ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ลาภครหิกชาดก
ชาดกที่ ๒๘๗ · ติกนิบาตชาดก · อัพภันตรวรรค

ลาภครหิกชาดก

ว่าด้วยวิธีการหลอกลวง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๖๐ · บรรทัด ๒๔๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากลาภครหิกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นานุมฺมตฺโต ดังนี้. ได้ยินว่า สัทธิวิหาริกของพระเถระ เข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอกปฏิปทาอันจะให้ลาภเกิดแก่กระผม ภิกษุกระทำอะไรจึงจะได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ขอรับ. ลำดับนั้น พระเถระจึงบอกปฏิปทาอันจะให้ลาภเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริกนั้น ดังนี้ว่า ดูก่อนอาวุโส ลาภสักการะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ๑. พึงทำลายหิริโอตตัปปะภายในตนอันละสมณสัญญาเสีย ไม่เป็นบ้าเลย ทำเป็นเหมือนคนบ้า๒. พึงกล่าววาจาส่อเสียด ๓. พึงเป็นเช่นกับนักฟ้อนรำ และ ๔. พึงเป็นคนเอิกเกริกมีวาจาพล่อย ๆ. สัทธิวิหาริกนั้นติเตียนปฏิปทานั้นแล้วจึงลุกขึ้นหลีกไป. พระเถระเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตรภิกษุนั้นติเตียนลาภในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้ติเตียนแล้วเหมือนกัน อันพระเถระทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้วในกาลมีอายุ ๑๖ ปีเท่านั้น ก็เรียนจบไตรเพท และศิลปศาสตร์ ๑๘ประการ ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ คน ในจำนวนมาณพเหล่านั้น มีมาณพคนเพียบพร้อมด้วยศิลาจารวัตรวันหนึ่งเข้าไปหาอาจารย์ แล้วถามปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้เกิดลาภว่าขอท่านจงบอก ลาภเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านี้ได้อย่างไร ๆ อาจารย์กล่าวว่า ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านี้. ด้วยเหตุ๔ ประการ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ไม่ใช่คนบ้าทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนส่อเสียดทำเป็นเหมือนคนส่อเสียด ไม่ใช่นักฟ้อนรำทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนตื่นข่าวทำเป็นเหมือนคนตื่นข่าว ย่อมจะได้ลาภในหมู่คนหลงงมงาย นี้เป็นคำสอนสำหรับท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นำนุมฺมตฺโต ตัดเป็น อนุมฺมตฺโต แปลว่า ไม่ใช่คนบ้า. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ชื่อว่าคนบ้าเห็นเด็กหญิงเด็กชายแล้ว แย่งเอาผ้าและเครื่องประดับเป็นต้นของเด็กเหล่านั้นถือเอาเนื้อ ปลา และขนมเป็นต้นจากที่นั้น ๆ โดยพลการมาเคี้ยวกินฉันใด คนใดเป็นคฤหัสถ์ ละทิ้งหิริโอตตัปปะอันตั้งขึ้นภายในและภายนอก ไม่เอื้อเฟื้อกุศลและอกุศล ไม่กลัวภัยในนรก ถูกความโลภครอบงำ ถูกตัณหาครอบงำจิต มัวเมาในกามทั้งหลาย กระทำกรรมอันสาหัสมีตัดช่องย่องเบาเป็นต้น แม้เป็นบรรพชิตก็ละหิริโอตตัปปะเสีย