได้แผ่คลุมไปทั่วชมพูทวีป. ในกาลนั้น พระเจ้ากาลิงคราชครองราชสมบัติในทันตปุรนคร ในแคว้นกาลิงคะ. ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคราชนั้นฝนไม่ตก ก็เกิดความอดอยากไปทั่วแคว้น. ก็เพราะอาหารวิบัติ โรคจึงเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์. ภัย ๓ ประการ คือ ฉาตกภัย ภัยคือความอดอยาก โรคภัย ภัยคือโรค ทุพภิกขภัย ภัยคือข้าวยากหมากแพง ก็เกิดขึ้น. มนุษย์ทั้งหลายหมดที่ยึดถือ ต่างพากันจูงมือเด็กๆ เที่ยวเร่ร่อนไป. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นรวมกันไปยังพระนครทันตปุระพากันส่งเสียงร้องอยู่ที่ประตูพระราชวัง. พระราชาประทับยืนพิงพระแกล ทรงสดับเสียงนั้น จึงตรัสถามว่า คนเหล่านี้เที่ยวไปเพราะเหตุอะไรกัน พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ภัยเกิดขึ้นทั่วแว่นแคว้นทั้งสิ้น ฝนไม่ตก ข้าวกล้าวิบัติเสียหาย เกิดความอดอยากมนุษย์ทั้งหลายกินอยู่ไม่ดีถูกโรคภัยครอบงำ หมดที่ยึดถือระส่ำระสาย พากันจูงมือลูก ๆ เที่ยวไป ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงยังฝนให้ตกเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า พระราชาแต่เก่าก่อนทั้งหลาย เมื่อฝนไม่ตก ทรงกระทำอย่างไร ? พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระราชาแต่เก่าก่อนทั้งหลาย เมื่อฝนไม่ตก ได้ทรงบริจาคทาน อธิษฐานอุโบสถสมาทานศีลแล้ว เสด็จเข้าสู่ห้องสิริไสยาศน์ ทรงบรรทมเหนือเครื่องลาดซึ่งทำด้วยไม่ตลอด ๗ วันในกาลนั้น ฝนก็ตกลงมา. พระราชาทรงรับว่าดีละ. แล้วได้ทรงกระทำอย่างนั้น. แม้ทรงกระทำอย่างนั้น ฝนก็มิได้ตก. พระราชาตรัสกะอำมาตย์ทั้งหลายว่า เราได้กระทำกิจที่ควรกระทำแล้ว ฝนก็ไม่ตกเราจะกระทำอย่างไรต่อไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยราชในนครอินทปัฏ มีช้างมงคลหัตถีชื่อว่าอัญชนสันนิภะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักนำช้างมงคลเชือกนั้นมาเมื่อเป็นเช่นนั้น ฝนก็จักตก. พระราชาตรัสว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยพลพาหนะ ใคร ๆ จะข่มได้ยาก พวกเราจักนำช้างพระราชาพระองค์นั้นมาได้อย่างไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่าข้าแต่มหาราช ไม่มีกิจที่จะต้องทำการรบกับพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยราชนั้น พระราชาพระองค์นั้น มีพระอัธยาศัยยินดีในการบริจาคทานเป็นผู้ถูกเขาขอ แม้พระเศียรอันประดับแล้วก็ทรงตัดให้ได้ แม้ดวงพระเนตรอันสมบูรณ์ด้วยประสาทก็ทรงควักให้ได้ แม้ราชสมบัติทั้งสิ้นก็ทรงมอบให้ได้ ในเรื่องช้างมงคลไม่จำต้องพูดถึงเลย ทูลขอแล้วจักทรงประทานให้แน่แท้. พระราชาตรัสว่า ใครจะสามารถไปขอช้างมงคลนั้น อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พวกพราหมณ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมาจากที่อยู่ของพราหมณ์แล้วทรงกระทำสักการะสัมมานะแล้วทรงส่งไปเพื่อให้ขอช้างมงคล. พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาเสบียงเดินทาง ปลอมเพศเป็นคนเดินทาง รีบเดินทางไป โดยพักแรมอยู่ราตรีหนึ่งในที่ทุกแห่ง บริโภคอาหารในโรงทานที่ประตูพระนคร บำรุงร่างกายให้อิ่มหนำสิ้นเวลา ๒-๓ วันแล้วถามว่า เมื่อไรพระราชาจักเสด็จมาโรงทาน ? พวกมนุษย์บอกว่า พระราชาจะเสด็จมาในวัน ๑๔ ค่ำ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ ตลอด ๓ วันแห่งปักษ์หนึ่งๆ ก็พรุ่งนี้ เป็นวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เพราะฉะนั้น พระราชาจักเสด็จมาในวันพรุ่งนี้. วันรุ่งขึ้น พวกพราหมณ์รีบไปแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูด้านทิศตะวันออก. พระโพธิสัตว์ทรงสนานและลูบไล้พระวรกายแต่เช้าตรู่ ทรงประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จขึ้นคอช้างมงคลหัตถีอันประดับแล้ว เสด็จไปยังโรงทานทางประตูด้านทิศตะวันออก ด้วยบริวารอันยิ่งใหญ่ เสด็จลงจากคอช้างแล้วได้ประทานอาหารด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ แก่ชน ๗-๘ คน แล้วรับสั่งว่า พวกท่านจงให้โดยทำนองนั้น. แล้วได้เสด็จขึ้นช้างไปยังประตูด้านทิศใต้. พวกพราหมณ์ไม่ได้โอกาสที่ประตูด้านทิศตะวันออก เพราะมีการอารักขาแข็งแรง จึงได้ไปยังประตูด้านทิศใต้เหมือนกัน ยืนอยู่ในที่สูงไม่ไกลเกินไปจากประตูคอยดูพระราชาเสด็จมา พอพระราชาเสด็จมาประจวบเข้าก็ยกมือถวายคอยดูพระราชาเสด็จมา พอพระราชาเสด็จมาประจวบเข้าก็ยกมือถวายชัยมงคลว่า ขอพระมหาราชเจ้าจงทรงพระเจริญ จงมีชัยชำนะเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงเอาพระแสงขอเพ็ชรเหนี่ยวช้างให้หันกลับเสด็จไปยังที่ใกล้พราหมณ์เหล่านั้น แล้วตรัสถามว่า พราหมณ์ทั้งหลายผู้เจริญ ท่านทั้งหลายต้องการอะไร ? พราหมณ์ทั้งหลายเมื่อจะพรรณนาคุณของพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าประชาชนข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบศรัทธาและศีลของพระองค์แล้ว จึงขอรับพระราชทานเอาทองคำแลกกับช้างมีสีดังดอกอัญชัน นำไปในแว่นแคว้นกาลิงคราช. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธํ ได้แก่ ศรัทธาความเชื่ออันควรไว้ใจ ด้วยอำนาจการเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม บทว่า สีลํ ได้แก่ สังวรศีล อวีติกกมศีล ศีลการไม่ล่วงละเมิด. ในสมัยในประเทศนั้น เรียกทองว่า วณฺณํ. คำนั้นเป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น ก็ด้วยบทนี้ ท่านสงเคราะห์เอาเงิน ทอง ทรัพย์และธัญญาหาร แม้ทั้งหมด. บทว่า อญฺชนวณฺเณน ได้แก่ ด้วยช้างตัวประเสริฐของพระองค์เชือกนี้ซึ่งมีเสมอด้วยช่อดอกอัญชัน. บทว่า กาลิงฺคสฺมึ ได้แก่ ในสำนักของพระเจ้ากาลิงคราช. บทว่า วินิมฺหเส ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถือเอาด้วยการแลก ถ้อยทีปฏิบัติต่อกัน หรือใส่ไปในท้องด้วยการบริโภคเข้าไป. บทว่า เส เป็นเพียงนิบาต. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าประชาชนด้วยว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทราบศรัทธาและศีลของพระองค์แล้วคิดว่า พระราชาพระองค์นั้น ทรงสมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีลอย่างนี้ จะทูลขอแล้ว จักพระราชทานช้างตัวประเสริฐมีสีเหมือนดอกอัญชัน แก่พวกเราเป็นแน่ แล้วพูดกันว่า เราทั้งหลายจักนำช้างตัวประเสริฐไปในสำนักของพระเจ้ากาลิงคราช จึงเอาทรัพย์และธัญญาหารเป็นอันมากแลกกับช้างซึ่งมีสีเหมือนดอกอัญชันเชือกนี้เสมือนเป็นของ ๆ ตน คือใช้จ่ายทรัพย์และธัญญาหารเป็นอันมากและใส่ปากใส่ท้องเลี้ยงดูกัน. ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อจะขอช้างนั้นอย่างนี้ จึงได้มาในที่นี้ ขอพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐโปรดทรงทราบกิจที่จะพึงทรงกระทำในเรื่องช้างนั้น. อีกนัยหนึ่งข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทราบพระคุณ คือศรัทธาคุณและศีลคุณของพระองค์จึงคิดกันว่า พระราชาผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ แม้แต่ชีวิตถูกขอแล้วก็จะประทานให้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงช้างตัวประเสริฐอันเป็นสัตว์ดิรัจฉานเล่า จึงจะขอแลกคือเปรียบเทียบทองแก่พระองค์กับช้างอันมีสีเหมือนดอกอัญชันนี้ ไปไว้ในสำนักของพระเจ้ากาลิงคราชด้วยประโยคการอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงได้มาในที่นี้. พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทรงเล้าโลมให้เบาใจว่าดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย หากท่านทั้งหลายใช้จ่ายทรัพย์ เพราะจะแลกเปลี่ยนช้างตัวประเสริฐเชือกนี้ เป็นการใช้จ่ายไปดีแล้ว อย่าได้เสียใจเลย เราจักให้ช้างตัวประเสริฐตามที่ประดับแล้วทีเดียวแก่ท่านทั้งหลาย แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :สัตว์ที่พึงเลี้ยงด้วยข้าวก็ดี ที่ไม่ได้เลี้ยงก็ดี ผู้ใดในโลกนี้ ตั้งใจมาหาเรา สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด เราก็มิได้ห้ามเลย นี้เป็นถ้อยคำของท่านบูรพาจารย์. ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย เราจะให้ช้างเชือกนี้ อันควรเป็นราชพาหนะ เป็นราชบริโภคพระราชาควรใช้สอย ประกอบไปด้วยยศ ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับปกคลุมตะพอง ด้วยตาข่ายทอง พร้อมทั้งนายหัตถาจารย์แก่ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงไปตามปรารถนาเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺนภจฺจา จ ภจฺจา จ ความว่าชื่อว่า ผู้ที่พึงเลี้ยงด้วยข้าว เพราะสัตว์ผู้เข้าไปอาศัยบุรุษเป็นอยู่ พึงเลี้ยงด้วยข้าวมียาคูและภัตเป็นต้น. สัตว์นอกนี้ ชื่อว่าผู้ไม่พึงเลี้ยงดูเพราะเป็นผู้ที่จะไม่ต้องเลี้ยงดูอย่างนั้น. ก็ในที่นี้ พึงทราบการลบ ออักษรด้วยการเชื่อมบท. ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันแสดงสัตว์ทุกจำพวกเป็นของพวก ด้วยการเข้าไปอาศัยตนเลี้ยงชีวิต กับที่ไม่เข้าไปอาศัยตนเลี้ยงชีวิต. บทว่า โยธ อุทฺทิสฺส คจฺฉติ ความว่าบรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ใดในชีวโลกนี้ ย่อมเจาะจงบุรุษใดมาด้วยความหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า สพฺเพเต อปฺปฏิกฺขิปฺปา ความว่า แม้ถ้ามีสัตว์เป็นจำนวนมาก เจาะจงมาอย่างนั้น แม้ถึงเช่นนั้น บุรุษนั้นก็ไม่ปฏิเสธสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด อธิบายว่า จะพึงไม่ปฏิเสธอย่างนี้ว่า พวกท่านจงหลีกไป เราจักไม่ให้พวกท่าน. บทว่า ปุพฺพาจริยวโจ อิทํ ความว่า มารดาบิดาเรียกว่าบุรพาจารย์ นี้เป็นคำของบุรพาจารย์เหล่านั้น. ท่านแสดงว่า มารดาบิดาให้ข้าพเจ้าสำเนียกมาอย่างนี้. บทว่า ททามิ โว ความว่า เพราะนี้เป็นถ้อยคำของบุรพาจารย์ของเราทั้งหลาย เหตุนั้น ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย เราจะให้ช้างตัวประเสริฐเชือกนี้แก่ท่านทั้งหลาย. บทว่า ราชารหํ แปลว่าสมควรแก่พระราชา. บทว่า ราชโภคํ แปลว่า เป็นเครื่องใช้สอยของพระราชา. บทว่า ยสสฺสินํ ได้แก่ เพียบพร้อมด้วยบริวารอธิบายว่า คนห้าร้อยตะกูลมีหมอช้างเป็นต้น อาศัยช้างนั้นเลี้ยงชีวิตเราจักให้ท่านทั้งหลาย พร้อมทั้งคนห้าร้อยตระกูลนั้น. บทว่า อลงฺกตํ ความว่า ประดับประดาด้วยเครื่องประดับช้างชนิดต่าง ๆ บทว่า เหมชาลาภิฉนฺนํ แปลว่า ประดับด้วยตาข่ายทอง บทว่าสสารถี ความว่า เราจะให้แก่พวกท่าน พร้อมทั้งสารถี คืออาจารย์ผู้ฝึกช้างนั้น เพราะฉะนั้น พวกท่านเป็นผู้พร้อมด้วยสารถี คือควานช้าง พาเอาช้างนี้พร้อม บริวารไปตามความต้องการเถิด. พระมหาสัตว์ประทับอยู่บนคอช้างตัวประเสริฐ ตรัสให้ด้วยพระวาจาอย่างนี้แล้ว กลับเสด็จลงจากคอช้าง ทรงดำเนินเวียนขวาไป ๓ รอบ ทรงพิจารณาว่า หากที่ที่ยังไม่ได้ประดับตกแต่งยังมีอยู่จักประดับตกแต่งก่อนแล้วจึงจะให้ ครั้นไม่ได้ทรงเห็นที่ที่ยังไม่ได้ตกแต่งที่ช้างนั้น จึงทรงเอางวงของช้างนั้น วางบนมือของพราหมณ์ทั้งหลาย แล้วได้เอาพระสุวรรณภิงคารพระเต้าน้ำทอง หลั่งน้ำอันอบด้วยดอกไม้และของหอมแล้วพระราชทานไป. พราหมณ์ทั้งหลายรับช้างพร้อมทั้งบริวาร แล้วนั่งบนหลังช้าง ได้ไปยังทันตปุรนครถวายช้างแก่พระราชา. ช้างแม้มาแล้ว ฝนก็ยังไม่ตก. พระราชาจึงทรงคาดคั้นถามว่า มีเหตุอะไรหนอ ได้ทรงสดับว่า พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยราช ทรงรักษากุรุธรรม ด้วยเหตุนั้น. ฝนจึงตกในแว่นแคว้นของพระองค์ ทุกกึ่งเดือน ทุก ๑๐ วัน เพราะอานุภาพแห่งคุณความดีของพระราชาดอก ฝนจึงตก ก็สัตว์ดิรัจฉานนี้ แม้มีคุณอยู่ก็จะมีสักเท่าไร จึงรับสั่งว่าถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงนำช้างตามที่ประดับแล้วนี้แล พร้อมทั้งบริวารคืนไปถวายแก่พระราชา แล้วจดกุรุธรรมที่พระองค์รักษาลงในแผ่นทองแล้วนำมา แล้วทรงส่งพวกพราหมณ์และอำมาตย์ทั้งหลายไป. พราหมณ์และอำมาตย์เหล่านั้นไปมอบถวายแด่พระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อช้างนี้แม้ไปถึงแล้วฝนก็ยังมิได้ตกในแว่นแคว้นของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ทราบเกล้าว่า พระองค์ทรงรักษากุรุธรรม พระราชาแม้ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ทรงประสงค์จะรักษากุรุธรรมนั้น จึงทรงส่งมาด้วยรับสั่งว่า จงจดใส่ในแผ่นทองนำมา ขอพระองค์จงประทานกุรุธรรมนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์ ตรัสว่าดูก่อนพ่อทั้งหลาย เรารักษากุรุธรรมนั้นจริง แต่บัดนี้ เรามีความรังเกียจในกุรุธรรมนั้นอยู่ กุรุธรรมนั้นไม่ทำจิตของเราให้ยินดี เพราะฉะนั้น เราไม่อาจให้กุรุธรรมนั้นแก่ท่านทั้งหลาย.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๘๙–๒๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๓๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กุรุธมฺมชาตกํ

