ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โรมชาดก
ชาดกที่ ๒๗๗ · ติกนิบาตชาดก · อุทปานทูสกวรรค

โรมชาดก

ว่าด้วยอาชีวกเจ้าเล่ห์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๓๐ · บรรทัด ๒๓๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโรมชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภความตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วสฺสานิ ปญฺาส สมาธิกานิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ส่วนเรื่องอดีตมีดังต่อไปนี้ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนกพิราบ อันนกพิราบเป็นอันมากห้อมล้อมสำเร็จการอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาในป่า. มีดาบสรูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยอาจาระมารยาท เข้าไปอาศัยปัจจันตคามแห่งหนึ่งสร้างอาศรมบทอยู่ในที่ไม่ใกล้จากที่อยู่ของนกพิราบเหล่านั้น สำเร็จการอยู่ในบรรพตคูหา. พระโพธิสัตว์มายังสำนักของดาบสในระหว่าง ๆไม่ขาด ฟังสิ่งที่ควรฟัง. พระดาบสอยู่ในที่นั้นช้านานแล้วหลีกจากไป. ครั้งนั้น ชฎิลโกงคนหนึ่งได้มาสำเร็จการอยู่ในบรรพตคูหานั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์อันนกพิราบทั้งหลายแวดล้อม เข้าไปหาชฎิลโกงนั้นไหว้แล้วกระทำปฏิสันถาร เที่ยวไปในอาศรมบทหาเหยื่ออยู่ในที่ใกล้ซอกเขา ในเวลาเย็นจึงบินไปยังที่อยู่ของตน. ดาบสโกงอยู่ในที่นั้นได้ ๕๐ กว่าปี. ครั้นวันหนึ่ง ชาวบ้านปัจจันตคามได้ปรุงเนื้อนกพิราบถวายดาบสโกงนั้น. ดาบสโกงนั้นติดใจด้วยตัณหาความอยากในรสแห่งเนื้อของนกพิราบนั้น จึงถามว่า นี่ชื่อว่าเนื้ออะไร ได้ฟังว่าเนื้อนกพิราบ จึงคิดว่านกพิราบจำนวนมากมายังอาศรมบทของเราเราฆ่านกพิราบเหล่านั้นกินเนื้อจึงจะควร. ชฎิลโกงนั้นจึงนำเอาข้าวสาร เนยใส นมส้ม นมสด และพริกเป็นต้นมาเก็บไว้ส่วนข้างหนึ่ง เอาชายจีวรคลุมฆ้อนนั่งคอยดูพวกนกพิราบจะมาอยู่ที่ประตูบรรณศาลา. พระโพธิสัตว์ห้อมล้อมด้วยนกพิราบบินมา เห็นกิริยาชั่วร้ายของชฎิลโกงนั้น จึงคิดว่า ดาบสชั่วร้ายนี้นั่งด้วยอาการอย่างหนึ่งผิดสังเกต ชรอยจะได้กินเนื้อสัตว์ผู้มีชาติเสมอกับเราบ้างแล้วกระมัง เราจักกำหนดจับดาบสโกงนั้น จึงยืนอยู่ในที่ใต้ลมสูดดมกลิ่นตัวของดาบสนั้น รู้ได้ว่า ดาบสนี้ประสงค์จะฆ่าพวกเรากินเนื้อ ไม่ควรไปยังสำนักของดาบสนั้น แล้วพานกพิราบทั้งหลายถอยกลับออกมา. ดาบสเห็นนกพิราบนั้นไม่มาจึงคิดว่า เราควรกล่าวมธุรกถาถ้อยคำอันไพเราะกับนกพิราบเหล่านั้นแล้วฆ่านกพิราบที่เข้าไปใกล้ด้วยความคุ้นเคยแล้วกินเนื้อ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาเบื้องต้นว่า :ดูก่อนปักษ์ผู้มีขนปีก เราอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาศิลามากว่า ๕๐ ปี นกพิราบทั้งหลายก็มิได้รังเกียจ มีจิตเยือกเย็นอย่างยิ่ง ย่อมพากันมาสู่บ่วงมือของเราในกาลก่อน. ดูก่อนท่านผู้มีอวัยวะคด บัดนี้ นกพิราบเหล่านั้นคงจะเห็นเหตุอะไรกระมัง จึงเป็นผู้ขวนขวายพากันไปเสพอาศัยซอกเขาอื่น ย่อมไม่สำคัญเราเหมือนเมื่อก่อนหนอ หรือว่านกเหล่านี้พลัดพรากไปนานจึงจำเราไม่ได้หรือนี้เหล่านั้นไม่ใช่นกเหล่านี้จึงไม่เข้าใกล้เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมาธิกานิ ตัดบทเป็น สมอธิกานิ แปลว่า เกินจำนวน ๕๐ ปี. บทว่า โรมกแปลว่า