ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อัพภันตรชาดก
ชาดกที่ ๒๘๑ · ติกนิบาตชาดก · อัพภันตรวรรค

อัพภันตรชาดก

ว่าด้วยผลไม้ทิพย์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๔๒ · บรรทัด ๒๓๖๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอัพภันตรชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการที่พระสารีบุตรเถระถวายรสมะม่วงแก่พระพิมพาเถรีจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อพฺภนฺตโร นาม ทุโม ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรอันควรแล้วประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในเมืองเวสาลี พระนางมหาปชาบดีโคตมีพานางสากิยานีจำนวน ๕๐๐ นางไปขอบรรพชาแล้วได้บรรพชาและอุปสมบท. ในกาลต่อมา ภิกษุณี ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ได้ฟังโอวาทของพระนันทกะได้บรรลุพระอรหัต. อนึ่งเมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี พระเทวีชนนีของพระราหุลทรงดำริว่า พระสวามีของเราบวชได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว แม้โอรสของเราก็บวชอยู่ในสำนักของพระสวามีแห่งเรานั้นเราจักกระทำอะไรอยู่ในท่ามกลางเรือน แม้เราบวชแล้วไปอยู่ในเมืองสาวัตถี จักเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระโอรสอยู่เป็นเนืองนิตย์จึงเสด็จเข้าไปยังสำนักของนางภิกษุณี บวชแล้วได้ไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมกับอุปัชฌาย์อาจารย์. เห็นพระศาสดาและบุตรผู้เป็นที่รักสำเร็จการอยู่ในสำนักภิกษุณีแห่งหนึ่ง. ราหุลสามเณรได้มาเยี่ยมพระชนนี. ครั้นวันหนึ่ง ลมในพระอุทรของพระเถรีกำเริบขึ้น. เมื่อพระโอรสเสด็จมาเพื่อจะเยี่ยมเยียน พระเถรีนั้นไม่สามารถจะออกมาพบได้ ภิกษุณีอื่น ๆ จึงมาบอกว่า พระเถรีไม่สบาย. ราหุลสามเณรนั้นจึงไปยังสำนักของพระมารดา แล้วทูลถามว่า พระองค์ควรจะได้ยาอะไร ? พระเถรีผู้ชนนีตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ในคราวยังครองเรือนมารดาดื่มรสมะม่วงที่เขาปรุงประกอบด้วยน้ำตาลกรวดเป็นต้น โรคลมในท้องก็สงบระงับไป แต่บัดนี้ พวกเราเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพจักได้รสมะม่วงนั้นมาจากไหน. ราหุลสามเณรทูลว่า เมื่อหม่อมฉันได้จักนำมา แล้วก็ออกไป. ก็ท่านผู้มีอายุนั้นมีสมบัติมากมาย คือ มีพระธรรมเสนาบดีเป็นอุปัชฌาย์ มีพระมหาโมคคัลลานะเป็นอาจารย์ มีพระอานันทเถระเป็นอาว์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบิดา. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านก็ไม่ไปยังสำนักอื่น ได้ไปยังสำนักของอุปัชฌาย์ไหว้แล้ว ได้ยืนมีอาการหน้าเศร้าอยู่. ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะราหุลสามเณรนั้นว่า ดูก่อนราหุล เหตุไรหนอ เธอจึงมีหน้าระทมทุกข์อยู่. ราหุลสามเณรกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โรคลมในท้องแห่งพระเถรีผู้เป็นมารดาของกระผม กำเริบขึ้น. พระเถระถามว่า ได้อะไรจึงจะควร ? ราหุลสามเณรเรียนว่า พระมารดาเล่าให้ฟังว่า มีความผาสุกได้ด้วยรสมะม่วงที่ปรุงประกอบด้วยน้ำตาลกรวด พระเถระจึงกล่าวว่า ช่างเถอะ เราจักได้มา เธออย่าคิดไปเลย. ในวันรุ่งขึ้นพระเถระพาราหุลสามเณรนั้นเข้าไปในเมืองสาวัตถี ให้สามเณรนั่งที่โรงฉันแล้วได้ไปยังประตูพระราชวัง. พระเจ้าโกศลเห็นพระเถระจึงนิมนต์ให้นั่ง. ในขณะนั้นเอง นายอุยยานบาลนำเอามะม่วงหวานที่สุกทั้งพวง จำนวนห่อหนึ่งมาถวาย. พระราชาทรงปอกเปลือกมะม่วงแล้วใส่น้ำตาลกรวดลงไป ขยำด้วยพระองค์เองแล้วได้ถวายพระเถระจนเต็มบาตร. พระเถระออกจากพระราชนิเวศน์ ไปยังโรงฉันแล้วได้ให้แก่สามเณรโดยกล่าวว่า เธอจงนำรสมะม่วงนั้นไปให้มารดาของเธอ. ราหุลสามเณรนั้นได้นำไปถวายแล้ว. พอพระเถรีบริโภคแล้วเท่านั้น โรคลมในท้องก็สงบ. ฝ่ายพระราชาทรงส่งคนไปด้วยดำรัสสั่งว่า พระเถระไม่นั่งฉันรสมะม่วงในที่นี้ เธอจงไปดูให้รู้ว่าพระเถระให้ใคร. ราชบุรุษคนนั้นจึงไปพร้อมกับพระเถระ ทราบเหตุนั้นแล้วจึงมากราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชาทรงพระดำริว่าถ้าพระศาสดาจักอยู่ครองเรือน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ราหุลสามเณรจักได้เป็นขุนพลแก้ว พระเถรีจักได้เป็นนางแก้ว ราชสมบัติในสกลจักรวาฬจักเป็นของท่านเหล่านี้ทีเดียว ควรที่เราจะพึงอุปัฏฐากบำรุงท่านเหล่านี้ บัดนี้. เราไม่ควรประมาทในท่านเหล่านี้ ผู้บวชแล้วเข้ามาอาศัยเราอยู่. จำเดิมแต่นั้น พระเจ้าโกศลรับสั่งให้ถวายรสมะม่วงแก่พระเถรีเป็นประจำ. ความที่พระสารีบุตรเถระถวายรสมะม่วงแก่พระพิมพาเถรี เกิดปรากฏในหมู่ภิกษุสงฆ์. อยู่มาวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลายได้ยินว่าพระสารีบุตรเถระ ได้กระทำพระพิมพาเถรีให้อิ่มหนำด้วยรสมะม่วง. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอนั่งประชุมสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรให้มารดาของราหุลอิ่มหนำด้วยรสมะม่วง ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน สารีบุตรนี้ก็ได้ให้มารดาของราหุลนี้อิ่มหนำมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชาสมบัติในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้านแคว้นกาสี พอเจริญวัยแล้วก็ไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา แล้วดำรงฆราวาสอยู่ ต่อมาบิดามารดาล่วงลับไป จึงบวชเป็นฤาษีทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดในหิมวันตประเทศ อันคณะฤาษีย่อมล้อมเป็นครูของคณะ ต่อเมื่อระยะกาลอันยาวนานล่วงไป เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและเปรี้ยว จึงลงจากเชิงเขาเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองพาราณสี จึงสำเร็จการอยู่ในพระราชอุทยาน. ครั้งนั้น ภพของท้าวสักกะเทวราชก็สะท้านหวั่นไหวด้วยเดชแห่งศีลของคณะฤาษีนั้น. ท้าวสักกะทรงรำพึงอยู่ก็ได้ทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักตะเกียกตะกายทำให้ดาบสเหล่านี้อยู่ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ดาบสเหล่านั้นถูกทำลายที่อยู่ ก็จะวุ่นวายเที่ยวไป จักไม่ได้เอกัคคตาจิต เมื่อเป็นเช่นนั้น ความผาสุกจักมีแก่เรา แล้วทรงพิจารณาว่า จะมีอุบายอย่างไรหนอ ก็ได้ทรงเห็นอุบายข้อนี้ว่า ในเวลาติดต่อกับมัชฌิมยามเราจักเข้าไปห้องสิริไสยาศน์ของพระอัครมเหสีของพระราชา ยืนในอากาศบอกแก่พระนาง ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าพระองค์จะได้เสวยมะม่วงสุก อันมีชื่อว่าอัพภันตระ จักได้พระโอรส และพระโอรสนั้นจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำของพระเทวีแล้ว จักส่งคนไปพระราชอุทยานเพื่อต้องการให้ได้เอามะม่วงสุกมาเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จักทำให้มะม่วงอันตรธานหายไป ราชบุรุษจักกลับมากราบทูลพระราชาว่า มะม่วงในพระราชอุทยานไม่มี เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ใครกินหมด พวกราชบุรุษจักกราบทูลว่า พวกดาบสกินหมด ครั้นพระราชาทรงสดับดังนั้น จักรับสั่งให้โบยตีพวกดาบสแล้วขับไล่ออกไป แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ดาบสเหล่านั้นจักเป็นอันถูกเรารบกวนให้วุ่นวาย. ในกาลติดต่อกับมัชฌิมยาม ท้าวสักกะนั้นจึงเสด็จเข้าไปยังห้องสิริไสยาศน์ประทับยืนอยู่ในอากาศ แสดงตนให้รู้ว่าเป็นท้าวเทวราช เมื่อจะทรงปราศัยกับพระอัครมเหสีของพระราชานั้น ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาแรกว่า :ผลของต้นไม้ชื่ออัพภันตระเป็นผลไม้ทิพย์ นารีผู้แพ้ท้องได้เสวยผลไม้ทิพย์นั้นแล้ว จะประสูติพระโอรสเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ดูก่อนพระนางผู้เจริญ แม้พระนางก็จะได้เป็นพระอัครมเหสี ทั้งจะเป็นที่โปรดปรานของพระสวามี พระราชาจักทรงนำผลไม้ชื่ออัพภันตระนี้มาให้แก่พระนาง. ในบรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อพฺภนฺตโร นาม ทุโมนี้ ก่อนอื่น ท้าวสักกะไม่ตรัสว่า อัพภันตระ คือภายในแห่งคามนิคมชนบท และภูเขาเป็นต้น ชื่อโน้น ตรัสถึงต้นมะม่วงชื่ออัพภันตระต้นหนึ่ง อย่างเดียว. บทว่า ยสฺส ทิพฺยมิทํ ผลํ ความว่า ต้นมะม่วงใดมีผลเป็นทิพย์ควรแก่การบริโภค ของเทวดาทั้งหลาย. บทว่า อิทํ เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น. บทว่า โทหฬินี แปลว่า เกิดความแพ้ท้อง. บทว่า ตฺวมฺปิ ภทฺเท มเหสีสิ ความว่า พระองค์จะได้เป็นมเหสีผู้งดงาม. ส่วนในอรรถกถามีบาลีว่า มเหสี ว ดังนี้ก็มี. บทว่า สา จาปิ ปติโน ปิยา ความว่า