ตว สทฺธญฺจ สีลญฺจาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ หํสฆาตกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถีวาสิโน เทฺว สหายกา ภิกฺขูสุ ปพฺพชิตฺวา ลทฺธุปสมฺปทา เยภุยฺเยน เอกโต วิจรนฺติ ฯ เต เอกทิวสํ อจิรวตึ คนฺตฺวา นฺหาตฺวา วาลุกาปุลิเน อาตปํ ตปฺปมานา สาราณียกถํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ เทฺว หํสา อากาเสนาคจฺฉนฺติ ฯ อเถโก ทหรภิกฺขุ สกฺขรํ คเหตฺวา เอกสฺส หํสโปตกสฺส อกฺขึ ปหรามีติ อาห ฯ อิตโร น สกฺขิสฺสสีติ อาห ฯ ติฏฺฐตุ อิมสฺมึ ปสฺเส อกฺขิ ปรปสฺเส อกฺขึ ปหริสฺสามีติ ฯ อิทมฺปิ น สกฺขิสฺสสิเยวาติ ฯ เตนหิ อุปธาเรหีติ ติขิณสกฺขรํ ๑- คเหตฺวา หํสสฺส ปจฺฉาภาเค ขิปิ ฯ หํโส สกฺขรสทฺทํ สุตฺวา นิวตฺติตฺวา โอโลเกสิ ฯ อถ นํ อิตรํ สกฺขรํ ๒- คเหตฺวา ปรปสฺเส อกฺขิมฺหิ ปหริตฺวา โอริมกฺขินา นิกฺขาเมสิ ฯ หํโส วิรวนฺโต ปริวตฺติตฺวา เตสํ ปาทมูเลเยว ปติ ฯ ตตฺถ ฐิตา ภิกฺขู ทิสฺวา อาคนฺตฺวา อาวุโส พุทฺธสาสเน ปพฺพชิตฺวา อนนุจฺฉวิกํ เต กตํ ปาณาติปาตํ กโรนฺเตนาติ วตฺวา ตํ อาทาย ตถาคตสฺเสว ทสฺเสสุํ ฯ สตฺถา สจฺจํ กิร ตยา ภิกฺขุ ปาณาติปาโต กโตติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ กสฺมา เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา เอวมกาสิ โปราณกปณฺฑิตาปิ อนุปฺปนฺเนปิ

