อัพภันตรชาดก
ว่าด้วยผลไม้ทิพย์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๔๒ · บรรทัด ๒๓๖๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการที่พระสารีบุตรเถระถวายรสมะม่วงแก่พระพิมพาเถรีจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อพฺภนฺตโร นาม ทุโม ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรอันควรแล้วประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในเมืองเวสาลี พระนางมหาปชาบดีโคตมีพานางสากิยานีจำนวน ๕๐๐ นางไปขอบรรพชาแล้วได้บรรพชาและอุปสมบท. ในกาลต่อมา ภิกษุณี ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ได้ฟังโอวาทของพระนันทกะได้บรรลุพระอรหัต. อนึ่งเมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี พระเทวีชนนีของพระราหุลทรงดำริว่า พระสวามีของเราบวชได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว แม้โอรสของเราก็บวชอยู่ในสำนักของพระสวามีแห่งเรานั้นเราจักกระทำอะไรอยู่ในท่ามกลางเรือน แม้เราบวชแล้วไปอยู่ในเมืองสาวัตถี จักเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระโอรสอยู่เป็นเนืองนิตย์จึงเสด็จเข้าไปยังสำนักของนางภิกษุณี บวชแล้วได้ไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมกับอุปัชฌาย์อาจารย์. เห็นพระศาสดาและบุตรผู้เป็นที่รักสำเร็จการอยู่ในสำนักภิกษุณีแห่งหนึ่ง. ราหุลสามเณรได้มาเยี่ยมพระชนนี. ครั้นวันหนึ่ง ลมในพระอุทรของพระเถรีกำเริบขึ้น. เมื่อพระโอรสเสด็จมาเพื่อจะเยี่ยมเยียน พระเถรีนั้นไม่สามารถจะออกมาพบได้ ภิกษุณีอื่น ๆ จึงมาบอกว่า พระเถรีไม่สบาย. ราหุลสามเณรนั้นจึงไปยังสำนักของพระมารดา แล้วทูลถามว่า พระองค์ควรจะได้ยาอะไร ? พระเถรีผู้ชนนีตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ในคราวยังครองเรือนมารดาดื่มรสมะม่วงที่เขาปรุงประกอบด้วยน้ำตาลกรวดเป็นต้น โรคลมในท้องก็สงบระงับไป แต่บัดนี้ พวกเราเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพจักได้รสมะม่วงนั้นมาจากไหน. ราหุลสามเณรทูลว่า เมื่อหม่อมฉันได้จักนำมา แล้วก็ออกไป. ก็ท่านผู้มีอายุนั้นมีสมบัติมากมาย คือ มีพระธรรมเสนาบดีเป็นอุปัชฌาย์ มีพระมหาโมคคัลลานะเป็นอาจารย์ มีพระอานันทเถระเป็นอาว์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบิดา. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านก็ไม่ไปยังสำนักอื่น ได้ไปยังสำนักของอุปัชฌาย์ไหว้แล้ว ได้ยืนมีอาการหน้าเศร้าอยู่. ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะราหุลสามเณรนั้นว่า ดูก่อนราหุล เหตุไรหนอ เธอจึงมีหน้าระทมทุกข์อยู่. ราหุลสามเณรกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โรคลมในท้องแห่งพระเถรีผู้เป็นมารดาของกระผม กำเริบขึ้น. พระเถระถามว่า ได้อะไรจึงจะควร ? ราหุลสามเณรเรียนว่า พระมารดาเล่าให้ฟังว่า มีความผาสุกได้ด้วยรสมะม่วงที่ปรุงประกอบด้วยน้ำตาลกรวด พระเถระจึงกล่าวว่า ช่างเถอะ เราจักได้มา เธออย่าคิดไปเลย. ในวันรุ่งขึ้นพระเถระพาราหุลสามเณรนั้นเข้าไปในเมืองสาวัตถี ให้สามเณรนั่งที่โรงฉันแล้วได้ไปยังประตูพระราชวัง. พระเจ้าโกศลเห็นพระเถระจึงนิมนต์ให้นั่ง. ในขณะนั้นเอง นายอุยยานบาลนำเอามะม่วงหวานที่สุกทั้งพวง จำนวนห่อหนึ่งมาถวาย. พระราชาทรงปอกเปลือกมะม่วงแล้วใส่น้ำตาลกรวดลงไป ขยำด้วยพระองค์เองแล้วได้ถวายพระเถระจนเต็มบาตร. พระเถระออกจากพระราชนิเวศน์ ไปยังโรงฉันแล้วได้ให้แก่สามเณรโดยกล่าวว่า เธอจงนำรสมะม่วงนั้นไปให้มารดาของเธอ. ราหุลสามเณรนั้นได้นำไปถวายแล้ว. พอพระเถรีบริโภคแล้วเท่านั้น โรคลมในท้องก็สงบ. ฝ่ายพระราชาทรงส่งคนไปด้วยดำรัสสั่งว่า พระเถระไม่นั่งฉันรสมะม่วงในที่นี้ เธอจงไปดูให้รู้ว่าพระเถระให้ใคร. ราชบุรุษคนนั้นจึงไปพร้อมกับพระเถระ ทราบเหตุนั้นแล้วจึงมากราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชาทรงพระดำริว่าถ้าพระศาสดาจักอยู่ครองเรือน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ราหุลสามเณรจักได้เป็นขุนพลแก้ว