ไม่เอื้อเฟื้อกุศลและอกุศล ไม่กลัวภัยในนรก ย่ำยีสิกขาบทที่พระศาสดาบัญญัติไว้ ถูกความโลภครอบงำ อันตัณหาครอบงำจิตอาศัยเพียงผ้าจีวรเป็นต้น ละทิ้งความเป็นสมณะของตนเสีย เป็นคนประมาทมัวเมา กระทำเวชชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น อาศัยอเนสนาการแสวงหาอันไม่สมควรมีการให้ไม้ไผ่เป็นต้นเลี้ยงชีวิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลนี้แม้จะไม่เป็นบ้าก็ชื่อว่าเป็นคนบ้า เพราะเป็นเหมือนคนบ้า ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์หรือบรรพชิตเห็นปานนี้โดยพลัน ส่วนบุคคลใด ไม่เป็นคนบ้าอย่างนั้น มีความละอาย มีความรังเกียจ บุคคลนี้ย่อมไม่ได้ลาภในหมู่คนผู้งมงายมิใช่บัณฑิต เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ต้องการลาภ พึงทำเป็นเหมือนคนบ้า. แม้ในบทว่า ไม่เป็นคนส่อเสียด นี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่าส่วนบุคคลใดเป็นคนส่อเสียด นำความส่อเสียดเข้าไปในราชสกุลว่าบุคคลโน้นกระทำกรรมชื่อนี้ บุคคลนั้นแย่งชิงยศของตนอื่นถือเอามาเพื่อตนเอง ฝ่ายพระราชาทั้งหลายก็คิดว่า ผู้นี้มีความเสน่หาในพวกเรา จึงตั้งบุคคลนั้นไว้ในตำแหน่งสูง ๆ ฝ่ายอำมาตย์เป็นต้นย่อมสำคัญสิ่งที่จะพึงให้แก่บุคคลนั้น เพราะกลัวว่า ผู้นี้จะทำพวกเราให้แตกร้าวในราชสกุล ลาภย่อมเกิดแก่คนผู้ส่อเสียดในทันที ด้วยประการอย่างนี้ ส่วนคนใดไม่ส่อเสียด คนนั้นย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนผู้งมงาย. บทว่า นานโฏ ความว่า อันผู้จะทำลาภให้เกิดขึ้น พึงเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ. อธิบายว่า นักฟ้อนรำทั้งหลายละทิ้งหิริโอตตัปปะเสีย กระทำการเล่นด้วยฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคมรวบรวมทรัพย์อยู่ ฉันใด ผู้ต้องการลาภก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องทำลายหิริโอตตัปปะเสีย เป็นเหมือนสหายนักเลงของสตรี บุรุษ เด็กชาย และเด็กหญิงทั้งหลาย เที่ยวแสดงการเล่น มีประการต่าง ๆ ส่วนบุคคลใดไม่เป็นนักฟ้อนรำอย่างนี้ บุคคลนั้นย่อมไม่ได้ลาภในหมู่คนงมงาย. บทว่า นากุตูหโล ความว่า คนผู้มีวาจาพล่อย ๆ ชื่อว่าคนตื่นข่าว. จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เราได้ฟังมาว่า ในที่โน้น คนถูกฆ่า ถูกปล้นเรือน ลูกเมียของคนอื่นถูกข่มขืน นี้เป็นกรรมของพวกไหนนะ ? ในหมู่อำมาตย์เหล่านั้น เมื่ออำมาตย์ที่เหลือไม่ทูลอะไรเลย ผู้ใดลุกขึ้นกราบทูลว่า คนชื่อโน้น ๆ กระทำดังนี้ ผู้นี้ชื่อว่าคนตื่นข่าว. พระราชาทั้งหลาย ก็จะส่งราชบุรุษเหล่านั้นไปสืบสวน ห้ามปรามตามคำของอำมาตย์ผู้นั้น ย่อมประทานยศใหญ่โตให้แก่อำมาตย์ผู้นั้น ด้วยทรงพระดำริว่า เพราะอาศัยผู้นี้ บ้านเมืองของเราจึงปราศจากโจรผู้ร้าย. ฝ่ายชนที่เหลือก็ให้ทรัพย์แก่ผู้นั้นเหมือนกัน เพราะกลัวว่า ผู้นี้ถูกราชบุรุษไต่ถาม จะกล่าวมิดีมิร้ายให้. ลาภย่อมเกิดแก่คนตื่นข่าวด้วยประการอย่างนี้. ส่วนผู้ที่ไม่ตื่นข่าวย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนที่งมงาย. บทว่า