@เชิงอรรถ: ๑ ติยํสํ สกฺขรํ ฯ ๒ วฏฺฏสกฺขรํ ฯ พุทฺเธ อคารมชฺเฌ สงฺกิลิฏฺฐวาสํ วสมานา อปฺปมตฺตเกสุปิ ฐาเนสุ กุกฺกุจฺจํ กรึสุ ตฺวํ ปน เอวรูเป สาสเน ปพฺพชิตฺวา กุกฺกุจฺจมตฺตมฺปิ น อกาสิ นนุ ภิกฺขุนา นาม กายวาจาจิตฺตสญฺญเตน ภวิตพฺพนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต กุรุรฏฺเฐ อินฺทปฏฺฏนคเร ๑- ธนญฺชยโกรพฺเย นาม ราเช ๒- รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา อนุปุพฺเพน วิญฺญุตํ ปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา ปิตรา อุปรชฺเช ปติฏฺฐาปิโต อปรภาเค ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ฐตฺวา ทส ราชธมฺเม อโกเปตฺวา กุรุธมฺเม ปวตฺตติ ฯ กุรุธมฺโม นาม ปญฺจ สีลานิ ฯ ตานิ โพธิสตฺโต ปริสุทฺธานิ กตฺวา รกฺขติ ฯ ยถา จ โพธิสตฺโต เอวมสฺส มาตา อคฺคมเหสี กนิฏฺฐภาตา อุปราชา ปุโรหิโต พฺราหฺมโณ รชฺชุคฺคาโห อมจฺโจ สารถี เสฏฺฐี โทณมาปโก มหามตฺโต โทวาริโก นครโสภินี วณฺณทาสีติ เอวเมเต ฯ

ราชา มาตา มเหสี จ อุปราชา ปุโรหิโต

รชฺชุโก สารถี เสฏฺฐี โทโณ โทวาริโก ตถา

คณิกา เอกาทส ชนา กุรุธมฺเม ปติฏฺฐิตา ฯ อิติ อิเม สพฺเพปิ ปริสุทฺธานิ กตฺวา ปญฺจ สีลานิ รกฺขึสุ ฯ ราชา จตูสุ นครทฺวาเรสุ จ นครมชฺเฌ จ นิเวสนทฺวาเร จาติ ฉ ทานสาลาโย การาเปตฺวา เทวสิกํ เทวสิกํ ฉ สตสหสฺสานิ วิสชฺเชนฺโต

@เชิงอรรถ: ๑ อินฺทปตฺตนคเร ฯ ๒ รญฺเญ ฯ สกลชมฺพูทีปํ อุนฺนงฺคลํ กตฺวา ทานํ อทาสิ ฯ ตสฺส ปน ทานชฺฌาสยตา ทานาภิรตตา สกลชมฺพูทีปํ อชฺโฌตฺถริ ฯ ตสฺมึ กาเล กาลิงฺครฏฺเฐ ทนฺตปุรนคเร กาลิงฺคราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส รฏฺเฐ เทโว น วสฺสิ ฯ ตสฺมึ อวสฺสนฺเต สกลรฏฺเฐ ฉาตกํ ชาตํ ฯ อาหารวิปตฺติยา จ มนุสฺสานํ โรโค อุทปาทิ ฯ ฉาตกภยํ โรคภยํ ทุพฺภิกฺขภยนฺติ ตีณิ ภยานิ อุปฺปชฺชึสุ ฯ มนุสฺสา นิคฺคหณา ทารเก หตฺเถสุ คเหตฺวา ตตฺถ ตตฺถ วิจรนฺติ ฯ สกลรฏฺฐวาสิโน เอกโต หุตฺวา ทนฺตปุรํ คนฺตฺวา ราชทฺวาเร อุกฺกุฏฺฐิมกํสุ ฯ ราชา วาตปานํ นิสฺสาย ฐิโต ตํ สทฺทํ สุตฺวา กึการณา เอเต วิจรนฺตีติ ปุจฺฉิ ฯ มหาราช สกลรฏฺเฐ ตีณิ ภยานิ อุปฺปนฺนานิ เทโว น วสฺสติ สสฺสานิ วิปนฺนานิ ฉาตกํ ชาตํ มนุสฺสา ทุพฺโภชนา โรคาภิภูตา นิคฺคหณา ปุตฺเต หตฺเถสุ คเหตฺวา วิจรนฺติ เทวํ วสฺสาเปหิ มหาราชาติ ฯ โปราณกราชาโน เทเว อวสฺสนฺเต กึ กโรนฺตีติ ฯ โปราณกราชาโน มหาราช เทเว อวสฺสนฺเต ทานํ ทตฺวา อุโปสถํ อธิฏฺฐาย สมาทินฺนสีลา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา ทพฺพสนฺถเร สตฺตาหํ นิปชฺชนฺติ ตทา เทโว วสฺสตีติ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตถา อกาสิ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เทโว น วสฺสติ ฯ ราชา อมจฺเจ อาห อหํ กตฺตพฺพํ กิจฺจํ อกาสึ เทโว น วสฺสติ กินฺติ กโรมาติ ฯ มหาราช อินฺทปฏฺฏนคเร ธนญฺชยโกรพฺยสฺส รญฺโญ อญฺชนสนฺนิโภ ๑- นาม มงฺคลหตฺถี อตฺถิ ตํ