พระเถรีจักได้เป็นนางแก้ว ราชสมบัติในสกลจักรวาฬจักเป็นของท่านเหล่านี้ทีเดียว ควรที่เราจะพึงอุปัฏฐากบำรุงท่านเหล่านี้ บัดนี้. เราไม่ควรประมาทในท่านเหล่านี้ ผู้บวชแล้วเข้ามาอาศัยเราอยู่. จำเดิมแต่นั้น พระเจ้าโกศลรับสั่งให้ถวายรสมะม่วงแก่พระเถรีเป็นประจำ. ความที่พระสารีบุตรเถระถวายรสมะม่วงแก่พระพิมพาเถรี เกิดปรากฏในหมู่ภิกษุสงฆ์. อยู่มาวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลายได้ยินว่าพระสารีบุตรเถระ ได้กระทำพระพิมพาเถรีให้อิ่มหนำด้วยรสมะม่วง. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอนั่งประชุมสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรให้มารดาของราหุลอิ่มหนำด้วยรสมะม่วง ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน สารีบุตรนี้ก็ได้ให้มารดาของราหุลนี้อิ่มหนำมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชาสมบัติในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้านแคว้นกาสี พอเจริญวัยแล้วก็ไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา แล้วดำรงฆราวาสอยู่ ต่อมาบิดามารดาล่วงลับไป จึงบวชเป็นฤาษีทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดในหิมวันตประเทศ อันคณะฤาษีย่อมล้อมเป็นครูของคณะ ต่อเมื่อระยะกาลอันยาวนานล่วงไป เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและเปรี้ยว จึงลงจากเชิงเขาเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองพาราณสี จึงสำเร็จการอยู่ในพระราชอุทยาน. ครั้งนั้น ภพของท้าวสักกะเทวราชก็สะท้านหวั่นไหวด้วยเดชแห่งศีลของคณะฤาษีนั้น. ท้าวสักกะทรงรำพึงอยู่ก็ได้ทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักตะเกียกตะกายทำให้ดาบสเหล่านี้อยู่ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ดาบสเหล่านั้นถูกทำลายที่อยู่ ก็จะวุ่นวายเที่ยวไป จักไม่ได้เอกัคคตาจิต เมื่อเป็นเช่นนั้น ความผาสุกจักมีแก่เรา แล้วทรงพิจารณาว่า จะมีอุบายอย่างไรหนอ ก็ได้ทรงเห็นอุบายข้อนี้ว่า ในเวลาติดต่อกับมัชฌิมยามเราจักเข้าไปห้องสิริไสยาศน์ของพระอัครมเหสีของพระราชา ยืนในอากาศบอกแก่พระนาง ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าพระองค์จะได้เสวยมะม่วงสุก อันมีชื่อว่าอัพภันตระ จักได้พระโอรส และพระโอรสนั้นจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำของพระเทวีแล้ว จักส่งคนไปพระราชอุทยานเพื่อต้องการให้ได้เอามะม่วงสุกมาเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จักทำให้มะม่วงอันตรธานหายไป ราชบุรุษจักกลับมากราบทูลพระราชาว่า มะม่วงในพระราชอุทยานไม่มี เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ใครกินหมด พวกราชบุรุษจักกราบทูลว่า พวกดาบสกินหมด ครั้นพระราชาทรงสดับดังนั้น จักรับสั่งให้โบยตีพวกดาบสแล้วขับไล่ออกไป แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ดาบสเหล่านั้นจักเป็นอันถูกเรารบกวนให้วุ่นวาย. ในกาลติดต่อกับมัชฌิมยาม ท้าวสักกะนั้นจึงเสด็จเข้าไปยังห้องสิริไสยาศน์ประทับยืนอยู่ในอากาศ แสดงตนให้รู้ว่าเป็นท้าวเทวราช เมื่อจะทรงปราศัยกับพระอัครมเหสีของพระราชานั้น ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาแรกว่า :ผลของต้นไม้ชื่ออัพภันตระเป็นผลไม้ทิพย์ นารีผู้แพ้ท้องได้เสวยผลไม้ทิพย์นั้นแล้ว จะประสูติพระโอรสเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ดูก่อนพระนางผู้เจริญ แม้พระนางก็จะได้เป็นพระอัครมเหสี ทั้งจะเป็นที่โปรดปรานของพระสวามี พระราชาจักทรงนำผลไม้ชื่ออัพภันตระนี้มาให้แก่พระนาง. ในบรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อพฺภนฺตโร นาม ทุโมนี้ ก่อนอื่น ท้าวสักกะไม่ตรัสว่า อัพภันตระ คือภายในแห่งคามนิคมชนบท และภูเขาเป็นต้น ชื่อโน้น ตรัสถึงต้นมะม่วงชื่ออัพภันตระต้นหนึ่ง อย่างเดียว. บทว่า ยสฺส ทิพฺยมิทํ ผลํ ความว่า ต้นมะม่วงใดมีผลเป็นทิพย์ควรแก่การบริโภค ของเทวดาทั้งหลาย. บทว่า อิทํ เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น. บทว่า โทหฬินี แปลว่า เกิดความแพ้ท้อง. บทว่า ตฺวมฺปิ ภทฺเท มเหสีสิ ความว่า พระองค์จะได้เป็นมเหสีผู้งดงาม. ส่วนในอรรถกถามีบาลีว่า มเหสี ว ดังนี้ก็มี. บทว่า สา จาปิ ปติโน ปิยา ความว่า จะได้เป็นพระอัครมเหสีในภายในพระเทวีจำนวนหมื่นหกพันนาง และจะได้เป็นที่โปรดปรานรักใคร่ของพระสวามี. บทว่า อาหริสฺสติ เต ราชา อทํ อพฺภนฺตรํ ผลํ ความว่า พระราชาจักให้นำผลมีประการดังเรากล่าวแล้วนี้มาให้แก่พระองค์นั้น ผู้เป็นอัครมเหสีที่โปรดปรานรักใคร่. พระองค์นั้นเสวยผลไม้นั้นแล้ว จักได้พระโอรสผู้เกิดในพระครรภ์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. ท้าวสักกะตรัสคาถา ๒ คาถานี้ด้วยประการอย่างนี้แล้ว ทรงพร่ำสอนพระเทวีว่า พระองค์จงอย่าประมาทอย่าได้ชักช้า พึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบในวันพรุ่งนี้ แล้วเสด็จกลับไปสถานที่อยู่ของพระองค์ทีเดียว. วันรุ่งขึ้น พระนางแสดงอาการว่า ทรงประชวร ทรงให้สัญญาแก่นางบำเรอทั้งหลาย แล้วทรงบรรทมอยู่. พระราชาประทับนั่งบนสีหาศน์ ภายใต้เศวตฉัตรทายกขึ้น ทอดพระเนตรดูเหล่านางนักสนมทั้งหลาย ไม่เห็นพระเทวี จึงตรัสถามนางข้าบาทบริจาริกาทั้งหลายว่า พระเทวีไปไหน ? นางข้าบาทบริจาริกาทั้งหลายกราบทูลว่าพระนางทรงพระประชวรพระเจ้าข้า.พระราชาจึงเสด็จไปยังสำนักของพระเทวี ประทับนั่งบนข้างพระที่บรรทมแล้ว ทรงลูบพระปฤษฎางค์ตรัสถามว่า น้องนางผู้เจริญ เธอไม่มีผาสุกสำราญอะไรหรือ ? พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าความไม่ผาสุกสำราญอย่างอื่นไม่มี แต่กระหม่อมฉันเกิดการแพ้พระครรภ์ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่าน้องนางผู้เจริญ เธอต้องการอะไร ? พระเทวีทูลว่า กระหม่อมฉันต้องการผลมะม่วงชื่ออัพภันตระพระเจ้าข้า.พระราชาตรัสถามว่า เทวีมะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ? พระเทวีทูลว่าขอเดชะ กระหม่อมฉันจะรู้จักมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระก็หามิได้ เป็นแต่ว่า เมื่อกระหม่อมฉันได้ผลของต้นมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระนั้น ก็จะมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่ได้ คงจะไม่มีชีวิตพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า. ถ้าอย่างนั้น เราจักให้นำมาเธออย่าเสียใจไปเลย. พระราชาครั้นทรงปลอบโยนพระเทวีให้เบาพระทัยแล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นไปประทับนั่งบนราชบัลลังก์ รับสั่งให้เรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสถามว่า พระเทวีเกิดการแพ้พระครรภ์อยากจะเสวยมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระ ควรจะทำอย่างไร ? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มะม่วงที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางมะม่วง ๒ ต้น ชื่อว่ามะม่วงอัพภันตระ. พวกข้าพระพุทธเจ้าจักส่งคนไปยังพระราชอุทยาน ให้นำผลจากมะม่วงที่ตั้งอยู่ในระหว่างต้นมะม่วงทั้งสองต้นมาให้ประทานแก่พระเทวี. พระราชาตรัสว่า ดีแล้ว พวกท่านจงนำเอาผลมะม่วงเห็นปานนั้นมา แล้วทรงส่งราชบุรุษไปยังพระราชอุทยาน. ท้าวสักกะทรงบรรดาลให้ผลมะม่วงทั้งหลายในพระราชอุทยานอันตรธานไปเหมือนอย่างถูกคนเคี้ยวกินด้วยอานุภาพของพระองค์. ราชบุรุษทั้งหลายผู้ไปเพื่อต้องการผลมะม่วง เที่ยวไปตลอดพระราชอุทยานทั้งสิ้น ไม่ได้แม้มะม่วง กับผลเดียว จึงกลับมากราบทูลพระราชา ถึงความที่ผลมะม่วงไม่มีในพระราชอุทยาน พระราชาตรัสถามว่า ใครกินมะม่วงหมด ? พวกราชบุรุษกราบทูลว่า พวกดาบสพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า พวกท่านจงโบยตีดาบสทั้งหลายนำออกไปจากพระราชอุทยาน. พวกราชบุรุษรับพระบัญชาแล้วพากันนำพระดาบสทั้งหลายออกไปจากพระราชอุทยาน. เป็นอันว่า