โรมชาดก
ว่าด้วยอาชีวกเจ้าเล่ห์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๓๐ · บรรทัด ๒๓๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภความตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วสฺสานิ ปญฺาส สมาธิกานิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ส่วนเรื่องอดีตมีดังต่อไปนี้ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนกพิราบ อันนกพิราบเป็นอันมากห้อมล้อมสำเร็จการอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาในป่า. มีดาบสรูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยอาจาระมารยาท เข้าไปอาศัยปัจจันตคามแห่งหนึ่งสร้างอาศรมบทอยู่ในที่ไม่ใกล้จากที่อยู่ของนกพิราบเหล่านั้น สำเร็จการอยู่ในบรรพตคูหา. พระโพธิสัตว์มายังสำนักของดาบสในระหว่าง ๆไม่ขาด ฟังสิ่งที่ควรฟัง. พระดาบสอยู่ในที่นั้นช้านานแล้วหลีกจากไป. ครั้งนั้น ชฎิลโกงคนหนึ่งได้มาสำเร็จการอยู่ในบรรพตคูหานั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์อันนกพิราบทั้งหลายแวดล้อม เข้าไปหาชฎิลโกงนั้นไหว้แล้วกระทำปฏิสันถาร เที่ยวไปในอาศรมบทหาเหยื่ออยู่ในที่ใกล้ซอกเขา ในเวลาเย็นจึงบินไปยังที่อยู่ของตน. ดาบสโกงอยู่ในที่นั้นได้ ๕๐ กว่าปี. ครั้นวันหนึ่ง ชาวบ้านปัจจันตคามได้ปรุงเนื้อนกพิราบถวายดาบสโกงนั้น. ดาบสโกงนั้นติดใจด้วยตัณหาความอยากในรสแห่งเนื้อของนกพิราบนั้น จึงถามว่า นี่ชื่อว่าเนื้ออะไร ได้ฟังว่าเนื้อนกพิราบ จึงคิดว่านกพิราบจำนวนมากมายังอาศรมบทของเราเราฆ่านกพิราบเหล่านั้นกินเนื้อจึงจะควร. ชฎิลโกงนั้นจึงนำเอาข้าวสาร เนยใส นมส้ม นมสด และพริกเป็นต้นมาเก็บไว้ส่วนข้างหนึ่ง เอาชายจีวรคลุมฆ้อนนั่งคอยดูพวกนกพิราบจะมาอยู่ที่ประตูบรรณศาลา. พระโพธิสัตว์ห้อมล้อมด้วยนกพิราบบินมา เห็นกิริยาชั่วร้ายของชฎิลโกงนั้น จึงคิดว่า ดาบสชั่วร้ายนี้นั่งด้วยอาการอย่างหนึ่งผิดสังเกต ชรอยจะได้กินเนื้อสัตว์ผู้มีชาติเสมอกับเราบ้างแล้วกระมัง เราจักกำหนดจับดาบสโกงนั้น จึงยืนอยู่ในที่ใต้ลมสูดดมกลิ่นตัวของดาบสนั้น รู้ได้ว่า ดาบสนี้ประสงค์จะฆ่าพวกเรากินเนื้อ ไม่ควรไปยังสำนักของดาบสนั้น แล้วพานกพิราบทั้งหลายถอยกลับออกมา. ดาบสเห็นนกพิราบนั้นไม่มาจึงคิดว่า เราควรกล่าวมธุรกถาถ้อยคำอันไพเราะกับนกพิราบเหล่านั้นแล้วฆ่านกพิราบที่เข้าไปใกล้ด้วยความคุ้นเคยแล้วกินเนื้อ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาเบื้องต้นว่า :ดูก่อนปักษ์ผู้มีขนปีก เราอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาศิลามากว่า ๕๐ ปี นกพิราบทั้งหลายก็มิได้รังเกียจ มีจิตเยือกเย็นอย่างยิ่ง ย่อมพากันมาสู่บ่วงมือของเราในกาลก่อน. ดูก่อนท่านผู้มีอวัยวะคด บัดนี้ นกพิราบเหล่านั้นคงจะเห็นเหตุอะไรกระมัง จึงเป็นผู้ขวนขวายพากันไปเสพอาศัยซอกเขาอื่น ย่อมไม่สำคัญเราเหมือนเมื่อก่อนหนอ หรือว่านกเหล่านี้พลัดพรากไปนานจึงจำเราไม่ได้หรือนี้เหล่านั้นไม่ใช่นกเหล่านี้จึงไม่เข้าใกล้เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมาธิกานิ ตัดบทเป็น สมอธิกานิ แปลว่า เกินจำนวน ๕๐ ปี. บทว่า โรมกแปลว่า ผู้มีขนพอกขึ้น. ดาบสโกงเรียกพระโพธิสัตว์ว่า ปาราวตะเพราะมีเท้าแดง มีวรรณะเสมอด้วยแก้วประพาฬอันเจียรไนดีแล้ว. บทว่า อสงฺกมานา ความว่า เมื่อเราอยู่ในบรรพตคูหานี้เกิน ๕๐ ปีอย่างนี้ นกเหล่านี้ไม่ได้กระทำความรังเกียจเราแม้แต่วันเดียว เป็นผู้มีจิตเยือกเย็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนย่อมมาสู่บ่วงมือของเราอันโอกาสช่องว่างที่เหยียดมือออก. บทว่า เตทานิ ตัดบทออกเป็น เต อิทานิแปลว่า บัดนี้ นกเหล่านั้น. ดาบสโกงเรียกพระโพธิสัตว์ว่า วงฺกงฺค ผู้มีอวัยวะคด ก็นกแม้ทุกชนิด เรียกได้ว่า วังกังคะ ผู้มีอวัยวะคดเพราะในเวลาบินทำคอเอี้ยวบินไป. บทว่า กิมตฺถํ ความว่า เห็นเหตุอะไร. บทว่า อุสฺสุกฺกา ได้แก่ เป็นผู้ระอาใจ บทว่า คิริกนฺทรํ ได้แก่ ซอกเขาอื่นจากภูเขา. บทว่า ยถา ปุเร ความว่าเมื่อก่อนนกเหล่านี้ย่อมสำคัญเราว่าเป็นที่เคารพ เป็นที่รัก ฉันใดบัดนี้ย่อมไม่สำคัญ ฉันนั้นหนอ ท่านแสดงความหมายว่า นกเหล่านี้เห็นจะสำคัญเราอย่างนี้ว่า แม้ดาบสที่เคยอยู่ในที่นี้มาก่อน เป็นคนหนึ่ง ดาบสนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่ง คือคนละคนกัน. ด้วยบทว่า จิรมฺปวุฏฺา อถวา น เต อิเม นี้ ดาบสโกงถามว่า นกเหล่านี้พลัดพรากไปนานเพราะระยะกาลนานล่วงไปจึงได้มา จึงจำเราไม่ได้ว่าดาบสนี้ ก็คือดาบสรูปนั้นแหละ หรือว่านกเหล่าใดมีจิตสนิทในเรานกเหล่านั้นไม่ใช่นกเหล่านี้ คือเป็นนกพวกอื่นจรมา. ด้วยเหตุนั้นนกเหล่านี้จึงไม่เข้ามาใกล้เรา. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงหันกลับมายืนกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :พวกเราเป็นผู้ไม่หลงใหล รู้อยู่ว่าท่านก็คือท่านนั่นแหละ พวกเรานั้นก็ไม่ใช่นกพวกอื่น ก็แต่ว่าจิตของท่านคิดประทุษร้ายในชนนี้ ดูก่อนอาชีวก เพราะเหตุนั้นพวกเราจึงหวาดกลัวท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มยํ สมฺมุฬฺหา พวกเราเป็นผู้หลงใหล คือประมาทมัวเมาก็หามิได้. บทว่า จิตฺตญฺจ เต อสฺมิ ชเน ปทุฏฺํ ความว่า ท่านก็คือท่าน แม้เราก็คือนกเหล่านั้นยังจำท่านได้ ก็อนึ่งแล จิตของท่านประทุษร้ายในชน คือเกิดจิตเพื่อจะฆ่าพวกเรา. บทว่า อาชีวก ได้แก่ ดูก่อนดาบสชั่ว ผู้บวชเพราะเหตุต้องการเลี้ยงชีพ. บทว่า เตน ตํ อุตฺตสาม ความว่าเพราะเหตุนั้น เราจึงสดุ้งกลัวท่านไม่เข้าใกล้. ดาบสโกงคิดว่า นกเหล่านี้รู้จักเราแล้วจึงขว้างฆ้อนไป แต่ผิดจึงกล่าวว่า จงไปเถิด นกผู้เจริญ เราเป็นผู้ผิดเสียแล้ว. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะดาบสโกงนั้นว่า เบื้องต้น ท่านผิดเราก่อนแต่ท่านจะไม่ผิดพลาดอบายทั้ง ๔ ถ้าท่านจักอยู่ในที่นี้ต่อไป เราจักบอกชาวบ้านว่า ดาบสนี้เป็นโจร แล้วให้มาจับท่านไป ท่านจงรีบหนีไปเสีย ครั้นคุกคามดาบสนั้นแล้วก็หลีกไป. ฝ่ายชฏิลโกงไม่อาจอยู่ในที่นั้น ได้ไปที่อื่น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ๔ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ดาบสโกงในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในบัดนี้ ดาบสผู้มีศีลรูปก่อนในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนหัวหน้านกพิราบในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโรมชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๑๖–๒๒๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Romajātakaṃ
vassāni paññāsa samādhikānīti idaṃ satthā veḷuvane viharanto bhagavato vadhāya parisakkanaṃ ārabbha kathesi. Paccuppannavatthu uttānatthameva.
Atīte pana bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto pārāvato 1- hutvā bahūhi pārāvatehi parivuto araññe pabbataguhāyaṃ vāsaṃ kappesi. Aññataropi kho tāpaso sīlavā ācārasampanno tesaṃ pārāvatānaṃ vasanaṭṭhānato avidūre ekaṃ paccantaṃ gāmaṃ upanissāya assamapadaṃ māpetvā pabbataguhāyaṃ vāsaṃ kappesi. Bodhisatto antarantarā tassa santikaṃ āgantvā sotabbayuttakaṃ suṇāti. Tāpaso tattha ciraṃ vasitvā pakkāmi. Athañño kūṭajaṭilo āgantvā tattha vāsaṃ kappesi. Bodhisattopi pārāvatehi parivuto taṃ upasaṅkamitvā vanditvā paṭisanthāraṃ katvā assamapade vicaritvā girikandarasamīpe gocaraṃ gahetvā sāyaṃ attano vasanaṭṭhānaṃ gacchati. Kūṭatāpaso tattha atirekapaṇṇāsavassāni vasi. Athassa ekadivasaṃ paccantagāmavāsino pārāvatamaṃsaṃ abhisaṅkharitvā adaṃsu. So tassa 2- rasataṇhāya bajjhitvā kiṃ maṃsaṃ nāmetanti pucchitvā pārāvatamaṃsanti sutvā cintesi mayhaṃ assamapadaṃ bahū pārāvatā āgacchanti te māretvā maṃsaṃ khādituṃ vaṭṭatīti. So taṇḍulasappidadhikhīramarīcādīni āharitvā ekamante
@Footnote: 1 pārāpatotipi . 2 tattha. Ṭhapetvā muggaraṃ cīvarakaṇṇena paṭicchādetvā pārāvatānaṃ āgamanaṃ olokento paṇṇasāladvāre nisīdi. Bodhisatto pārāvataparivuto āgantvā tassa kūṭajaṭilassa duṭṭhakiriyaṃ oloketvā ayaṃ duṭṭhatāpaso aññenākārena nisinno kacci nukho amhākaṃ samānajātiyānaṃ maṃsaṃ khādi pariggaṇhissāmi nanti anuvāte ṭhatvā tassa sarīragandhaṃ ghāyitvā ayaṃ amhe māretvā maṃsaṃ khāditukāmo na tassa santikaṃ gantuṃ vaṭṭatīti pārāvate ādāya paṭikkamitvā cari. Tāpaso taṃ anāgacchantaṃ disvā madhurakathaṃ tehi saddhiṃ kathetvā vissāsena upagate māretvā maṃsaṃ khādituṃ vaṭṭatīti cintetvā purimā dve gāthā avoca
vassāni paññāsa samādhikāni
vāsimhi selassa guhāya romaka
asaṅkamānā abhinibbutacittā
hatthatthamāyanti mamaṇḍajā pure
tedāni vaṅkaṅga 1- kimatthamussukkā
bhajanti aññaṃ girikandaraṃ dijā
nu na maññanti mamaṃ yathā pure
cirampavuṭṭhā athavā na te imeti.