ผู้มีขนพอกขึ้น. ดาบสโกงเรียกพระโพธิสัตว์ว่า ปาราวตะเพราะมีเท้าแดง มีวรรณะเสมอด้วยแก้วประพาฬอันเจียรไนดีแล้ว. บทว่า อสงฺกมานา ความว่า เมื่อเราอยู่ในบรรพตคูหานี้เกิน ๕๐ ปีอย่างนี้ นกเหล่านี้ไม่ได้กระทำความรังเกียจเราแม้แต่วันเดียว เป็นผู้มีจิตเยือกเย็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนย่อมมาสู่บ่วงมือของเราอันโอกาสช่องว่างที่เหยียดมือออก. บทว่า เตทานิ ตัดบทออกเป็น เต อิทานิแปลว่า บัดนี้ นกเหล่านั้น. ดาบสโกงเรียกพระโพธิสัตว์ว่า วงฺกงฺค ผู้มีอวัยวะคด ก็นกแม้ทุกชนิด เรียกได้ว่า วังกังคะ ผู้มีอวัยวะคดเพราะในเวลาบินทำคอเอี้ยวบินไป. บทว่า กิมตฺถํ ความว่า เห็นเหตุอะไร. บทว่า อุสฺสุกฺกา ได้แก่ เป็นผู้ระอาใจ บทว่า คิริกนฺทรํ ได้แก่ ซอกเขาอื่นจากภูเขา. บทว่า ยถา ปุเร ความว่าเมื่อก่อนนกเหล่านี้ย่อมสำคัญเราว่าเป็นที่เคารพ เป็นที่รัก ฉันใดบัดนี้ย่อมไม่สำคัญ ฉันนั้นหนอ ท่านแสดงความหมายว่า นกเหล่านี้เห็นจะสำคัญเราอย่างนี้ว่า แม้ดาบสที่เคยอยู่ในที่นี้มาก่อน เป็นคนหนึ่ง ดาบสนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่ง คือคนละคนกัน. ด้วยบทว่า จิรมฺปวุฏฺา อถวา น เต อิเม นี้ ดาบสโกงถามว่า นกเหล่านี้พลัดพรากไปนานเพราะระยะกาลนานล่วงไปจึงได้มา จึงจำเราไม่ได้ว่าดาบสนี้ ก็คือดาบสรูปนั้นแหละ หรือว่านกเหล่าใดมีจิตสนิทในเรานกเหล่านั้นไม่ใช่นกเหล่านี้ คือเป็นนกพวกอื่นจรมา. ด้วยเหตุนั้นนกเหล่านี้จึงไม่เข้ามาใกล้เรา. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงหันกลับมายืนกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :พวกเราเป็นผู้ไม่หลงใหล รู้อยู่ว่าท่านก็คือท่านนั่นแหละ พวกเรานั้นก็ไม่ใช่นกพวกอื่น ก็แต่ว่าจิตของท่านคิดประทุษร้ายในชนนี้ ดูก่อนอาชีวก เพราะเหตุนั้นพวกเราจึงหวาดกลัวท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มยํ สมฺมุฬฺหา พวกเราเป็นผู้หลงใหล คือประมาทมัวเมาก็หามิได้. บทว่า จิตฺตญฺจ เต อสฺมิ ชเน ปทุฏฺํ ความว่า ท่านก็คือท่าน แม้เราก็คือนกเหล่านั้นยังจำท่านได้ ก็อนึ่งแล จิตของท่านประทุษร้ายในชน คือเกิดจิตเพื่อจะฆ่าพวกเรา. บทว่า อาชีวก ได้แก่ ดูก่อนดาบสชั่ว ผู้บวชเพราะเหตุต้องการเลี้ยงชีพ. บทว่า เตน ตํ อุตฺตสาม ความว่าเพราะเหตุนั้น เราจึงสดุ้งกลัวท่านไม่เข้าใกล้. ดาบสโกงคิดว่า นกเหล่านี้รู้จักเราแล้วจึงขว้างฆ้อนไป แต่ผิดจึงกล่าวว่า จงไปเถิด นกผู้เจริญ เราเป็นผู้ผิดเสียแล้ว. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะดาบสโกงนั้นว่า เบื้องต้น ท่านผิดเราก่อนแต่ท่านจะไม่ผิดพลาดอบายทั้ง ๔ ถ้าท่านจักอยู่ในที่นี้ต่อไป เราจักบอกชาวบ้านว่า ดาบสนี้เป็นโจร แล้วให้มาจับท่านไป ท่านจงรีบหนีไปเสีย ครั้นคุกคามดาบสนั้นแล้วก็หลีกไป. ฝ่ายชฏิลโกงไม่อาจอยู่ในที่นั้น ได้ไปที่อื่น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ๔ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ดาบสโกงในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในบัดนี้ ดาบสผู้มีศีลรูปก่อนในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนหัวหน้านกพิราบในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาโรมชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๑๖–๒๒๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โรมชาตกํ