มโนรถของท้าวสักกะบรรลุถึงที่สุดสมประสงค์. พระเทวีก็ยังทรงบรรทมอยู่นั่นแหละโดยผูกพระทัยเพื่อจะเสวยผลมะม่วงให้ได้. เมื่อพระราชาไม่ทรงเห็นลู่ทางที่จะพึงกระทำ จึงสั่งให้อำมาตย์และพราหมณ์ทั้งหลายประชุมกันแล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายยังจะทราบว่ามะม่วงอัพภันตระมีอยู่หรือ ? พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ ชื่อว่ามะม่วงอัพภันตระเป็นเครื่องบริโภคของเทวดาทั้งหลาย มีอยู่ภายในถ้ำทองในป่าหิมพานต์ พวกข้าพระพุทธเจ้าได้ยินสืบ ๆ กันมาดังนี้ พระราชาตรัสถามว่า ก็ใครเล่าจักสามารถนำเอามะม่วงจากป่าหิมพานต์นั้นมาได้ ? พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ผู้ที่เป็นมนุษย์ไม่สามารถจะไปในที่นั้นได้ควรจะส่งสุวโปดกลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งไป. ก็สมัยนั้น ในราชสกุลมีลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่ง ตัวใหญ่ประมาณเท่าดุมล้อแห่งยานของพวกเด็กๆ สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีปัญญา ฉลาดในอุบาย. พระราชาจึงให้นำสุวโปดกนั้นมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อสุวโปดก เรามีอุปการะเป็นอันมากแก่เจ้า เจ้าได้อยู่ในกรงทอง กินข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งในจานทอง ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด แม้เจ้าก็ควรจะช่วยเหลือทำกิจอันหนึ่งของเรา. สุวโปดกถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ กิจอะไร พระเจ้าข้า ? พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ พระเทวีเกิดแพ้พระครรภ์ อยากจะเสวยมะม่วงอัพภันตระ ก็มะม่วงนั้นมีอยู่ในระหว่างกาญจนบรรพต ในป่าหิมพานต์ เป็นเครื่องบริโภคของเทวดาทั้งหลาย ผู้เป็นมนุษย์ไม่อาจไปในที่นั้น ท่านควรนำผลมะม่วงจากป่าหิมพานต์นั้นมา. สุวโปตกกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักนำมาถวาย. ลำดับนั้น พระราชาจึงให้สุวโปดกนั้นกินข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งในจานทองให้ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด ทาระหว่างปีกของสุวโปดกนั้นด้วยน้ำมันอันสุกได้ร้อยครั้ง แล้วอุ้มเสด็จไปประทับยืนที่สีหบัญชรแล้วปล่อยไปในอากาศ. ฝ่ายสุวโปดกนั้นแสดงการเคารพต่อพระราชาแล้วบินไปในอากาศ ล่วงเลยถิ่นมนุษย์ไปถึงสำนักของนกแขกเต้าทั้งหลายผู้อยู่ในระหว่างภูเขาทั้งหนึ่ง ในหิมวันตประเทศ แล้วถามว่า มะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจงบอกสถานที่นั้นแก่ข้าพเจ้า. พวกนกแขกเต้ากล่าวว่า พวกเราไม่รู้จัก พวกนกแขกเต้า ในระหว่างภูเขาที่สองคงจักรู้. สุวโปดกนั้นได้ฟังดังนั้น จึงได้บินจากนั้นไปถึงระหว่างเขาที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก ก็ถามเหมือนอย่างนั้น. นกแขกเต้าทั้งหลายในระหว่างภูเขาที่หกแม้นั้นกล่าวกะสาสวโปดกนั้นว่า พวกเราไม่รู้ พวกนกแขกเต้า ในระหว่างภูเขาที่ ๗ คงจักรู้. สุวโปดกนั้นจึงบินในระหว่างภูเขาที่ ๗ แม้นั้น แล้วถามว่า มะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ? นกแขกเต้าเหล่านั้นกล่าวว่า มีอยู่ในระหว่างกาญจนบรรพตในที่ชื่อโน้น. สุวโปดกกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการผลของมะม่วงอัพภันตระนั้น ท่านทั้งหลายโปรดนำข้าพเจ้าไปที่นั้นแล้วจงให้ผลจากมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด. หมู่นกแขกเต้ากล่าวว่า สหาย มะม่วงอัพภันตระนั้น เป็นเครื่องบริโภคของท้าวเวสวัณมหาราช ใคร ๆ ไม่อาจเข้าไปใกล้ ต้นไม้ทั้งสิ้นล้อมด้วยตาข่ายเหล็ก ๗ ชั้น ตั้งแต่ราก มีกุมภัณฑ์และรากษสจำนวนพันรักษาอยู่ ผู้ที่หมู่กุมภัณฑ์และรากษสเหล่านั้นเห็นแล้ว จะไม่มีชีวิตรคด สถานที่นั้นเหมือนอเวจีมหานรก ประดุจไฟลุกอยู่ตลอดกัป ท่านอย่าได้การทำความปรารถนาในที่นั้นเลย. สุวโปดกกล่าวว่า