จะได้เป็นพระอัครมเหสีในภายในพระเทวีจำนวนหมื่นหกพันนาง และจะได้เป็นที่โปรดปรานรักใคร่ของพระสวามี. บทว่า อาหริสฺสติ เต ราชา อทํ อพฺภนฺตรํ ผลํ ความว่า พระราชาจักให้นำผลมีประการดังเรากล่าวแล้วนี้มาให้แก่พระองค์นั้น ผู้เป็นอัครมเหสีที่โปรดปรานรักใคร่. พระองค์นั้นเสวยผลไม้นั้นแล้ว จักได้พระโอรสผู้เกิดในพระครรภ์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. ท้าวสักกะตรัสคาถา ๒ คาถานี้ด้วยประการอย่างนี้แล้ว ทรงพร่ำสอนพระเทวีว่า พระองค์จงอย่าประมาทอย่าได้ชักช้า พึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบในวันพรุ่งนี้ แล้วเสด็จกลับไปสถานที่อยู่ของพระองค์ทีเดียว. วันรุ่งขึ้น พระนางแสดงอาการว่า ทรงประชวร ทรงให้สัญญาแก่นางบำเรอทั้งหลาย แล้วทรงบรรทมอยู่. พระราชาประทับนั่งบนสีหาศน์ ภายใต้เศวตฉัตรทายกขึ้น ทอดพระเนตรดูเหล่านางนักสนมทั้งหลาย ไม่เห็นพระเทวี จึงตรัสถามนางข้าบาทบริจาริกาทั้งหลายว่า พระเทวีไปไหน ? นางข้าบาทบริจาริกาทั้งหลายกราบทูลว่าพระนางทรงพระประชวรพระเจ้าข้า.พระราชาจึงเสด็จไปยังสำนักของพระเทวี ประทับนั่งบนข้างพระที่บรรทมแล้ว ทรงลูบพระปฤษฎางค์ตรัสถามว่า น้องนางผู้เจริญ เธอไม่มีผาสุกสำราญอะไรหรือ ? พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าความไม่ผาสุกสำราญอย่างอื่นไม่มี แต่กระหม่อมฉันเกิดการแพ้พระครรภ์ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่าน้องนางผู้เจริญ เธอต้องการอะไร ? พระเทวีทูลว่า กระหม่อมฉันต้องการผลมะม่วงชื่ออัพภันตระพระเจ้าข้า.พระราชาตรัสถามว่า เทวีมะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ? พระเทวีทูลว่าขอเดชะ กระหม่อมฉันจะรู้จักมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระก็หามิได้ เป็นแต่ว่า เมื่อกระหม่อมฉันได้ผลของต้นมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระนั้น ก็จะมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่ได้ คงจะไม่มีชีวิตพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า. ถ้าอย่างนั้น เราจักให้นำมาเธออย่าเสียใจไปเลย. พระราชาครั้นทรงปลอบโยนพระเทวีให้เบาพระทัยแล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นไปประทับนั่งบนราชบัลลังก์ รับสั่งให้เรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสถามว่า พระเทวีเกิดการแพ้พระครรภ์อยากจะเสวยมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระ ควรจะทำอย่างไร ? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มะม่วงที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางมะม่วง ๒ ต้น ชื่อว่ามะม่วงอัพภันตระ. พวกข้าพระพุทธเจ้าจักส่งคนไปยังพระราชอุทยาน ให้นำผลจากมะม่วงที่ตั้งอยู่ในระหว่างต้นมะม่วงทั้งสองต้นมาให้ประทานแก่พระเทวี. พระราชาตรัสว่า ดีแล้ว พวกท่านจงนำเอาผลมะม่วงเห็นปานนั้นมา แล้วทรงส่งราชบุรุษไปยังพระราชอุทยาน. ท้าวสักกะทรงบรรดาลให้ผลมะม่วงทั้งหลายในพระราชอุทยานอันตรธานไปเหมือนอย่างถูกคนเคี้ยวกินด้วยอานุภาพของพระองค์. ราชบุรุษทั้งหลายผู้ไปเพื่อต้องการผลมะม่วง เที่ยวไปตลอดพระราชอุทยานทั้งสิ้น ไม่ได้แม้มะม่วง กับผลเดียว จึงกลับมากราบทูลพระราชา ถึงความที่ผลมะม่วงไม่มีในพระราชอุทยาน พระราชาตรัสถามว่า ใครกินมะม่วงหมด ? พวกราชบุรุษกราบทูลว่า พวกดาบสพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า พวกท่านจงโบยตีดาบสทั้งหลายนำออกไปจากพระราชอุทยาน. พวกราชบุรุษรับพระบัญชาแล้วพากันนำพระดาบสทั้งหลายออกไปจากพระราชอุทยาน. เป็นอันว่า มโนรถของท้าวสักกะบรรลุถึงที่สุดสมประสงค์. พระเทวีก็ยังทรงบรรทมอยู่นั่นแหละโดยผูกพระทัยเพื่อจะเสวยผลมะม่วงให้ได้. เมื่อพระราชาไม่ทรงเห็นลู่ทางที่จะพึงกระทำ จึงสั่งให้อำมาตย์และพราหมณ์ทั้งหลายประชุมกันแล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายยังจะทราบว่ามะม่วงอัพภันตระมีอยู่หรือ ? พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ ชื่อว่ามะม่วงอัพภันตระเป็นเครื่องบริโภคของเทวดาทั้งหลาย มีอยู่ภายในถ้ำทองในป่าหิมพานต์ พวกข้าพระพุทธเจ้าได้ยินสืบ ๆ กันมาดังนี้ พระราชาตรัสถามว่า ก็ใครเล่าจักสามารถนำเอามะม่วงจากป่าหิมพานต์นั้นมาได้ ? พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ผู้ที่เป็นมนุษย์ไม่สามารถจะไปในที่นั้นได้ควรจะส่งสุวโปดกลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งไป. ก็สมัยนั้น ในราชสกุลมีลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่ง ตัวใหญ่ประมาณเท่าดุมล้อแห่งยานของพวกเด็กๆ สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีปัญญา ฉลาดในอุบาย. พระราชาจึงให้นำสุวโปดกนั้นมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อสุวโปดก เรามีอุปการะเป็นอันมากแก่เจ้า เจ้าได้อยู่ในกรงทอง กินข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งในจานทอง ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด แม้เจ้าก็ควรจะช่วยเหลือทำกิจอันหนึ่งของเรา. สุวโปดกถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ กิจอะไร พระเจ้าข้า ? พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ พระเทวีเกิดแพ้พระครรภ์ อยากจะเสวยมะม่วงอัพภันตระ ก็มะม่วงนั้นมีอยู่ในระหว่างกาญจนบรรพต ในป่าหิมพานต์ เป็นเครื่องบริโภคของเทวดาทั้งหลาย ผู้เป็นมนุษย์ไม่อาจไปในที่นั้น ท่านควรนำผลมะม่วงจากป่าหิมพานต์นั้นมา. สุวโปตกกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักนำมาถวาย. ลำดับนั้น พระราชาจึงให้สุวโปดกนั้นกินข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งในจานทองให้ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด ทาระหว่างปีกของสุวโปดกนั้นด้วยน้ำมันอันสุกได้ร้อยครั้ง แล้วอุ้มเสด็จไปประทับยืนที่สีหบัญชรแล้วปล่อยไปในอากาศ. ฝ่ายสุวโปดกนั้นแสดงการเคารพต่อพระราชาแล้วบินไปในอากาศ ล่วงเลยถิ่นมนุษย์ไปถึงสำนักของนกแขกเต้าทั้งหลายผู้อยู่ในระหว่างภูเขาทั้งหนึ่ง ในหิมวันตประเทศ แล้วถามว่า มะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจงบอกสถานที่นั้นแก่ข้าพเจ้า. พวกนกแขกเต้ากล่าวว่า พวกเราไม่รู้จัก พวกนกแขกเต้า ในระหว่างภูเขาที่สองคงจักรู้. สุวโปดกนั้นได้ฟังดังนั้น จึงได้บินจากนั้นไปถึงระหว่างเขาที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก ก็ถามเหมือนอย่างนั้น. นกแขกเต้าทั้งหลายในระหว่างภูเขาที่หกแม้นั้นกล่าวกะสาสวโปดกนั้นว่า พวกเราไม่รู้ พวกนกแขกเต้า ในระหว่างภูเขาที่ ๗ คงจักรู้. สุวโปดกนั้นจึงบินในระหว่างภูเขาที่ ๗ แม้นั้น แล้วถามว่า มะม่วงชื่ออัพภันตระมีอยู่ที่ไหน ? นกแขกเต้าเหล่านั้นกล่าวว่า มีอยู่ในระหว่างกาญจนบรรพตในที่ชื่อโน้น. สุวโปดกกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการผลของมะม่วงอัพภันตระนั้น ท่านทั้งหลายโปรดนำข้าพเจ้าไปที่นั้นแล้วจงให้ผลจากมะม่วงชื่อว่าอัพภันตระนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด. หมู่นกแขกเต้ากล่าวว่า สหาย มะม่วงอัพภันตระนั้น เป็นเครื่องบริโภคของท้าวเวสวัณมหาราช ใคร ๆ ไม่อาจเข้าไปใกล้ ต้นไม้ทั้งสิ้นล้อมด้วยตาข่ายเหล็ก ๗ ชั้น ตั้งแต่ราก มีกุมภัณฑ์และรากษสจำนวนพันรักษาอยู่ ผู้ที่หมู่กุมภัณฑ์และรากษสเหล่านั้นเห็นแล้ว จะไม่มีชีวิตรคด สถานที่นั้นเหมือนอเวจีมหานรก ประดุจไฟลุกอยู่ตลอดกัป ท่านอย่าได้การทำความปรารถนาในที่นั้นเลย. สุวโปดกกล่าวว่า ถ้าท่านทั้งหลายไม่ไปขอจงบอกที่นั้นแก่ข้าพเจ้า. นกแขกเต้าทั้งหลายกล่าวว่าถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปทางโน้น ๆ. สุวโปดกนั้นทรงจำหนทางได้แม่นยำ ตามที่นกแขกเต้าเหล่านั้นบอก จึงบินไปยังที่นั้น ไม่แสดงตนในตอนกลางวัน ในระหว่างมัชฌิมยาม ในเวลาที่พวกรากษสนอนหลับ จึงเข้าไปใกล้ต้นมะม่วงอัพภันตระเริ่มค่อย ๆ ปีนขึ้นทางระหว่างโคนต้นหนึ่ง ตาข่ายเหล็กก็กระทบกันเสียงดังกริ๊ก ๆ. พวกรากษสเหล่านั้นตื่นขึ้นแลเห็นสุวโปดกอยู่ข้างใน จึงจับเอาไว้โดยหาว่าเป็นโจรลักมะม่วง แล้วจัดแจงจะลงเครื่องกรรมกรณ์. รากษสตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะใส่ปากกลืนกินมัน. รากษสอีกตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะขยี้ด้วยมือทั้งสอง ทำมันให้แหลกกระจาย รากษสอีกตนหนึ่งกล่าวว่า เราจะผ่าให้เป็นสองซีกปิ้งที่ถ่านไฟแล้วกินเสีย.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๓๙–๒๕๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Abbhantaravaggavaṇṇanā