วสฺสานิ ปญฺญาส สมาธิกานีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต ภควโต วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุ อุตฺตานตฺถเมว ฯ

อตีเต ปน พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ปาราวโต ๑- หุตฺวา พหูหิ ปาราวเตหิ ปริวุโต อรญฺเญ ปพฺพตคุหายํ วาสํ กปฺเปสิ ฯ อญฺญตโรปิ โข ตาปโส สีลวา อาจารสมฺปนฺโน เตสํ ปาราวตานํ วสนฏฺฐานโต อวิทูเร เอกํ ปจฺจนฺตํ คามํ อุปนิสฺสาย อสฺสมปทํ มาเปตฺวา ปพฺพตคุหายํ วาสํ กปฺเปสิ ฯ โพธิสตฺโต อนฺตรนฺตรา ตสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา โสตพฺพยุตฺตกํ สุณาติ ฯ ตาปโส ตตฺถ จิรํ วสิตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถญฺโญ กูฏชฏิโล อาคนฺตฺวา ตตฺถ วาสํ กปฺเปสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ปาราวเตหิ ปริวุโต ตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา อสฺสมปเท วิจริตฺวา คิริกนฺทรสมีเป โคจรํ คเหตฺวา สายํ อตฺตโน วสนฏฺฐานํ คจฺฉติ ฯ กูฏตาปโส ตตฺถ อติเรกปณฺณาสวสฺสานิ วสิ ฯ อถสฺส เอกทิวสํ ปจฺจนฺตคามวาสิโน ปาราวตมํสํ อภิสงฺขริตฺวา อทํสุ ฯ โส ตสฺส ๒- รสตณฺหาย พชฺฌิตฺวา กึ มํสํ นาเมตนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ปาราวตมํสนฺติ สุตฺวา จินฺเตสิ มยฺหํ อสฺสมปทํ พหู ปาราวตา อาคจฺฉนฺติ เต มาเรตฺวา มํสํ ขาทิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส ตณฺฑุลสปฺปิทธิขีรมรีจาทีนิ อาหริตฺวา เอกมนฺเต

@เชิงอรรถ: ๑ ปาราปโตติปิ ฯ ๒ ตตฺถ ฯ ฐเปตฺวา มุคฺครํ จีวรกณฺเณน ปฏิจฺฉาเทตฺวา ปาราวตานํ อาคมนํ โอโลเกนฺโต ปณฺณสาลทฺวาเร นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโต ปาราวตปริวุโต อาคนฺตฺวา ตสฺส กูฏชฏิลสฺส ทุฏฺฐกิริยํ โอโลเกตฺวา อยํ ทุฏฺฐตาปโส อญฺเญนากาเรน นิสินฺโน กจฺจิ นุโข อมฺหากํ สมานชาติยานํ มํสํ ขาทิ ปริคฺคณฺหิสฺสามิ นนฺติ อนุวาเต ฐตฺวา ตสฺส สรีรคนฺธํ ฆายิตฺวา อยํ อมฺเห มาเรตฺวา มํสํ ขาทิตุกาโม น ตสฺส สนฺติกํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ ปาราวเต อาทาย ปฏิกฺกมิตฺวา จริ ฯ ตาปโส ตํ อนาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา มธุรกถํ เตหิ สทฺธึ กเถตฺวา วิสฺสาเสน อุปคเต มาเรตฺวา มํสํ ขาทิตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา ปุริมา เทฺว คาถา อโวจ

วสฺสานิ ปญฺญาส สมาธิกานิ

วาสิมฺหิ เสลสฺส คุหาย โรมก

อสงฺกมานา อภินิพฺพุตจิตฺตา

หตฺถตฺถมายนฺติ มมณฺฑชา ปุเร

เตทานิ วงฺกงฺค ๑- กิมตฺถมุสฺสุกฺกา

ภชนฺติ อญฺญํ คิริกนฺทรํ ทิชา

นุ น มญฺญนฺติ มมํ ยถา ปุเร

จิรมฺปวุฏฺฐา อถวา น เต อิเมติ ฯ

ตตฺถ สมาธิกานีติ สมอธิกานิ ฯ โรมกาติ โรมาย อุปฺปนฺน ๒- ฯ สุโธตปวาฬสมานวณฺณรตฺตปาทตาย โพธิสตฺตํ ปาราวตํ