ถ้าท่านทั้งหลายไม่ไปขอจงบอกที่นั้นแก่ข้าพเจ้า. นกแขกเต้าทั้งหลายกล่าวว่าถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปทางโน้น ๆ. สุวโปดกนั้นทรงจำหนทางได้แม่นยำ ตามที่นกแขกเต้าเหล่านั้นบอก จึงบินไปยังที่นั้น ไม่แสดงตนในตอนกลางวัน ในระหว่างมัชฌิมยาม ในเวลาที่พวกรากษสนอนหลับ จึงเข้าไปใกล้ต้นมะม่วงอัพภันตระเริ่มค่อย ๆ ปีนขึ้นทางระหว่างโคนต้นหนึ่ง ตาข่ายเหล็กก็กระทบกันเสียงดังกริ๊ก ๆ. พวกรากษสเหล่านั้นตื่นขึ้นแลเห็นสุวโปดกอยู่ข้างใน จึงจับเอาไว้โดยหาว่าเป็นโจรลักมะม่วง แล้วจัดแจงจะลงเครื่องกรรมกรณ์. รากษสตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะใส่ปากกลืนกินมัน. รากษสอีกตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะขยี้ด้วยมือทั้งสอง ทำมันให้แหลกกระจาย รากษสอีกตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะผ่าให้เป็นสองซีกปิ้งที่ถ่านไฟแล้วกินเสีย.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๓๙–๒๕๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๒๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อพฺภนฺตรวคฺควณฺณนา
อพฺภนฺตรชาตกํ
อพฺภนฺตโร นาม ทุโมติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สารีปุตฺตตฺเถรสฺส พิมฺพาเถริยา อมฺพรสทานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สมฺมาสมฺพุทฺเธ หิ ปวตฺติตปวรธมฺมจกฺเก เวสาลิยํ กูฏาคารสาลายํ วิหรนฺเต มหาปชาปตี โคตมี ปญฺจ สากิยสตานิ อาทาย คนฺตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา ปพฺพชฺชญฺเจว อุปสมฺปทญฺจ ลภิ ฯ อปรภาเค ตา ปญฺจสตา ภิกฺขุนิโย นนฺทโกวาทํ สุตฺวา อรหตฺตํ ปาปุณึสุ ฯ สตฺถริ ปน สาวตฺถิยํ อุปนิสฺสาย วิหรนฺเต ราหุลมาตา เทวี สามิโก เม ปพฺพชิตฺวา สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต ปุตฺโตปิ เม ปพฺพชิตฺวา ตสฺเสว สนฺติเก วสติ อหํ อคารมชฺเฌ กึ กริสฺสามิ อหมฺปิ ปพฺพชิตฺวา สาวตฺถิยํ คนฺตฺวา สมฺมาสมฺพุทฺธญฺจ ปุตฺตญฺจ นิวทฺธํ ปสฺสมานา วิหริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ภิกฺขุนีอุปสฺสยํ คนฺตฺวา ปพฺพชิตฺวา อาจริยุปชฺฌายาหิ สทฺธึ สาวตฺถึ คนฺตฺวา สตฺถารญฺจ ปิยปุตฺตญฺจ ปสฺสมานา เอกสฺมึ ภิกฺขุนีอุปสฺสเย วาสํ กปฺเปสิ ฯ ราหุลสามเณโร อาคนฺตฺวา มาตรํ ปสฺสติ ฯ อเถกทิวสํ เถริยา อุทรวาโต กุปฺปิ ฯ สา ปุตฺเต ทฏฺฐุํ อาคเต ตสฺส ทสฺสนตฺถาย นิกฺขมิตุํ นาสกฺขิ ฯ อญฺญาว อาคนฺตฺวา อผาสุกภาวํ กถยึสุ ฯ โส มาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา กึ เต ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ปุจฺฉิ ฯ ตาต อคารมชฺเฌ เม สกฺกราทีหิ โยชิเต อมฺพรเส ปีเต อุทรวาโต วูปสมฺมติ อิทานิ ปน ปิณฺฑาย จริตฺวา ชีวิตํ กปฺเปม กุโต ตํ ลภิสฺสามาติ ฯ สามเณโร ลภนฺโต อาหริสฺสามีติ วตฺวา นิกฺขมิ ฯ ตสฺส ปนายสฺมโต อุปชฺฌาโย ธมฺมเสนาปติ อาจริโย มหาโมคฺคลฺลาโน จูฬปิตา อานนฺทตฺเถโร ปิตา สมฺมาสมฺพุทฺโธติ มหาสมฺปตฺติ ฯ เอวํ สนฺเตปิ อญฺญสฺส สนฺติกํ อคนฺตฺวา อุปชฺฌายสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ทุมฺมุขากาโร หุตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ เถโร กินฺนุโข ราหุล ทุมฺมุโข วิหาสีติ อาห ฯ มาตุ เม ภนฺเต เถริยา อุทรวาโต กุปฺปิโตติ ฯ กึ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ สกฺกรโยชิเตน กิร อมฺพรเสน ผาสุ โหตีติ ฯ โหตุ ลภิสฺสามิ มา จินฺตยีติ ฯ โส ปุนทิวเส ตํ อาทาย สาวตฺถิยํ ปวิสิตฺวา สามเณรํ อาสนสาลายํ นิสีทาเปตฺวา ราชทฺวารํ อคมาสิ ฯ โกสลราชา เถรํ ทิสฺวา นิสีทาเปสิ ฯ ตํขณญฺเญว อุยฺยานปาโล ปิณฺฑิปกฺกานํ มธุรอมฺพานํ เอกปูฏํ อาหริ ฯ ราชา อมฺพานํ ตจํ อปเนตฺวา สกฺกรรสํ ปกฺขิปิตฺวา สยเมว มทฺทิตฺวา เถรสฺส ปตฺตํ ปูเรตฺวา อทาสิ ฯ เถโร ราชนิเวสนา นิกฺขมิตฺวา อาสนสาลํ คนฺตฺวา สามเณรสฺส อทาสิ ตํ หริตฺวา มาตุ เต เทหีติ ฯ โส อาหริตฺวา อทาสิ ฯ เถริยา ปริภุตฺตมตฺเตเยว อุทรวาโต วูปสมิ ฯ ราชาปิ มนุสฺสํ เปเสสิ เถโร อิธ นิสีทิตฺวา อมฺพรสํ น ภุญฺชิ คจฺฉ กสฺสจิ ทินฺนภาวํ ชานาหีติ ฯ โส เถเรน สทฺธึ คนฺตฺวา ตํ ปวุตฺตึ ญตฺวา อาคนฺตฺวา รญฺโญ กเถสิ ฯ ราชา จินฺเตสิ สเจ สตฺถา อคารํ อาวสิสฺสติ จกฺกวตฺติราชา อภวิสฺส ราหุลสามเณโร ปริณายกรตนํ เถรี อิตฺถีรตนํ สกลจกฺกวาฬรชฺชํ เอเตสญฺเญว อภวิสฺส อมฺเหหิ เอเต วต อุปฏฺฐหนฺเตหิ จริตพฺพํ อสฺส อิทานิ ปพฺพชิตฺวา อมฺเห อุปนิสฺสาย วสนฺเตสุ เอเตสุ น ยุตฺตํ อมฺหากํ ปมชฺชิตุนฺติ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย เถริยา นิวทฺธํ อมฺพรสํ ทาเปสิ ฯ เถเรน พิมฺพตฺเถริยา อมฺพรสสฺส ทินฺนภาโว ภิกฺขุสงฺเฆ ปากโฏ ชาโต ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สารีปุตฺตตฺเถโร กิร พิมฺพตฺเถรึ อมฺพรเสน สนฺตปฺเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ราหุลมาตา สารีปุตฺเตน อมฺพรเสน สนฺตปฺปิตา ปุพฺเพเปส เอตํ สนฺตปฺเปสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกคามเก พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา สณฺฐปิตฆราวาโส มาตาปิตูนํ อจฺจเยน อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา อิสิคณปริวุโต คณสตฺถา หุตฺวา ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน โลณมฺพิลเสวนตฺถาย ปพฺพตปาทา โอตริตฺวา จาริกญฺจรมาโน พาราณสิยํ ปตฺวา อุยฺยาเน วาสํ กปฺเปสิ ฯ อถสฺส อิสิคณสฺส สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ฯ สกฺโก อาวชฺชมาโน ตํ การณํ ญตฺวา อิเมสํ ตาปสานํ อนาวาสาย ปริสกฺกิสฺสามิ อถ เต ภินฺนาวาสา อุปทฺทูตา จรมานา จิตฺเตกคฺคตํ น ลภิสฺสนฺติ เอวํ เม ผาสุกํ ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา โก นุโข อุปาโยติ วีมํสนฺโต อิมํ อุปายํ อทฺทส มชฺฌิมยามสมนนฺตเร รญฺโญ อคฺคมเหสิยา สิริคพฺเภ ปวิสิตฺวา อากาเส ฐตฺวา ภทฺเท สเจ ตฺวํ อพฺภนฺตรํ อมฺพปกฺกํ ขาเทยฺยาสิ ปุตฺตํ ลภิสฺสสิ โส จกฺกวตฺติราชา ภวิสฺสตีติ อาจิกฺขิสฺสามิ ราชา เทวิยา กถํ สุตฺวา อมฺพปกฺกสฺสตฺถาย อุยฺยานํ เปเสสฺสติ อถาหํ อมฺพานิ อนฺตรธาเปสฺสามิ รญฺโญ อุยฺยาเน อมฺพานํ อภาวํ อาโรเจสฺสนฺติ เตน เก ขาทนฺตีติ วุตฺเต ตาปสา ขาทนฺตีติ วกฺขนฺติ ตํ สุตฺวา ราชา ตาปเส โปเถตฺวา นีหราเปสฺสติ เอวมฺปิ เต เม อุปทฺทูตา ภวิสฺสนฺตีติ ฯ โส มชฺฌิมยามสมนนฺตเร สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา อากาเส ฐิโต อตฺตโน เทวราชภาวํ ชานาเปตฺวา ตาย สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปุริมา เทฺว คาถา อโวจ
อพฺภนฺตโร นาม ทุโม ยสฺส ทิพฺยมิทํ ผลํ
ภุตฺวา โทหฬินี นารี จกฺกวตฺตึ วิชายติ
ตฺวมฺปิ ภทฺเท มเหสีสิ สา จาปิ ปติโน ปิยา
อาหริสฺสติ เต ราชา อิทํ อพฺภนฺตรํ ผลนฺติ ฯ
ตตฺถ อพฺภนฺตโร นาม ทุโมติ อิมินา ตาว คามนิคมชนปท- ปพฺพตาทีนํ อสุกสฺส อพฺภนฺตโรติ อวตฺวา เกวลํ เอกํ อพฺภนฺตรํ อมฺพรุกฺขํ กเถติ ฯ ยสฺส ทิพฺยมิทํ ผลนฺติ ยสฺส อมฺพรุกฺขสฺส เทวตานํ ปริโภคารหํ ทิพฺยผลํ ฯ อิทนฺติ ปน นิปาตมตฺตเมว ฯ โทหฬินีติ สญฺชาตโทหฬา ฯ ตฺวมฺปิ ภทฺเท มเหสีสีติ ตฺวํ โสภนา ๑- มเหสี อสิ ฯ อฏฺฐกถายํ ปน มเหสี วาติปิ ปาโฐ ฯ สา จาปิ ปติโน ปิยาติ โสฬสนฺนํ เทวีสหสฺสานํ อพฺภนฺตเร อคฺคมเหสี จ ปติโน จ ปิยาติ อตฺโถ ฯ อาหริสฺสติ เต ราชา อิทํ อพฺภนฺตรํ ผลนฺติ ตสฺสา เต ปิยาย อคฺคมเหสิยา อิทํ มยา วุตฺตปฺปการํ ผลํ ราชา อาหราเปสฺสติ สา ตฺวํ ตํ ปริภุญฺชิตฺวา จกฺกวตฺติคพฺภํ ลภิสฺสสีติ ฯ
เอวํ สกฺโก เทวิยา อิมา เทฺว คาถา วตฺวา ตฺวํ อปฺปมตฺตา โหหิ มา ปปญฺจมกาสิ เสฺว รญฺโญ อาโรเจยฺยาสีติ ตํ อนุสาเสตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คโต ฯ สา ปุนทิวเส คิลานาลยํ ทสฺเสตฺวา ปริจาริกานํ สญฺญํ ทตฺวา นิปชฺชิ ฯ ราชา สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺเต สีหาสเน นิสินฺโน นฏกานิ ปสฺสนฺโต เทวึ อทิสฺวา กหํ เทวีติ ปริจาริเก ปุจฺฉิ ฯ คิลานา เทวาติ ฯ โส ตสฺสา สนฺติกํ คนฺตฺวา สยนปสฺเส นิสีทิตฺวา ปิฏฺฐึ ปริมชฺชนฺโต กินฺเต ภทฺเท อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ มหาราช อญฺญํ อผาสุกํ นาม นตฺถิ โทหโฬ ปน เม อุปฺปนฺโนติ ฯ กึ อิจฺฉสิ ภทฺเทติ ฯ อพฺภนฺตรอมฺพผลํ เทวาติ ฯ อพฺภนฺตรอมฺโพ นาม เทวิ กหํ อตฺถีติ ฯ นาหํ เทว อพฺภนฺตรอมฺพํ ชานามิ ตสฺส ปน เม ผลํ ลภมานาย ชีวิตํ อตฺถิ อลภมานาย นตฺถีติ ฯ เตนหิ อาหราเปสฺสามิ มา