abbhantarajātakaṃ

abbhantaro nāma dumoti idaṃ satthā jetavane viharanto sārīputtattherassa bimbātheriyā ambarasadānaṃ ārabbha kathesi.

Sammāsambuddhe hi pavattitapavaradhammacakke vesāliyaṃ kūṭāgārasālāyaṃ viharante mahāpajāpatī gotamī pañca sākiyasatāni ādāya gantvā pabbajjaṃ yācitvā pabbajjañceva upasampadañca labhi. Aparabhāge tā pañcasatā bhikkhuniyo nandakovādaṃ sutvā arahattaṃ pāpuṇiṃsu. Satthari pana sāvatthiyaṃ upanissāya viharante rāhulamātā devī sāmiko me pabbajitvā sabbaññutaṃ patto puttopi me pabbajitvā tasseva santike vasati ahaṃ agāramajjhe kiṃ karissāmi ahampi pabbajitvā sāvatthiyaṃ gantvā sammāsambuddhañca puttañca nivaddhaṃ passamānā viharissāmīti cintetvā bhikkhunīupassayaṃ gantvā pabbajitvā ācariyupajjhāyāhi saddhiṃ sāvatthiṃ gantvā satthārañca piyaputtañca passamānā ekasmiṃ bhikkhunīupassaye vāsaṃ kappesi. Rāhulasāmaṇero āgantvā mātaraṃ passati. Athekadivasaṃ theriyā udaravāto kuppi. Sā putte daṭṭhuṃ āgate tassa dassanatthāya nikkhamituṃ nāsakkhi. Aññāva āgantvā aphāsukabhāvaṃ kathayiṃsu. So mātu santikaṃ gantvā kiṃ te laddhuṃ Vaṭṭatīti pucchi. Tāta agāramajjhe me sakkarādīhi yojite ambarase pīte udaravāto vūpasammati idāni pana piṇḍāya caritvā jīvitaṃ kappema kuto taṃ labhissāmāti. Sāmaṇero labhanto āharissāmīti vatvā nikkhami. Tassa panāyasmato upajjhāyo dhammasenāpati ācariyo mahāmoggallāno cūḷapitā ānandatthero pitā sammāsambuddhoti mahāsampatti. Evaṃ santepi aññassa santikaṃ agantvā upajjhāyassa santikaṃ gantvā vanditvā dummukhākāro hutvā aṭṭhāsi. Atha naṃ thero kinnukho rāhula dummukho vihāsīti āha. Mātu me bhante theriyā udaravāto kuppitoti. Kiṃ laddhuṃ vaṭṭatīti. Sakkarayojitena kira ambarasena phāsu hotīti. Hotu labhissāmi mā cintayīti. So punadivase taṃ ādāya sāvatthiyaṃ pavisitvā sāmaṇeraṃ āsanasālāyaṃ nisīdāpetvā rājadvāraṃ agamāsi. Kosalarājā theraṃ disvā nisīdāpesi. Taṃkhaṇaññeva uyyānapālo piṇḍipakkānaṃ madhuraambānaṃ ekapūṭaṃ āhari. Rājā ambānaṃ tacaṃ apanetvā sakkararasaṃ pakkhipitvā sayameva madditvā therassa pattaṃ pūretvā adāsi. Thero rājanivesanā nikkhamitvā āsanasālaṃ gantvā sāmaṇerassa adāsi taṃ haritvā mātu te dehīti. So āharitvā adāsi. Theriyā paribhuttamatteyeva udaravāto vūpasami. Rājāpi manussaṃ pesesi thero idha nisīditvā ambarasaṃ na bhuñji gaccha kassaci dinnabhāvaṃ jānāhīti. So therena saddhiṃ gantvā taṃ pavuttiṃ ñatvā Āgantvā rañño kathesi. Rājā cintesi sace satthā agāraṃ āvasissati cakkavattirājā abhavissa rāhulasāmaṇero pariṇāyakaratanaṃ therī itthīratanaṃ sakalacakkavāḷarajjaṃ etesaññeva abhavissa amhehi ete vata upaṭṭhahantehi caritabbaṃ assa idāni pabbajitvā amhe upanissāya vasantesu etesu na yuttaṃ amhākaṃ pamajjitunti. So tato paṭṭhāya theriyā nivaddhaṃ ambarasaṃ dāpesi. Therena bimbattheriyā ambarasassa dinnabhāvo bhikkhusaṅghe pākaṭo jāto. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso sārīputtatthero kira bimbattheriṃ ambarasena santappesīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva rāhulamātā sārīputtena ambarasena santappitā pubbepesa etaṃ santappesiyevāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kāsikagāmake brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggahetvā saṇṭhapitagharāvāso mātāpitūnaṃ accayena isipabbajjaṃ pabbajitvā himavantappadese abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā isigaṇaparivuto gaṇasatthā hutvā dīghassa addhuno accayena loṇambilasevanatthāya pabbatapādā otaritvā cārikañcaramāno bārāṇasiyaṃ patvā uyyāne vāsaṃ kappesi. Athassa isigaṇassa sīlatejena sakkassa bhavanaṃ kampi. Sakko āvajjamāno Taṃ kāraṇaṃ ñatvā imesaṃ tāpasānaṃ anāvāsāya parisakkissāmi atha te bhinnāvāsā upaddūtā caramānā cittekaggataṃ na labhissanti evaṃ me phāsukaṃ bhavissatīti cintetvā ko nukho upāyoti vīmaṃsanto imaṃ upāyaṃ addasa majjhimayāmasamanantare rañño aggamahesiyā sirigabbhe pavisitvā ākāse ṭhatvā bhadde sace tvaṃ abbhantaraṃ ambapakkaṃ khādeyyāsi puttaṃ labhissasi so cakkavattirājā bhavissatīti ācikkhissāmi rājā deviyā kathaṃ sutvā ambapakkassatthāya uyyānaṃ pesessati athāhaṃ ambāni antaradhāpessāmi rañño uyyāne ambānaṃ abhāvaṃ ārocessanti tena ke khādantīti vutte tāpasā khādantīti vakkhanti taṃ sutvā rājā tāpase pothetvā nīharāpessati evampi te me upaddūtā bhavissantīti. So majjhimayāmasamanantare sirigabbhaṃ pavisitvā ākāse ṭhito attano devarājabhāvaṃ jānāpetvā tāya saddhiṃ sallapanto purimā dve gāthā avoca

abbhantaro nāma dumo yassa dibyamidaṃ phalaṃ

bhutvā dohaḷinī nārī cakkavattiṃ vijāyati

tvampi bhadde mahesīsi sā cāpi patino piyā

āharissati te rājā idaṃ abbhantaraṃ phalanti.

Tattha abbhantaro nāma dumoti iminā tāva gāmanigamajanapada- pabbatādīnaṃ asukassa abbhantaroti avatvā kevalaṃ ekaṃ abbhantaraṃ ambarukkhaṃ katheti. Yassa dibyamidaṃ phalanti yassa ambarukkhassa Devatānaṃ paribhogārahaṃ dibyaphalaṃ. Idanti pana nipātamattameva. Dohaḷinīti sañjātadohaḷā. Tvampi bhadde mahesīsīti tvaṃ sobhanā 1- mahesī asi. Aṭṭhakathāyaṃ pana mahesī vātipi pāṭho. Sā cāpi patino piyāti soḷasannaṃ devīsahassānaṃ abbhantare aggamahesī ca patino ca piyāti attho. Āharissati te rājā idaṃ abbhantaraṃ phalanti tassā te piyāya aggamahesiyā idaṃ mayā vuttappakāraṃ phalaṃ rājā āharāpessati sā tvaṃ taṃ paribhuñjitvā cakkavattigabbhaṃ labhissasīti.

Evaṃ sakko deviyā imā dve gāthā vatvā tvaṃ appamattā hohi mā papañcamakāsi sve rañño āroceyyāsīti taṃ anusāsetvā attano vasanaṭṭhānameva gato. Sā punadivase gilānālayaṃ dassetvā paricārikānaṃ saññaṃ datvā nipajji. Rājā samussitasetacchatte sīhāsane nisinno naṭakāni passanto deviṃ adisvā kahaṃ devīti paricārike pucchi. Gilānā devāti. So tassā santikaṃ gantvā sayanapasse nisīditvā piṭṭhiṃ parimajjanto kinte bhadde aphāsukanti pucchi. Mahārāja aññaṃ aphāsukaṃ nāma natthi dohaḷo pana me uppannoti. Kiṃ icchasi bhaddeti. Abbhantaraambaphalaṃ devāti. Abbhantaraambo nāma devi kahaṃ atthīti. Nāhaṃ deva abbhantaraambaṃ jānāmi tassa pana me phalaṃ labhamānāya jīvitaṃ atthi alabhamānāya natthīti. Tenahi āharāpessāmi mā