@เชิงอรรถ: ๑ อญฺชนวสโภ ฯ อาเนสฺสาม เอวํ สนฺเต เทโว วสฺสตีติ ฯ โส ราชา พลพาหนสมฺปนฺโน ทุปฺปสโห กถมสฺส หตฺถึ อาเนสฺสามาติ ฯ มหาราช เตน สทฺธึ ยุทฺธกิจฺจํ นตฺถิ ทานชฺฌาสโย ราชา ทานาภิรโต ยาจิโต สมาโน อลงฺกตสีสมฺปิ ฉินฺทิตฺวา ปสาทสมฺปนฺนานิ อกฺขีนิปิ อุปฺปาเฏตฺวา สกลํ รชฺชมฺปิ นิยฺยาเทตฺวา ทเทยฺย หตฺถิมฺหิ วตฺตพฺพเมว นตฺถิ อวสฺสํ ยาจิโต ทสฺสตีติ ฯ เก ปน ตํ ยาจิตุํ สมตฺถาติ ฯ พฺราหฺมณา มหาราชาติ ฯ ราชา พฺราหฺมณวาสโต อฏฺฐ พฺราหฺมเณ ปกฺโกสาเปตฺวา สกฺการสมฺมานํ กตฺวา หตฺถึ ยาจนตฺถาย เปเสสิ ฯ เต ปริพฺพยํ อาทาย อทฺธิกเวสํ คเหตฺวา สพฺพตฺถ เอกรตฺตินิวาเสน ตุริตคมนํ กตฺวา กติปาหํ นครทฺวาเร ทานสาลาสุ ภุญฺชนฺตา สรีรํ สนฺตปฺเปตฺวา กทา ราชา ทานคฺคํ อาคจฺฉิสฺสตีติ ปุจฺฉึสุ ฯ มนุสฺสา ปกฺขสฺส ตโย ทิวเส จาตุทฺทเส ปณฺณรเส อฏฺฐมิยญฺจ อาคจฺฉติ เสฺว ปน ปุณฺณมี ตสฺมา เสฺวปิ อาคจฺฉิสฺสตีติ วทึสุ ฯ พฺราหฺมณา ปุนทิวเส ปาโตว คนฺตฺวา ปาจีนทฺวาเร อฏฺฐํสุ ฯ โพธิสตฺโต ปาโตว นฺหาตานุลิตฺโต สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต อลงฺกตหตฺถิกฺขนฺธวรคโต มหนฺเตน ปริวาเรน ปาจีนทฺวาเรน ทานสาลํ คนฺตฺวา โอตริตฺวา สตฺตฏฺฐชนานํ สหตฺถา ภตฺตํ ทตฺวา อิมินาว นีหาเรน เทถาติ วตฺวา หตฺถึ อภิรุยฺหิตฺวา ทกฺขิณทฺวารํ อคมาสิ ฯ พฺราหฺมณา ปาจีนทฺวาเร อารกฺขสฺส พลวตาย โอกาสํ อลภิตฺวา ทกฺขิณทฺวารเมว คนฺตฺวา ราชานํ อาคจฺฉนฺตํ โอโลกยมานา ทฺวารโต นาติทูเร อุนฺนตฏฺฐาเน ฐิตา สมฺปตฺตํ ราชานํ หตฺเถ อุกฺขิปิตฺวา ชยตุ ภวํ มหาราชาติ ชยาเปสุํ ฯ ราชา วชิรงฺกุเสน วารณํ นิวตฺเตตฺวา เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา โภ พฺราหฺมณา กึ อิจฺฉถาติ ปุจฺฉิ ฯ พฺราหฺมณา โพธิสตฺตสฺส คุณํ วณฺเณนฺตา ปฐมํ คาถมาหํสุ

ตว สทฺธญฺจ สีลญฺจ วิทิตฺวาน ชนาธิป

วณฺณํ อญฺชนวณฺเณน กาลิงฺคสฺมึ วินิมฺหเสติ ฯ

ตตฺถ สทฺธนฺติ กมฺมผลานํ สทฺทหนวเสน โอกปฺปนิยสทฺธํ ฯ สีลนฺติ สํวรสีลํ อวีติกฺกมสีลํ ฯ วณฺณนฺติ ตทา ตสฺมึ เทเส สุวณฺณํ วุจฺจติ เทสนาสีสเมเวตํ ฯ อิมินา ปน ปเทน สพฺพมฺปิ หิรญฺญสุวณฺณธนธญฺญํ สงฺคหิตํ ฯ อญฺชนวณฺเณนาติ อญฺชนปุญฺชสมานวณฺเณน อิมินา ตว นาเคน ฯ กาลิงฺคสฺมินฺติ กาลิงฺครญฺโญ สนฺติเก ฯ วินิมฺหเสติ วินิมฺหยวเสน คณฺหิมฺห ปริโภควเสน วา อุทเร ปกฺขิปิมฺหาติ อตฺโถ ฯ เสติ นิปาตมตฺตํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ มยํ หิ ชนาธิป ตว สทฺธญฺจ สีลญฺจ วิทิตฺวา อทฺธา โน เอโส เอวํ สทฺธาสีลสมฺปนฺโน ราชา ยาจิโต อญฺชนวณฺณํ นาคํ ทสฺสตีติ อิมินา อตฺตโน สนฺตเกน วิย อญฺชนวณฺเณน กาลิงฺครญฺโญ สนฺติเก นาคํ หริสฺสามาติ วตฺวา พหุธนธญฺญํ วินิมฺหเส ปริวตฺตยิมฺห เจว อุทเร จ ปกฺขิปิมฺห เอวํ ตํ มยํ วานิยมานา อิธาคตา ตตฺถ กตฺตพฺพํ เทโว ชานาตูติ ฯ อปโร นโย ฯ ตว สทฺธาสีลคุณสงฺขาตํ วณฺณํ วิทิตฺวา อุฬารคุโณ ราชา ชีวิตมฺปิ ยาจิโต ทเทยฺย ปเคว ติรจฺฉานคตํ นาคนฺติ เอวํ กาลิงฺคสฺส สนฺติเก อิมินา อญฺชนวณฺเณน ตว วณฺณํ วินิมฺหเส ตุลยิมฺหา เตนมฺหา อิธาคตาติ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต สเจ โว พฺราหฺมณา อิมํ นาคํ ปริวตฺเตตฺวา ธนํ ขาทิตํ สุขาทิตํ มา จินฺตยิตฺถ ยถาลงฺกตเมว โว นาคํ ทสฺสามีติ สมสฺสาเสตฺวา อิตรา เทฺว คาถา อโวจ