@เชิงอรรถ: ๑ วกฺกงฺค ฯ ๒ ทุมาย อุปฺปนฺน ฯ อาลปติ ฯ อสงฺกมานาติ เอวํ อติเรกปญฺญาส วสฺสานิ อิมิสฺสา ปพฺพตคุหาย วสนฺเตสุ อมฺเหสุ เอเต อณฺฑชา เอกทิวสมฺปิ มยิ อาสงฺกํ อกตฺวา อภินิพฺพุตจิตฺตาว หุตฺวา ปุพฺเพ มม หตฺถตฺถํ ปสารโณกาสํ หตฺถปาสํ อาคจฺฉนฺตีติ อตฺโถ ฯ เตทานีติ เต อิทานิ ฯ วงฺกงฺคาติ โพธิสตฺตํ อาลปติ ฯ สพฺเพปิ ปน ปกฺขิโน อุปฺปตนกาเล คีวํ วงฺกํ กตฺวา อุปฺปตนโต วงฺกงฺคาติ วุจฺจนฺติ ฯ กิมตฺถนฺติ กึ การณํ สมฺปสฺสมานา ฯ อุสฺสุกฺกาติ อุกฺกณฺฐิตรูปา หุตฺวา ฯ คิริกนฺทรนฺติ คิริโต อญฺญํ ปพฺพตกนฺทรํ ฯ ยถา ปุเรติ ยถา ปุพฺเพ เอเต ปกฺขิโน มํ ครุํ กตฺวา ปิยํ กตฺวา มญฺญนฺติ ตถา อิทานิ นุ น มญฺญนฺติ ปุพฺเพ อิธ นิวุฏฺฐตาปโสปิ อญฺโญ อยํ อญฺโญติ เอวํ มญฺเญ มํ มญฺญนฺตีติ ทีเปติ ฯ จิรมฺปวุฏฺฐา อถวา น เต อิเมติ กินฺนุโข อิเม จิรํ วิปฺปวสิตฺวา ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน อาคตตฺตา มํ โสเอว อยนฺติ น สญฺชานนฺติ อุทาหุ เย อมฺเหสุ อภินิพฺพุตจิตฺตา น เต อิเม อญฺเญว อาคนฺตุกปกฺขิโน อิเม เตน มํ น อุปสงฺกมนฺตีติ ปุจฺฉติ ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต นิวตฺติตฺวา ฐิโตว ตติยํ คาถมาห

ชานาม ตํ น มยํ สมฺมุฬฺหา

เสฺวว ตฺวํ เต มยมสฺม นญฺเญ

จิตฺตญฺจ เต อสฺมิ ชเน ปทุฏฺฐํ

อาชีวก เตน ตํ อุตฺตสามาติ ฯ

ตตฺถ น มยํ สมฺมุฬฺหาติ มยํ มุฬฺหา ปมตฺตา น โหม ฯ จิตฺตญฺจ เต อสฺมิ ชเน ปทุฏฺฐนฺติ ตฺวํ โสเยว มยมฺปิ เตเยว ตํ สญฺชานาม อปิจ โข ปน (เต) ตว จิตฺตํ อสฺมึ ชเน ปทุฏฺฐํ อมฺเห มาเรตุํ อุปฺปนฺนํ ฯ อาชีวกาติ อาชีวเหตุ ปพฺพชิต ทุฏฺฐตาปส ฯ เตน ตํ อุตฺตสามาติ เตน การเณน ตํ อุตฺตสาม ภายาม น อุปสงฺกมามาติ ฯ

กูฏตาปโส ญาโต อหํ อิเมหีติ มุคฺครํ ขิปิตฺวา วิรชฺฌิตฺวา คจฺฉ โภ วิรทฺโธมฺหีติ อาห ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต มํ ตาว วิรทฺโธสิ จตฺตาโร ปน อปาเย น วิรชฺฌสิ สเจ อิเธว วสิสฺสสิ คามวาสีนํ โจโร อยนฺติ อาจิกฺขิตฺวา ตํ คณฺหาเปสฺสามิ สีฆํ ปลายสฺสูติ ตํ ตชฺเชตฺวา ปกฺกามิ ฯ กูฏชฏิโลปิ ตตฺถ วสิตุํ นาสกฺขิ อญฺญตฺถ อคมาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กูฏตาปโส เทวทตฺโต อโหสิ ปุริโม สีลวนฺตตาปโส สารีปุตฺโต ปาราวตเชฏฺฐโก ปน อหเมวาติ ฯ

โรมชาตกํ สตฺตมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๗๖. กุรุธรรมชาดกชาดกถัดไป๒๗๘. มหิสชาดก