@Footnote: 1 sobhane. Cintayīti. Rājā deviṃ assāsetvā uṭṭhāya gantvā rājapallaṅke nisinno amacce pakkosāpetvā deviyā abbhantarambe nāma dohaḷo uppanno kiṃ kātabbanti pucchi. Deva dvinnaṃ ambānaṃ abbhantare ṭhito ambo abbhantarambo nāma uyyānaṃ pesetvā abbhantare ṭhitaambato phalaṃ āharāpetvā deviyā dāpessāmāti. Rājā sādhu evarūpaṃ ambaṃ āharathāti uyyānaṃ pesesi. Sakko attano ānubhāvena uyyāne ambāni khāditasadisāni katvā antaradhāpesi. Ambatthāya gatā sakalauyyānaṃ vicaritvā ekaṃ ambampi alabhitvā āgantvā uyyāne ambānaṃ abhāvaṃ rañño kathayiṃsu. Ke ambāni khādantīti. Tāpasā devāti. Tāpase uyyānato pothetvā nīharathāti. Manussā sādhūti sampaṭicchitvā nīhariṃsu. Sakkassa manoratho matthakaṃ pāpuṇi. Devī ambaphalatthāya nibaddhaṃ katvā nipajjiyeva. Rājā kattabbakiccaṃ apassanto amacce ca brāhmaṇe ca sannipātāpetvā abbhantaraambassa atthibhāvaṃ jānāthāti pucchi. Brāhmaṇā āhaṃsu deva abbhantaraambo nāma devatānaṃ paribhogo himavante kāñcanaguhāya anto atthīti ayaṃ no paramparato 1- anussavoti. Ko pana tato ambaṃ āharituṃ sakkhissatīti. Na sakkā tattha manussabhūtena gantuṃ ekaṃ suvapotakaṃ pesetuṃ vaṭṭatīti. Tena ca samayena rājakule eko suvapotako mahāsarīro kumārakānaṃ yānakacakkanābhimatto thāmasampanno paññavā

@Footnote: 1 paramparāgato. Upāyakusalo. Rājā taṃ āharāpetvā tāta suvapotaka ahaṃ tava bahūpakāro kāñcanapañjare vasasi suvaṇṇataṭṭake madhulāje khādasi sakkarapānakaṃ pivasi tayāpi amhākaṃ ekaṃ kiccaṃ nittharituṃ vaṭṭatīti āha. Kiṃ devāti. Tāta deviyā abbhantaraambe dohaḷo uppanno so ca ambo himavante kāñcanapabbatantare atthi devatānaṃ paribhogo na sakkā tattha manussabhūtena gantuṃ tayā tato phalaṃ āharituṃ vaṭṭatīti. Sādhu deva āharissāmīti. Atha naṃ rājā suvaṇṇataṭṭake madhulāje khādāpetvā sakkarapānakaṃ pāyetvā satapākatelenassa pakkhantarāni makkhetvā ubhohi hatthehi gahetvā sīhapañjare ṭhatvā ākāse visajjesi. Sopi rañño nipaccakāraṃ dassetvā ākāse pakkhanto manussapathaṃ atikkamma himavante paṭhame pabbatantare vasantānaṃ suvakānaṃ santikaṃ gantvā abbhantaraambo nāma kattha atthi kathetha me taṃ ṭhānanti pucchi. Mayaṃ na jānāma dutiye pabbatantare suvakā jānissantīti āhaṃsu. So tesaṃ sutvā tato uppatitvā dutiyaṃ pabbatantaraṃ agamāsi tathā tatiyaṃ tathā catutthaṃ pañcamaṃ chaṭṭhaṃ agamāsi. Tatrāpi naṃ suvakā na mayaṃ jānāma sattame pabbatantare suvakā jānissantīti āhaṃsu. So tatthāpi gantvā abbhantarambo nāma kattha atthīti pucchi. Asukaṭṭhāne nāma kāñcanapabbatantareti. Ahaṃ tassa phalatthāya āgato maṃ tattha netvā tato me phalaṃ dāpethāti. Suvagaṇā āhaṃsu samma so vessavaṇamahārājassa paribhogo na sakkā Upasaṅkamituṃ sakalarukkho mūlato paṭṭhāya sattahi lohajālehi parikjitto sahassakumbhaṇḍarakkhasā rakkhanti tehi diṭṭhassa jīvitaṃ nāma natthi kappuṭṭhānaggi viya avīcimahānirayasadisaṃ taṃ ṭhānaṃ mā tattha paṭṭhanaṃ karīti. Sace tumhe na gacchatha mayhaṃ ṭhānaṃ ācikkhathāti. Tenahi asukena ca asukena ca ṭhānena yāhīti. So tehi ācikkhitavasena suṭṭhu maggaṃ upadhāretvā taṃ ṭhānaṃ gantvā divā attānaṃ adassetvā majjhimayāmasamanantare rakkhasānaṃ niddokkamanasamaye abbhantarambassa santikaṃ gantvā ekena mūlantarena saṇikaṃ abhirūhituṃ ārabhi. Lohajālaṃ kirīti saddamakāsi. Te rakkhasā pabujjhitvā anto suvapotakaṃ disvā ambacoroti gahetvā kammakaraṇaṃ saṃvidahiṃsu. Eko mukhe pakkhipitvā gilissāmi nanti āha. Aparo hatthehi madditvā phusitvā vippakīrissāmi nanti. Aparo dvedhā phāletvā aṅgāresu pacitvā khādissāmīti. So tesaṃ kammakaraṇasaṃvidhānaṃ sutvāpi asantasitvāva te rakkhase āmantetvā ambho rakkhasā tumhe kassa purisāti āha. Vessavaṇamahārājassāti. Ambho tumhepi ekassa rañño purisā ahampi raññova manussassa puriso bārāṇasīrājā maṃ abbhantarambaphalatthāya pesesi svāhaṃ tattheva attano rañño jīvitaṃ datvā āgatomhi yo hi attano mātāpitūnañceva sāmikassa ca atthāya jīvitaṃ pariccajati so devalokeyeva nibbattati tasmā ahampi imamhā tiracchānayoniyā muñcitvā devalokeyeva nibbattissāmīti vatvā tatiyaṃ Gāthamāha