อนฺนภจฺจา จภจฺจา จ โยธ อุทฺทิสฺส คจฺฉติ

สพฺเพเต อปฺปฏิกฺขิปฺปา ปุพฺพาจริยวโจ อิทํ

ททามิ โว พฺราหฺมณา นาคเมตํ

ราชารหํ ราชโภคํ ยสสฺสินํ

อลงฺกตํ เหมชาลาภิฉนฺนํ

สสารถี คจฺฉถ เยนกามนฺติ ฯ

ตตฺถ อนฺนภจฺจา จภจฺจา จาติ ปุริสํ อุปนิสฺสาย ชีวมานา ยาคุภตฺตาทินา อนฺเนน ภริตพฺพาติ อนฺนภจฺจา จ อิตเร ตถา อภริตพฺพตฺตา อภจฺจา ฯ สนฺธิวเสน ปเนตฺถ อการโลโป เวทิตพฺโพ ฯ เอตฺตาวตา อตฺตานํ อุปนิสฺสาย จ อนุปนิสฺสาย จ ชีวมานวเสน สพฺเพปิ สตฺตา เทฺว โกฏฺฐาเส กตฺวา ทสฺสิตา โหนฺติ ฯ โยธ อุทฺทิสฺส คจฺฉตีติ เตสุ สตฺเตสุ อิธ ชีวโลเก โย สตฺโต ยํ ปุริสํ ยายกายจิเทว ปจฺจาสึสมานาย อุทฺทิสฺส อาคจฺฉติ ฯ สพฺเพเต อปฺปฏิกฺขิปฺปาติ ตถา อุทฺทิสฺส อาคจฺฉนฺตา สเจปิ พหู โหนฺติ ตถาปิ เตน ปุริเสน สพฺเพเต อปฺปฏิกฺขิปฺปา อเปถ น โว ทสฺสามีติ เอวํ อปฺปฏิกฺขิตพฺพาติ อตฺโถ ฯ ปุพฺพาจริยวโจ อิทนฺติ ปุพฺพาจริยา วุจฺจนฺติ มาตาปิตโร อิทํ เตสํ วจนํ เอวมหํ มาตาปิตูหิ สิกฺขาปิโตติ ทีเปติ ฯ ททามิ โวติ ยสฺมา อิทํ อมฺหากํ ปุพฺพาจริยวโจ ตสฺมา อหํ พฺราหฺมณา ตุมฺหากํ อิมํ นาควรํ ททามิ ฯ ราชารหนฺติ รญฺโญ อนุจฺฉวิกํ ฯ ราชโภคนฺติ ราชปริโภคํ ฯ ยสสฺสินนฺติ ปริวารสมฺปนฺนํ ฯ ตํ กิร หตฺถึ นิสฺสาย หตฺถิเวชฺชาทีนิ ปญฺจ กุลสตานิ ชีวนฺติ เตหิ สทฺธิญฺเญว โว ททามีติ อตฺโถ ฯ อลงฺกตนฺติ นานาวิเธน หตฺถิอลงฺกาเรน อลงฺกตํ ฯ เหมชาลาภิฉนฺนนฺติ สุวณฺณชาเลน อภิจฺฉนฺนํ ฯ สสารถีติ โย ปนสฺส สารถี หตฺถิทมโก อาจริโย เตน สทฺธิญฺเญว โว ททามิ ตสฺมา สสารถี หุตฺวา ตุมฺเห สปริวารํ อิมํ นาคํ คเหตฺวา เยนกามํ คจฺฉถาติ ฯ