Tattha samādhikānīti samaadhikāni. Romakāti romāya uppanna 2-. Sudhotapavāḷasamānavaṇṇarattapādatāya bodhisattaṃ pārāvataṃ
@Footnote: 1 vakkaṅga . 2 dumāya uppanna. Ālapati. Asaṅkamānāti evaṃ atirekapaññāsa vassāni imissā pabbataguhāya vasantesu amhesu ete aṇḍajā ekadivasampi mayi āsaṅkaṃ akatvā abhinibbutacittāva hutvā pubbe mama hatthatthaṃ pasāraṇokāsaṃ hatthapāsaṃ āgacchantīti attho. Tedānīti te idāni. Vaṅkaṅgāti bodhisattaṃ ālapati. Sabbepi pana pakkhino uppatanakāle gīvaṃ vaṅkaṃ katvā uppatanato vaṅkaṅgāti vuccanti. Kimatthanti kiṃ kāraṇaṃ sampassamānā. Ussukkāti ukkaṇṭhitarūpā hutvā. Girikandaranti girito aññaṃ pabbatakandaraṃ. Yathā pureti yathā pubbe ete pakkhino maṃ garuṃ katvā piyaṃ katvā maññanti tathā idāni nu na maññanti pubbe idha nivuṭṭhatāpasopi añño ayaṃ aññoti evaṃ maññe maṃ maññantīti dīpeti. Cirampavuṭṭhā athavā na te imeti kinnukho ime ciraṃ vippavasitvā dīghassa addhuno accayena āgatattā maṃ soeva ayanti na sañjānanti udāhu ye amhesu abhinibbutacittā na te ime aññeva āgantukapakkhino ime tena maṃ na upasaṅkamantīti pucchati.
Taṃ sutvā mahāsatto nivattitvā ṭhitova tatiyaṃ gāthamāha
jānāma taṃ na mayaṃ sammuḷhā
sveva tvaṃ te mayamasma naññe
cittañca te asmi jane paduṭṭhaṃ
ājīvaka tena taṃ uttasāmāti.
Tattha na mayaṃ sammuḷhāti mayaṃ muḷhā pamattā na homa. Cittañca te asmi jane paduṭṭhanti tvaṃ soyeva mayampi teyeva taṃ sañjānāma apica kho pana (te) tava cittaṃ asmiṃ jane paduṭṭhaṃ amhe māretuṃ uppannaṃ. Ājīvakāti ājīvahetu pabbajita duṭṭhatāpasa. Tena taṃ uttasāmāti tena kāraṇena taṃ uttasāma bhāyāma na upasaṅkamāmāti.
Kūṭatāpaso ñāto ahaṃ imehīti muggaraṃ khipitvā virajjhitvā gaccha bho viraddhomhīti āha. Atha naṃ bodhisatto maṃ tāva viraddhosi cattāro pana apāye na virajjhasi sace idheva vasissasi gāmavāsīnaṃ coro ayanti ācikkhitvā taṃ gaṇhāpessāmi sīghaṃ palāyassūti taṃ tajjetvā pakkāmi. Kūṭajaṭilopi tattha vasituṃ nāsakkhi aññattha agamāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi tadā kūṭatāpaso devadatto ahosi purimo sīlavantatāpaso sārīputto pārāvatajeṭṭhako pana ahamevāti.
Romajātakaṃ sattamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