bhatturatthe parakkanto yaṃ ṭhānamadhigacchati

sūro attapariccāgī labhamāno bhavāmahanti.

Tattha bhatturattheti bhattā vuccati bhattādīhi bharaṇakaposako pitā mātā sāmiko ca iti tividhassāpi tassa bhattu atthāya. Parakkantoti parakkamaṃ karonto vāyamanto. Yaṃ ṭhānamadhigacchatīti yaṃ sukhakāraṇaṃ yasaṃ vā lābhaṃ vā saggasampattiṃ vā adhigacchati. Sūroti abhīru vikkamasampanno. Attapariccāgīti kāye ca jīvite ca nirapekkho hutvā tassa tividhassāpi bhattu atthe attānaṃ pariccajanto. Labhamāno bhavāmahanti yaṃ so evarūpo sūro devasampattiṃ vā manussasampattiṃ vā labhati ahampi taṃ labhamāno bhavāmi tasmā hāsova me ettha na tāso kiṃ pana maṃ tumhe tāsethāti.

Evaṃ so imāya gāthāya tesaṃ dhammaṃ desesi. Te tassa dhammakathaṃ sutvā pasannacittā dhammiko esa na sakkā māretuṃ visajjetha nanti vatvā suvapotakaṃ visajjetvā ambho suvapotaka muttosi amhākaṃ hatthato sotthinā gacchāti āhaṃsu. Mayhaṃ āgamanaṃ mā tucchaṃ karotha detha me ekaṃ ambaphalanti. Suvapotaka tuyhaṃ ekaṃ ambaphalaṃ dātuṃ nāma na bhāro imasmiṃ pana rukkhe ambāni āgantvā gaṇitāni gaṇitāni ekasmiṃ phale asamente amhākaṃ jīvitaṃ natthi vessavaṇena hi kujjhitvā sakiṃ olokite Tattakapāle pakkhittatilā viya kumbhaṇḍasahassaṃ bhijjitvā vippakīriyati tena te dātuṃ na sakkoma labhamānaṭṭhānaṃ pana ācikkhissāmāti. Yokoci detuṃ samattho labhamānaṭṭhānaṃ ācikkhathāti. Etassa kāñcanapabbatajālassa antare jotiraso nāma tāpaso aggiṃ jūhamāno kāñcanapantiyā nāma paṇṇasālāyaṃ vasati vessavaṇassa kulupako vessavaṇo ca tassa nivaddhaṃ cattāri ambaphalāni peseti tassa santikaṃ gacchāti. So sādhūti sampaṭicchitvā tāpasassa santikaṃ gantvā vanditvā ekamantaṃ nisīdi. Atha naṃ tāpaso kuto āgatosīti pucchi. Bārāṇasīrañño santikāti. Kimatthāya āgatosīti. Amhākaṃ rañño deviyā abbhantarambapakke dohaḷo uppanno tadatthāya āgatomhi rakkhasā pana me sayaṃ abbhantarambapakkaṃ adatvā tumhākaṃ santikaṃ pesesunti. Tenahi nisīda labhissasīti. Athassa vessavaṇo cattāri phalāni pesesi. Tāpaso tato dve paribhuñji. Ekaṃ suvapotakassa khādanatthāya adāsi. Tena tasmiṃ khādite ekaphalaṃ sikkāya pakkhipitvā suvapotakassa gīvāyaṃ paṭimuñcitvā idāni gacchathāti suvapotakaṃ visajjesi. So taṃ āharitvā deviyā adāsi. Sā taṃ khāditvā dohaḷaṃ paṭippassambhesi. Tatonidānaṃ somanassappatto ahosi 1-.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā devī rāhulamātā ahosi suvapotako rāhulo rājā ānando

@Footnote: 1 panassā putto nāhosi. Ambapakkadāyako tāpaso sārīputto uyyāne vuṭṭhatāpaso pana sammāsambuddho ahosīti.

Abbhantarajātakaṃ paṭhamaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๘๐. ปูฏทูสกชาดกชาดกถัดไป๒๘๒. เสยยชาดก