เอวํ หตฺถิกฺขนฺธวรคโตว มหาสตฺโต วาจาย ทตฺวา ปุน หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห สเจ อนลงฺกตฏฺฐานํ อตฺถิ อลงฺกริตฺวา ทสฺสามีติ ติกฺขตฺตุํ ปทกฺขิณํ กโรนฺโต อุปปริกฺขิตฺวา ตสฺส อนลงฺกตฏฺฐานํ อทิสฺวา ตสฺส โสณฺฑํ พฺราหฺมณานํ หตฺเถสุ ฐเปตฺวา สุวณฺณภิงฺคาเรน ปุปฺผคนฺธวาสิตํ อุทกํ ปาเตตฺวา อทาสิ ฯ พฺราหฺมณา สปริวารํ นาคํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา หตฺถิปิฏฺเฐ นิสินฺนา ทนฺตปุรํ คนฺตฺวา หตฺถึ รญฺโญ อทํสุ ฯ หตฺถิมฺหิ อาคเตปิ เทโว น วสฺสเตว ฯ ราชา กินฺนุโขว การณนฺติ อุตฺตรึ ปุจฺฉนฺโต ธนญฺชยโกรพฺยราชา กุรุธมฺมํ รกฺขติ เตนสฺส รฏฺเฐ อนฺวฑฺฒมาสํ อนุทสาหํ เทโว วสฺสติ รญฺโญ คุณานุภาเวเนว วสฺสติ อิมสฺส ปน ติรจฺฉานคตสฺส คุณา โหนฺตาปิ กิตฺตกา ภเวยฺยุนฺติ สุตฺวา เตนหิ ยถาอลงฺกตเมว สปริวารํ หตฺถึ ปฏิเนตฺวาว รญฺโญ ทตฺวา ยํ โส กุรุธมฺมํ รกฺขติ ตํ สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขิตฺวา อาเนถาติ พฺราหฺมเณ จ อมจฺเจ จ เปเสสิ ฯ เต คนฺตฺวา รญฺโญ หตฺถึ นิยฺยาเทตฺวา เทว อิมสฺมึ หตฺถิมฺหิ คเตปิ อมฺหากํ รฏฺเฐ เทโว น วสฺสติ ตุมฺเห กิร กุรุธมฺมํ นาม รกฺขถ อมฺหากมฺปิ ราชา นํ รกฺขิตุกาโม อิมสฺมึ สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขิตฺวา อาเนถาติ เปเสสิ เทถ โน กุรุธมฺมนฺติ ฯ ตาตา สจฺจาหํ เอตํ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ อิทานิ ปน เม ตตฺถ กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ น เม โส กุรุธมฺโม จิตฺตํ อาราเธติ ตสฺมา ตุมฺหากํ ทาตุํ น สกฺโกมีติ ฯ กสฺมา ปน ตํ สีลํ ราชานํ น อาราเธตีติ ฯ ตทา กิร ราชูนํ ตติเย ตติเย สํวจฺฉเร กตฺติกมาสสฺส ฉโณ นาม โหติ ฯ ตํ ฉณํ กีฬนฺตา ราชาโน สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตา เทวเวสํ คเหตฺวา จิตฺตราชสฺส นาม ยกฺขสฺส สนฺติเก ฐตฺวา จตุทฺทิสา ปุปฺผปฏิมณฺฑิเต จิตฺตสเร ขิปนฺติ ฯ อยมฺปิ ราชา ตํ ฉณํ กีฬนฺโต เอกิสฺสา ตฬากปาฬิยา จิตฺตราชสฺส สนฺติเก ฐตฺวา จตุทฺทิสา จิตฺตสเร ขิปิ ฯ เตสุ เสสทิสา คเต ตโย สเร ทิสฺวา อุทกปิฏฺฐิยํ ขิตฺตสรํ น อทฺทส ฯ รญฺโญ กจฺจิ นุโข มยา ขิตฺโต สโร มจฺฉสรีเร ปติโตติ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ปาณาติปาตกมฺเมน สีลเภทมารภิ ฯ ตสฺมา สีลํ นํ นาราเธติ ฯ โส เอวมาห ตาตา มยฺหํ กุรุธมฺเม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ มาตา ปน เม สุรกฺขิตํ รกฺขติ ตสฺสา สนฺติเก คณฺหถาติ ฯ มหาราช ตุมฺหากํ ปาณํ วธิสฺสามีติ เจตนา นตฺถิ ตํ วินา ปาณาติปาโต นาม น โหติ เทถ โน รกฺขิตํ กุรุธมฺมนฺติ ฯ เตนหิ ลิขถ ตาตาติ สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขาเปสิ ปาโณ น หนฺตพฺโพ อทินฺนํ นาทาตพฺพํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร น จริตพฺโพ มุสาวาโท น ภาสิตพฺโพ มชฺชปานํ น ปาตพฺพนฺติ ฯ ลิขาเปตฺวา จปน เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ สีลํ อาราเธติ มาตุ เม สนฺติเก คจฺฉถาติ อาห ฯ ทูตา ราชานํ วนฺทิตฺวา ตสฺสา สนฺติกํ คนฺตฺวา เทวิ ตุมฺเห กิร กุรุธมฺมํ รกฺขถ ตํ โน เทถาติ วทึสุ ฯ ตาตา สจฺจาหํ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ อิทานิ ปน เม ตตฺถ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ น เม โส กุรุธมฺโม อาราเธติ เตน โว ทาตุํ น สกฺโกมีติ ฯ ตสฺสา กิร เทฺว ปุตฺตา เชฏฺโฐ ราชา กนิฏฺโฐ อุปราชา ฯ อเถโก ราชา โพธิสตฺตสฺส สตสหสฺสคฺฆนิกํ จนฺทนสารํ สหสฺสคฺฆนิกํ สุวณฺณมาลํ เปเสสิ ฯ โส มาตรํ ปูเชสฺสามีติ ตํ สพฺพํ มาตุ เปเสสิ ฯ สา จินฺเตสิ อหํ เนว จนฺทนํ วิลิมฺปามิ น มาลํ ธาเรมิ สุณิสานํ ตํ ทสฺสามีติ ฯ อถสฺสา เอตทโหสิ เชฏฺฐสุณิสา เม อิสฺสรา อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐิตา ตสฺสา สุวณฺณมาลํ ทสฺสามิ กนิฏฺฐสุณิสา ปน ทุคฺคตา ตสฺสา จนฺทนสารํ ทสฺสามีติ ฯ สา รญฺโญ เทวิยา สุวณฺณมาลํ ทตฺวา อุปราชภริยาย จนฺทนสารํ อทาสิ ฯ ทตฺวา จปนสฺสา อหํ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ เอตาสํ ทุคฺคตาทุคฺคตภาโว มยฺหํ อปฺปมาณํ เชฏฺฐาปจายิกกมฺมเมว ปน กาตุํ มยฺหํ อนุรูปํ กจฺจิ นุโข เม ตสฺส อกตตฺตา สีลํ ภินฺนนฺติ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ตสฺมา เอวมาห ฯ อถ นํ ทูตา อตฺตโน สนฺตกํ นาม ยถารุจิยา ทียติ ตุมฺเห เอตฺตเกนปิ กุกฺกุจฺจํ กุรุมานา กึ อญฺญํ ปาปกมฺมํ กริสฺสถ สีลํ นาม เอวรูเปน น ภิชฺชติ เทถ โน กุรุธมฺมนฺติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ ตาตา เอวํ สนฺเตปิ เนว กุรุธมฺโม มํ อาราเธติ สุณิสา ปน เม ตํ สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺสา สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน อคฺคมเหสึ อุปสงฺกมิตฺวา ปุริมนเยเนว กุรุธมฺมํ ยาจึสุ ฯ สาปิ ปุริมนเยเนว วตฺวา อิทานิ มํ สีลํ นาม นาราเธติ เตน โว ทาตุํ น สกฺกาติ อาห ฯ สา กิร เอกทิวสํ สีหปญฺชเร ฐิตา รญฺโญ นครํ ปทกฺขิณํ กโรนฺตสฺส ปจฺฉโต หตฺถิปิฏฺเฐ นิสินฺนํ อุปราชานํ ทิสฺวา โลภํ อุปฺปาเทตฺวา สจาหํ อิมินา สทฺธึ สนฺถวํ กเรยฺยํ ภาตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐิโต มํ เอส สงฺคณฺเหยฺยาติ จินฺเตสิ ฯ อถสฺสาหํ กุรุธมฺมํ รกฺขมานา สสามิกา หุตฺวา กิเลสวเสน อญฺญํ ปุริสํ โอโลเกสึ สีเลน เม ภินฺเนน ภวิตพฺพนฺติ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ตสฺมา เอวมาห ฯ อถ นํ ทูตา อติจาโร นาม อยฺเย จิตฺตุปฺปาทมตฺเตน น โหติ ตุมฺเห เอตฺตเกนปิ กุกฺกุจฺจํ กุรุมานา กึ วีติกฺกมํ กริสฺสถ น เอตฺตเกน สีลํ ภิชฺชติ เทถ โน กุรุธมฺมนฺติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ ตาตา เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ อาราเธติ อุปราชา ปน สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺส สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน อุปราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุริมนเยเนว กุรุธมฺมํ ยาจึสุ ฯ โส ปน สายํ ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต รเถเนว คจฺฉนฺโต ราชงฺคณํ ปตฺวา สเจ รญฺโญ สนฺติเก ภุญฺชิตฺวา ตตฺเถว สยิตุกาโม โหติ รสฺมิโย จ ปโตทญฺจ อนฺตรธูเร ฉฑฺเฑติ ฯ ตาย สญฺญาย มหาชโน ปฏิกฺกมิตฺวา ปุนทิวเส ปาโตว คนฺตฺวา ตสฺส นิกฺขมนํ โอโลเกนฺโตว ติฏฺฐติ ฯ สารถีปิ ตํ รถํ วาหยิตฺวา ๑- ปุนทิวเส ปาโตว รถํ อาทาย ราชทฺวาเร ติฏฺฐติ ฯ สเจ ตํขณญฺเญว นิกฺขนฺตุกาโม โหติ รสฺมิโย จ ปโตทญฺจ อนฺโตรเถเยว ฐเปตฺวา ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉติ ฯ มหาชโน ตาย สญฺญาย อิทาเนว นิกฺขมิสฺสตีติ ราชทฺวาเรเยว ติฏฺฐติ ฯ โส เอกทิวสํ เอวํ กตฺวา ราชนิเวสนํ ปาวิสิ ฯ ปวิฏฺฐมตฺตสฺเสวสฺส เทโว ปาวสฺสิ ฯ ราชา เทโว วสฺสตีติ ตสฺส นิกฺขมิตุํ นาทาสิ ฯ โส ตตฺเถว ปริภุญฺชิตฺวา สยิ ฯ มหาชโน อิทานิ นิกฺขมิสฺสตีติ สพฺพรตฺตึ เตเมนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อุปราชา ทุติยทิวเส นิกฺขมิตฺวา เตมิยมานํ ฐิตํ มหาชนํ ทิสฺวา อหํ กุรุธมฺมํ รกฺขนฺโต เอตฺตกํ ชนํ กิลเมสึ สีเลน เม ภินฺเนน ภวิตพฺพนฺติ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปาเทสิ ฯ เตน เตสํ ทูตานํ สจฺจาหํ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ อิทานิ ปน เม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ เตน โว น สกฺกา ทาตุนฺติ วตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อถ นํ ทูตา ตุมฺหากํ เทว เอเต กิลมนฺตูติ จิตฺตํ นตฺถิ อเจตนกํ กมฺมํ นาม น โหติ เอตฺตเกนาปิ กุกฺกุจฺจํ กโรนฺตานํ กถํ ตุมฺหากํ วีติกฺกโม ภวิสฺสตีติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก สีลํ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ อาราเธติ ปุโรหิโต ปน สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺส สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน ปุโรหิตํ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจึสุ ฯ โสปิ เอกทิวสํ ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต เอเกน รญฺญา ตสฺส รญฺโญ เปสิตํ ตรุณรุจิรวณฺณํ ๒-