@เชิงอรรถ: ๑ โสภเน ฯ จินฺตยีติ ฯ ราชา เทวึ อสฺสาเสตฺวา อุฏฺฐาย คนฺตฺวา ราชปลฺลงฺเก นิสินฺโน อมจฺเจ ปกฺโกสาเปตฺวา เทวิยา อพฺภนฺตรมฺเพ นาม โทหโฬ อุปฺปนฺโน กึ กาตพฺพนฺติ ปุจฺฉิ ฯ เทว ทฺวินฺนํ อมฺพานํ อพฺภนฺตเร ฐิโต อมฺโพ อพฺภนฺตรมฺโพ นาม อุยฺยานํ เปเสตฺวา อพฺภนฺตเร ฐิตอมฺพโต ผลํ อาหราเปตฺวา เทวิยา ทาเปสฺสามาติ ฯ ราชา สาธุ เอวรูปํ อมฺพํ อาหรถาติ อุยฺยานํ เปเสสิ ฯ สกฺโก อตฺตโน อานุภาเวน อุยฺยาเน อมฺพานิ ขาทิตสทิสานิ กตฺวา อนฺตรธาเปสิ ฯ อมฺพตฺถาย คตา สกลอุยฺยานํ วิจริตฺวา เอกํ อมฺพมฺปิ อลภิตฺวา อาคนฺตฺวา อุยฺยาเน อมฺพานํ อภาวํ รญฺโญ กถยึสุ ฯ เก อมฺพานิ ขาทนฺตีติ ฯ ตาปสา เทวาติ ฯ ตาปเส อุยฺยานโต โปเถตฺวา นีหรถาติ ฯ มนุสฺสา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา นีหรึสุ ฯ สกฺกสฺส มโนรโถ มตฺถกํ ปาปุณิ ฯ เทวี อมฺพผลตฺถาย นิพทฺธํ กตฺวา นิปชฺชิเยว ฯ ราชา กตฺตพฺพกิจฺจํ อปสฺสนฺโต อมจฺเจ จ พฺราหฺมเณ จ สนฺนิปาตาเปตฺวา อพฺภนฺตรอมฺพสฺส อตฺถิภาวํ ชานาถาติ ปุจฺฉิ ฯ พฺราหฺมณา อาหํสุ เทว อพฺภนฺตรอมฺโพ นาม เทวตานํ ปริโภโค หิมวนฺเต กาญฺจนคุหาย อนฺโต อตฺถีติ อยํ โน ปรมฺปรโต ๑- อนุสฺสโวติ ฯ โก ปน ตโต อมฺพํ อาหริตุํ สกฺขิสฺสตีติ ฯ น สกฺกา ตตฺถ มนุสฺสภูเตน คนฺตุํ เอกํ สุวโปตกํ เปเสตุํ วฏฺฏตีติ ฯ เตน จ สมเยน ราชกุเล เอโก สุวโปตโก มหาสรีโร กุมารกานํ ยานกจกฺกนาภิมตฺโต ถามสมฺปนฺโน ปญฺญวา
@เชิงอรรถ: ๑ ปรมฺปราคโต ฯ อุปายกุสโล ฯ ราชา ตํ อาหราเปตฺวา ตาต สุวโปตก อหํ ตว พหูปกาโร กาญฺจนปญฺชเร วสสิ สุวณฺณตฏฺฏเก มธุลาเช ขาทสิ สกฺกรปานกํ ปิวสิ ตยาปิ อมฺหากํ เอกํ กิจฺจํ นิตฺถริตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ กึ เทวาติ ฯ ตาต เทวิยา อพฺภนฺตรอมฺเพ โทหโฬ อุปฺปนฺโน โส จ อมฺโพ หิมวนฺเต กาญฺจนปพฺพตนฺตเร อตฺถิ เทวตานํ ปริโภโค น สกฺกา ตตฺถ มนุสฺสภูเตน คนฺตุํ ตยา ตโต ผลํ อาหริตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สาธุ เทว อาหริสฺสามีติ ฯ อถ นํ ราชา สุวณฺณตฏฺฏเก มธุลาเช ขาทาเปตฺวา สกฺกรปานกํ ปาเยตฺวา สตปากเตเลนสฺส ปกฺขนฺตรานิ มกฺเขตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ คเหตฺวา สีหปญฺชเร ฐตฺวา อากาเส วิสชฺเชสิ ฯ โสปิ รญฺโญ นิปจฺจการํ ทสฺเสตฺวา อากาเส ปกฺขนฺโต มนุสฺสปถํ อติกฺกมฺม หิมวนฺเต ปฐเม ปพฺพตนฺตเร วสนฺตานํ สุวกานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา อพฺภนฺตรอมฺโพ นาม กตฺถ อตฺถิ กเถถ เม ตํ ฐานนฺติ ปุจฺฉิ ฯ มยํ น ชานาม ทุติเย ปพฺพตนฺตเร สุวกา ชานิสฺสนฺตีติ อาหํสุ ฯ โส เตสํ สุตฺวา ตโต อุปฺปติตฺวา ทุติยํ ปพฺพตนฺตรํ อคมาสิ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ ปญฺจมํ ฉฏฺฐํ อคมาสิ ฯ ตตฺราปิ นํ สุวกา น มยํ ชานาม สตฺตเม ปพฺพตนฺตเร สุวกา ชานิสฺสนฺตีติ อาหํสุ ฯ โส ตตฺถาปิ คนฺตฺวา อพฺภนฺตรมฺโพ นาม กตฺถ อตฺถีติ ปุจฺฉิ ฯ อสุกฏฺฐาเน นาม กาญฺจนปพฺพตนฺตเรติ ฯ อหํ ตสฺส ผลตฺถาย อาคโต มํ ตตฺถ เนตฺวา ตโต เม ผลํ ทาเปถาติ ฯ สุวคณา อาหํสุ สมฺม โส เวสฺสวณมหาราชสฺส ปริโภโค น สกฺกา อุปสงฺกมิตุํ สกลรุกฺโข มูลโต ปฏฺฐาย สตฺตหิ โลหชาเลหิ ปริกฺชิตฺโต สหสฺสกุมฺภณฺฑรกฺขสา รกฺขนฺติ เตหิ ทิฏฺฐสฺส ชีวิตํ นาม นตฺถิ กปฺปุฏฺฐานคฺคิ วิย อวีจิมหานิรยสทิสํ ตํ ฐานํ มา ตตฺถ ปฏฺฐนํ กรีติ ฯ สเจ ตุมฺเห น คจฺฉถ มยฺหํ ฐานํ อาจิกฺขถาติ ฯ เตนหิ อสุเกน จ อสุเกน จ ฐาเนน ยาหีติ ฯ โส เตหิ อาจิกฺขิตวเสน สุฏฺฐุ มคฺคํ อุปธาเรตฺวา ตํ ฐานํ คนฺตฺวา ทิวา อตฺตานํ อทสฺเสตฺวา มชฺฌิมยามสมนนฺตเร รกฺขสานํ นิทฺโทกฺกมนสมเย อพฺภนฺตรมฺพสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอเกน มูลนฺตเรน สณิกํ อภิรูหิตุํ อารภิ ฯ โลหชาลํ กิรีติ สทฺทมกาสิ ฯ เต รกฺขสา ปพุชฺฌิตฺวา อนฺโต สุวโปตกํ ทิสฺวา อมฺพโจโรติ คเหตฺวา กมฺมกรณํ สํวิทหึสุ ฯ เอโก มุเข ปกฺขิปิตฺวา คิลิสฺสามิ นนฺติ อาห ฯ อปโร หตฺเถหิ มทฺทิตฺวา ผุสิตฺวา วิปฺปกีริสฺสามิ นนฺติ ฯ อปโร เทฺวธา ผาเลตฺวา องฺคาเรสุ ปจิตฺวา ขาทิสฺสามีติ ฯ โส เตสํ กมฺมกรณสํวิธานํ สุตฺวาปิ อสนฺตสิตฺวาว เต รกฺขเส อามนฺเตตฺวา อมฺโภ รกฺขสา ตุมฺเห กสฺส ปุริสาติ อาห ฯ เวสฺสวณมหาราชสฺสาติ ฯ อมฺโภ ตุมฺเหปิ เอกสฺส รญฺโญ ปุริสา อหมฺปิ รญฺโญว มนุสฺสสฺส ปุริโส พาราณสีราชา มํ อพฺภนฺตรมฺพผลตฺถาย เปเสสิ สฺวาหํ ตตฺเถว อตฺตโน รญฺโญ ชีวิตํ ทตฺวา อาคโตมฺหิ โย หิ อตฺตโน มาตาปิตูนญฺเจว สามิกสฺส จ อตฺถาย ชีวิตํ ปริจฺจชติ โส เทวโลเกเยว นิพฺพตฺตติ ตสฺมา อหมฺปิ อิมมฺหา ติรจฺฉานโยนิยา มุญฺจิตฺวา เทวโลเกเยว นิพฺพตฺติสฺสามีติ วตฺวา ตติยํ คาถมาห
ภตฺตุรตฺเถ ปรกฺกนฺโต ยํ ฐานมธิคจฺฉติ
สูโร อตฺตปริจฺจาคี ลภมาโน ภวามหนฺติ ฯ
ตตฺถ ภตฺตุรตฺเถติ ภตฺตา วุจฺจติ ภตฺตาทีหิ ภรณกโปสโก ปิตา มาตา สามิโก จ อิติ ติวิธสฺสาปิ ตสฺส ภตฺตุ อตฺถาย ฯ ปรกฺกนฺโตติ ปรกฺกมํ กโรนฺโต วายมนฺโต ฯ ยํ ฐานมธิคจฺฉตีติ ยํ สุขการณํ ยสํ วา ลาภํ วา สคฺคสมฺปตฺตึ วา อธิคจฺฉติ ฯ สูโรติ อภีรุ วิกฺกมสมฺปนฺโน ฯ อตฺตปริจฺจาคีติ กาเย จ ชีวิเต จ นิรเปกฺโข หุตฺวา ตสฺส ติวิธสฺสาปิ ภตฺตุ อตฺเถ อตฺตานํ ปริจฺจชนฺโต ฯ ลภมาโน ภวามหนฺติ ยํ โส เอวรูโป สูโร เทวสมฺปตฺตึ วา มนุสฺสสมฺปตฺตึ วา ลภติ อหมฺปิ ตํ ลภมาโน ภวามิ ตสฺมา หาโสว เม เอตฺถ น ตาโส กึ ปน มํ ตุมฺเห ตาเสถาติ ฯ
เอวํ โส อิมาย คาถาย เตสํ ธมฺมํ เทเสสิ ฯ เต ตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺตา ธมฺมิโก เอส น สกฺกา มาเรตุํ วิสชฺเชถ นนฺติ วตฺวา สุวโปตกํ วิสชฺเชตฺวา อมฺโภ สุวโปตก มุตฺโตสิ อมฺหากํ หตฺถโต โสตฺถินา คจฺฉาติ อาหํสุ ฯ มยฺหํ อาคมนํ มา ตุจฺฉํ กโรถ เทถ เม เอกํ อมฺพผลนฺติ ฯ สุวโปตก ตุยฺหํ เอกํ อมฺพผลํ ทาตุํ นาม น ภาโร อิมสฺมึ ปน รุกฺเข อมฺพานิ อาคนฺตฺวา คณิตานิ คณิตานิ เอกสฺมึ ผเล อสเมนฺเต อมฺหากํ ชีวิตํ นตฺถิ เวสฺสวเณน หิ กุชฺฌิตฺวา สกึ โอโลกิเต ตตฺตกปาเล ปกฺขิตฺตติลา วิย กุมฺภณฺฑสหสฺสํ ภิชฺชิตฺวา วิปฺปกีริยติ เตน เต ทาตุํ น สกฺโกม ลภมานฏฺฐานํ ปน อาจิกฺขิสฺสามาติ ฯ โยโกจิ เทตุํ สมตฺโถ ลภมานฏฺฐานํ อาจิกฺขถาติ ฯ เอตสฺส กาญฺจนปพฺพตชาลสฺส อนฺตเร โชติรโส นาม ตาปโส อคฺคึ ชูหมาโน กาญฺจนปนฺติยา นาม ปณฺณสาลายํ วสติ เวสฺสวณสฺส กุลุปโก เวสฺสวโณ จ ตสฺส นิวทฺธํ จตฺตาริ อมฺพผลานิ เปเสติ ตสฺส สนฺติกํ คจฺฉาติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตาปสสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อถ นํ ตาปโส กุโต อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ พาราณสีรญฺโญ สนฺติกาติ ฯ กิมตฺถาย อาคโตสีติ ฯ อมฺหากํ รญฺโญ เทวิยา อพฺภนฺตรมฺพปกฺเก โทหโฬ อุปฺปนฺโน ตทตฺถาย อาคโตมฺหิ รกฺขสา ปน เม สยํ อพฺภนฺตรมฺพปกฺกํ อทตฺวา ตุมฺหากํ สนฺติกํ เปเสสุนฺติ ฯ เตนหิ นิสีท ลภิสฺสสีติ ฯ อถสฺส เวสฺสวโณ จตฺตาริ ผลานิ เปเสสิ ฯ ตาปโส ตโต เทฺว ปริภุญฺชิ ฯ เอกํ สุวโปตกสฺส ขาทนตฺถาย อทาสิ ฯ เตน ตสฺมึ ขาทิเต เอกผลํ สิกฺกาย ปกฺขิปิตฺวา สุวโปตกสฺส คีวายํ ปฏิมุญฺจิตฺวา อิทานิ คจฺฉถาติ สุวโปตกํ วิสชฺเชสิ ฯ โส ตํ อาหริตฺวา เทวิยา อทาสิ ฯ สา ตํ ขาทิตฺวา โทหฬํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภสิ ฯ ตโตนิทานํ โสมนสฺสปฺปตฺโต อโหสิ ๑- ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เทวี ราหุลมาตา อโหสิ สุวโปตโก ราหุโล ราชา อานนฺโท
@เชิงอรรถ: ๑ ปนสฺสา ปุตฺโต นาโหสิ ฯ อมฺพปกฺกทายโก ตาปโส สารีปุตฺโต อุยฺยาเน วุฏฺฐตาปโส ปน สมฺมาสมฺพุทฺโธ อโหสีติ ฯ
อพฺภนฺตรชาตกํ ปฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