@เชิงอรรถ: ๑ โคปยิตฺวา ฯ คาหยิตฺวา ฯ ๒ ตรุณรวิวณฺณํ ฯ รถํ อนฺตรามคฺเค ทิสฺวา กสฺสายํ รโถติ ปุจฺฉิตฺวา รญฺโญ อาภโตติ สุตฺวา อหํ มหลฺลโก สเจ เม ราชา อิมํ รถํ ทเทยฺย สุขํ อิมํ อารุยฺห วิจเรยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา ราชุปฏฺฐานํ คโต ฯ ตสฺส ชยาเปตฺวา ฐิตกาเล รญฺโญ รถํ ทสฺเสสุํ ฯ ราชา ทิสฺวา อติวิย สุนฺทโร อยํ เม รโถ อาจริยสฺส โน เทถาติ อาห ฯ ปุโรหิโต น อิจฺฉิ ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโนปิ น อิจฺฉิเยว ฯ กึการณา ฯ เอวํ กิรสฺส อโหสิ. อหํ กุรุธมฺมํ รกฺขนฺโตว ปรสนฺตเก โลภํ อกาสึ ภินฺเนน เม สีเลน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส ตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา ตาตา กุรุธมฺเม เม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ น เม โส กุรุธมฺโม มํ อาราเธติ ตสฺมา น สกฺกา ทาตุนฺติ อาห ฯ อถ นํ ทูตา อยฺย โลภุปฺปาทมตฺเตน สีลํ น ภิชฺชติ ตุมฺเห เอตฺตเกนปิ กุกฺกุจฺจํ กโรนฺตา กึ วีติกฺกมํ กริสฺสถาติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก สีลํ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เนว กุรุธมฺโม มํ อาราเธติ รชฺชุคฺคาหโก อมจฺโจ ปน สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺส สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน ตมฺปิ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจึสุ ฯ โสปิ เอกทิวสํ ชนปเท เขตฺตํ มินนฺโต รชฺชุํ ทณฺฑเก พนฺธิตฺวา เอกํ โกฏึ เขตฺตสามิเกน คาหาเปตฺวา เอกํ อตฺตนา อคฺคเหสิ ฯ เตน คหิตรชฺชุโกฏิยา พนฺธทณฺฑโก เอกสฺส กกฺกฏกสฺส พิลมชฺฌํ ปาปุณิ ฯ โส จินฺเตสิ สเจ ทณฺฑกํ พิเล โอตาเรสฺสามิ อนฺโตพิเล กกฺกฏโก นสฺสิสฺสติ สเจ ปน ปุรโต กริสฺสามิ รญฺโญ สนฺตกํ นสฺสิสฺสติ สเจ โอรโต กริสฺสามิ กุฏุมฺพิกสฺส สนฺตกํ นสฺสิสฺสติ กินฺนุโข กาตพฺพนฺติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ พิเล กกฺกฏเกน ภวิตพฺพํ สเจ ภเวยฺย ปญฺญาเยยฺย เอตฺเถว นํ โอตาเรสฺสามีติ พิเล ตํ ทณฺฑกํ โอตาเรสิ ฯ กกฺกฏโก กิรีติ สทฺทมกาสิ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ ทณฺฑโก กกฺกฏกปิฏฺเฐ โอติณฺโณ ภวิสฺสติ กกฺกฏโก มโต ภวิสฺสติ อหญฺจ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ เตน เม สีเลน ภินฺเนน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส เอตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา อิมินา เม การเณน กุรุธมฺเม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ เตน โว น สกฺกา ทาตุนฺติ อาห ฯ อถ นํ ทูตา ตุมฺหากํ กกฺกฏโก มรตูติ จิตฺตํ นตฺถิ อเจตนกํ กมฺมํ นาม น โหติ ตุมฺเห เอตฺตเกนปิ กุกฺกุจฺจํ กโรนฺตา กึ วีติกฺกมํ กริสฺสถาติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก สีลํ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ อาราเธติ สารถี ปน สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺส สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน ตมฺปิ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจึสุ ฯ โส เอกทิวสํ ราชานํ รเถน อุยฺยานํ เนสิ ฯ ราชา ตตฺถ ทิวสํ กีฬิตฺวา สายํ นิกฺขมิตฺวา รถํ อารูหิ ฯ ตสฺส นครํ อสมฺปตฺตสฺเสว สูริยตฺถงฺคมนเวลาย เมโฆ อุฏฺฐหิ ฯ สารถี รญฺโญ เตมนภเยน สินฺธวานํ ปโตทสญฺญํ อทาสิ ฯ เต สินฺธวา ชเวน ปกฺขนฺทึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย จปน เต อุยฺยานํ ปุน คจฺฉนฺตาปิ ตโต อาคจฺฉนฺตาปิ ตํ ฐานํ ปตฺวา ชเวน คจฺฉนฺติ ฯ กึการณา ฯ เตสํ กิร เอตทโหสิ อิมสฺมึ ฐาเน ปริสฺสเยเนว ภวิตพฺพํ เตน โน สารถี ตทา ปโตทสญฺญํ อทาสีติ ฯ สารถิสฺสาปิ เอตทโหสิ รญฺโญ เตมเน วา อเตมเน วา มยฺหํ โทโส นตฺถิ อหํ ปน อฏฺฐาเน สุสิกฺขิตสินฺธวานํ ปโตทสญฺญํ อทาสึ เตนิเม อิทานิ อปราปรํ ชวนฺตา กิลมนฺติ อหญฺจ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ เตน เม สีเลน ภินฺเนน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส ตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา อิมินา เม การเณน กุรุธมฺเม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ เตน โว น สกฺกา ทาตุนฺติ อาห ฯ อถ นํ ทูตา ตุมฺหากํ สินฺธวา กิลมนฺตูติ จิตฺตํ นตฺถิ อเจตนกํ กมฺมํ นาม น โหติ เอตฺตเกนปิ จ ตุมฺเห กุกฺกุจฺจํ กโรนฺตา กึ วีติกฺกมํ กริสฺสถาติ วตฺวา ตสฺส สนฺติเก สีลํ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ อาราเธติ เสฏฺฐี ปน สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺส สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน ตํ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจึสุ ฯ โสปิ เอกทิวสํ คพฺภโต นิกฺขนฺตสาลิสีเส อตฺตโน สาลิกฺเขตฺตํ คนฺตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา นิวตฺตมาโน วีหิมาลํ พนฺธาเปสฺสามีติ เอกํ สาลิสีสมุฏฺฐึ คาหาเปตฺวา จูฬาย ๑- พนฺธาเปสิ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อิมมฺหา เกทารา มยา รญฺโญ ภาโค ทาตพฺโพ อทินฺนภาคโตเยว จ เม เกทารโต สาลิสีสมุฏฺฐิ คาหาปิตา อหญฺจ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ เตน เม ภินฺเนน สีเลน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส เอตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา อิมินา เม การเณน กุรุธมฺเม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ เตน โว น สกฺกา ทาตุนฺติ อาห ฯ อถ นํ ทูตา ตุมฺหากํ เถยฺยจิตฺตํ นตฺถิ เตน วินา อทินฺนาทานํ นาม ปญฺญาเปตุํ น สกฺกา เอตฺตเกนปิ จ กุกฺกุจฺจํ กโรนฺตา

@เชิงอรรถ: ๑ ถูณาย ฯ ตุมฺเห ปรสนฺตกํ นาม กึ คณฺหิสฺสถาติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก สีลํ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ อาราเธติ โทณมาปโก ปน มหามตฺโต สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺส สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน นํ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจึสุ ฯ โส กิร เอกทิวสํ ทฺวารโกฏฺฐเก ๑- นิสีทิตฺวา ราชภาเค วีหึ มินาเปนฺโต อมิตวีหิราสิโต วีหึ คเหตฺวา ลกฺขํ ฐเปสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ เทโว ปาวสฺสิ ฯ มหามตฺโต วีหิลกฺขานิ วฑฺฒิตฺวา มิตวีหิ เอตฺตกา นาม โหตีติ วตฺวา ลกฺขวีหึ สงฺกฑฺฒิตฺวา มิตราสิมฺหิ ปกฺขิปิตฺวา เวเคน คนฺตฺวา ทฺวารโกฏฺฐเก ฐตฺวา จินฺเตสิ กินฺนุโข มยา ลกฺขวีหิ มิตวีหิราสิมฺหิ ปกฺขิตฺตา อุทาหุ อมิตราสิมฺหีติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ สเจ เม มิตวีหิราสิมฺหิ ปกฺขิตฺตา อการเณน รญฺโญ สนฺตกํ วฑฺฒิตํ คหปติกานํ สนฺตกํ นาสิตํ อหญฺจ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ เตน เม ภินฺเนน สีเลน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส ตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา อิมินา เม การเณน กุรุธมฺเม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ เตน โว น สกฺกา ทาตุนฺติ อาห ฯ อถ นํ ทูตา ตุมฺหากํ เถยฺยจิตฺตํ นตฺถิ เตน วินา อทินฺนาทานํ นาม ปญฺญาเปตุํ น สกฺกา เอตฺตเกนปิ จ กุกฺกุจฺจํ กโรนฺตา ตุมฺเห กึ ปรสนฺตกํ คณฺหิสฺสถาติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก สีลํ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ อาราเธติ โทวาริโก ปน สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺส สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน ตมฺปิ

@เชิงอรรถ: ๑ โกฏฺฐาคารทฺวาเร ฯ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจึสุ ฯ โสปิ เอกทิวสํ นครทฺวารํ ปิธานเวลาย ติกฺขตฺตุํ สทฺทมนุสฺสาเวสิ ฯ อเถโก ทลิทฺทกมนุสฺโส อตฺตโน กนิฏฺฐภคินิยา สทฺธึ ทารุปณฺณตฺถาย อรญฺญํ คนฺตฺวา นิวตฺเตนฺโต ตสฺส สทฺทํ สุตฺวา ภคินึ อาทาย เวเคน สมฺปาปุณิ ฯ อถ นํ โทวาริโก ตฺวํ นคเร รญฺโญ อตฺถิภาวํ กึ น ชานาสิ สกาลสฺเสว อิมสฺส นครสฺส ทฺวารํ ปิถียตีติ น ชานาสิ อตฺตโน มาตุคามํ คเหตฺวา อรญฺเญ วิจรสิ รติกีฬํ กีฬนฺโต ทิวสํ วิจรสีติ อาห ฯ อถสฺส อิตเรน น เม สามิ ภริยา ภคินิ เม เอสาติ วุตฺเต เอตทโหสิ อการณํ วต เม กตํ ภคินึ ภริยาติ วทนฺเตน อหญฺจ กุรุธมฺมํ รกฺขามิ เตน เม ภินฺเนน สีเลน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส เอตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา อิมินา เม การเณน กุรุธมฺเม กุกฺกุจฺจํ อตฺถิ เตน โว น สกฺกา ทาตุนฺติ อาห ฯ อถ นํ ทูตา เอตํ ตุมฺเหหิ ตถาสญฺญาย กถิตํ เอตฺถ โว สีลเภโท นตฺถิ เอตฺตเกนปิ จ ตุมฺเห กุกฺกุจฺจายนฺตา กุรุธมฺเม สมฺปชานมุสาวาทํ นาม กึ กริสฺสถาติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก สีลานิ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ เอวํ สนฺเตปิ เนว มํ อาราเธติ วณฺณทาสี ปน สุฏฺฐุ รกฺขติ ตสฺสาปิ สนฺติเก คณฺหถาติ วุตฺตา จปน ตมฺปิ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจึสุ ฯ สาปิ ปุริมนเยเนว ปฏิกฺขิปิ ฯ กึการณา ฯ สกฺโก กิร เทวานมินฺโท ตสฺสา สีลํ วีมํสิสฺสามีติ มาณวกวณฺเณน อาคนฺตฺวา อหํ อาคมิสฺสามีติ สหสฺสํ ทตฺวา เทวโลกเมว คนฺตฺวา ตีณิ สํวจฺฉรานิ นาคจฺฉติ ฯ สา อตฺตโน สีลเภทภเยน ตีณิ สํวจฺฉรานิ อญฺญสฺส ปุริสสฺส หตฺถโต ตมฺพุลมตฺตมฺปิ น คณฺหิ ฯ สา อนุกฺกเมน ทุคฺคตา หุตฺวา จินฺเตสิ มยฺหํ สหสฺสํ ทตฺวา คตปุริสสฺส ตีณิ สํวจฺฉรานิ อนาคจฺฉนฺตสฺส ทุคฺคตมฺหิ ชาตา ชีวิตวุตฺติมฺปิ ฆเฏตุํ น สกฺโกมิ อิโตทานิ ปฏฺฐาย มยา วินิจฺฉยมหามตฺตานํ อาโรเจตฺวา ปริพฺพยํ คเหตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สา วินิจฺฉยํ คนฺตฺวา สามิ ปริพฺพยํ ทตฺวา คตปุริสสฺส เม ตีณิ สํวจฺฉรานิ มตภาวามตภาวมสฺส น ชานามิ ชีวิตํ ฆเฏตุํ น สกฺโกมิ กึ กโรมิ สามีติ อาห ฯ ตีณิ สํวจฺฉรานิ อนาคจฺฉนฺเต กึ กริสฺสสิ อิโต ปฏฺฐาย ปริพฺพยํ คณฺหาติ ฯ ตสฺสา ลทฺธวินิจฺฉยาย วินิจฺฉยโต นิกฺขมมานายเอว เอโก ปุริโส สหสฺสภณฺฑิกํ อุปนาเมสิ ฯ ตสฺส คหณตฺถาย หตฺถํ ปสารณกาเล สกฺโก อตฺตานํ ทสฺเสสิ ฯ สา ตํ ทิสฺวาว มยฺหํ สํวจฺฉรตฺตยมตฺถเก สหสฺสทายโก ปุริโส อาคโต ตาต นตฺถิ เม ตว กหาปเณหิ อตฺโถติ หตฺถํ สมฺมิญฺเชสิ ฯ สกฺโก อตฺตโน สรีรญฺเญว อภินิมฺมินิตฺวา ตรุณสูริโย วิย ชลนฺโต อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ สกลนครํ สนฺนิปติ ฯ สกฺโก มหาชนมชฺเฌ อหํ เอติสฺสา วีมํสนวเสน สํวจฺฉรตฺตยมตฺถเก สหสฺสํ อทาสึ สีลํ รกฺขนฺตา นาม เอวรูปา หุตฺวา รกฺขถาติ โอวาทํ ทตฺวา ตสฺสา นิเวสนํ สตฺตรตเนหิ ปูเรตฺวา อิโต ปฏฺฐาย อปฺปมตฺตา โหหีติ ตํ อนุสาเสตฺวา เทวโลกเมว อคมาสิ ฯ อิมินา การเณน สา อหํ คหิตภตึ อชีราเปตฺวาว อญฺเญน ทิยฺยมานาย ภติยา หตฺถํ ปสาเรสึ อิมินา การเณน มํ สีลํ นาราเธติ เตน โว ทาตุํ น สกฺกาติ ปฏิกฺขิปิ ฯ อถ นํ ทูตา หตฺถํ ปสารณมตฺเตน สีลเภโท นตฺถิ สีลํ นาม เอวํ ปรมวิสุทฺธํ โหตีติ วตฺวา ตสฺสาปิ สนฺติเก สีลํ คเหตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขึสุ ฯ อิติ เตสํ เอกาทสนฺนํ ชนานํ รกฺขนสีลํ ๑- สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขิตฺวา ทนฺตปุรํ คนฺตฺวา กาลิงฺครญฺโญ สุวณฺณปฏฺฏํ ทตฺวา ตํ ปวุตฺตึ อาโรเจสุํ ฯ ราชา ตสฺมึ กุรุธมฺเม วตฺตมาโน ปญฺจ สีลานิ ปริปูเรสิ ฯ ตสฺมึ กาเล สกลกาลิงฺครฏฺเฐ เทโว วสฺสิ ตีณิ ภยานิ วูปสนฺตานิ รฏฺฐญฺจ เขมํ สุภิกฺขํ อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต ยาวชีวํ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สปริวาโร สคฺคปุรํ ปูเรสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน เกจิ อรหนฺโตติ ชาตกํ สโมธาเนสิ

คณิกา อุปฺปลวณฺณา ปุณฺโณ โทวาริโก ตทา

รชฺชุคฺคาหโก กจฺจายโน โมคฺคลฺลาโน โทณมาปโก

สารีปุตฺโต ตทา เสฏฺฐี อนุรุทฺโธ จ สารถี

พฺราหฺมโณ กสฺสโป เถโร อุปราชา นนฺทปณฺฑิโต

มเหสี ราหุลมาตา มายาเทวี ชเนตฺติยา

กุรุราชา โพธิสตฺโต เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ

กุรุธมฺมชาตกํ ฉฏฺฐํ

@เชิงอรรถ: ๑ รกฺขิตสีลํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๗๕. รุจิรชาดกชาดกถัดไป๒๗๗. โรมชาดก