เอสา เต อนุสาสี ความว่า นี้เป็นการพร่ำสอนในเรื่องการจะได้ลาภแก่เจ้า จากสำนักของเรา. อันเตวาสิกได้ฟังคาถาของอาจารย์แล้ว เมื่อจะติเตียนลาภ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ข้าแต่ท่านพราหมณ์ น่าติเตียนความประพฤติอันเป็นเหตุให้ได้ลาภและยศ โดยการทำชื่อเสียงให้ตกไปหรือโดยไม่เป็นธรรม. อนึ่ง หากจะถือบาตรออกไปบวชเสีย ความเป็นอยู่นี้แล ประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา วุตฺติ ได้แก่ การประพฤติเลี้ยงชีพอันใด บทว่า วินิปาเตน คือ โดยการทำตนให้เสื่อมเสียไป. บทว่า อธมฺมจริยาย วา ได้แก่ ด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม และด้วยการกระทำอันไม่สม่ำเสมอ. อธิบายว่า ความประพฤติอันใด โดยทำตนให้เสื่อมเสียด้วยการถูกฆ่า ถูกจองจำ และถูกติเตียนเป็นต้นและโดยประพฤติไม่เป็นธรรม ดังเราจะติเตียน คือนินทา ครหาความประพฤตินั้น และการได้ยศและทรัพย์ทั้งปวง เราไม่ต้องการความประพฤติเลี้ยงชีพอันนั้น. บทว่า ปตฺตมาทาย ได้แก่ ถือภาชนะสำหรับเที่ยวภิกขาจาร. บทว่า อนาคาโร ปริพฺพเช ความว่า พึงเป็นบรรพชิตไม่มีเหย้าเรือนเที่ยวไป. และเป็นสัปบุรุษไม่ประพฤติอธรรมด้วยกายทุจริตเป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะความเป็นอยู่แลประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรม. ด้วยบทว่า เอสาว ชีวิกา เสยฺยา ยา จาธมฺเมน เอสนา นี้ ท่านแสดงว่า การที่บรรพชิตมีบาตรในมือเที่ยวภิกขาจารในตระกูลอื่น ๆ เท่านั้น ประเสริฐกว่าการแสวงหาเลี้ยงชีพโดยอธรรม คือ ดีกว่าร้อยเท่า พันเท่า. มาณพครั้นพรรณนาคุณของบรรพชาอย่างนี้แล้ว จึงออกบวชเป็นฤๅษี แสวงหาภิกษาโดยธรรม ยังสมาบัติทั้งหลายให้เกิดขึ้น ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า มาณพในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ติเตียนลาภในบัดนี้ส่วนอาจารย์คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาลาภครหิกชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๙๗–๓๐๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ลาภครหิกชาตกํ

นานุมฺมตฺโตติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สารีปุตฺตตฺเถรสฺส สทฺธิวิหาริกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เถรสฺส กิร สทฺธิวิหาริโก เถรํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินโน ลาภุปฺปตฺติปฏิปทํ เม ภนฺเต กเถถ กึ กโรนฺโต จีวราทีนํ ลาภี โหตีติ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส เถโร อาวุโส จตูหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ลาภสกฺกาโร อุปฺปชฺชติ อตฺตโน อพฺภนฺตเร หิโรตฺตปฺปํ ภินฺทิตฺวา สามญฺญํ ปหาย อนุมฺมตฺเตเนว อุมฺมตฺเตน วิย ภวิตพฺพํ ปิสุณวาจา วตฺตพฺพา นฏสทิเสน ภวิตพฺพํ วิกิณฺณวาเจน กุตูหเลน ภวิตพฺพนฺติ อิมํ ลาภุปฺปตฺติปฏิปทํ กเถสิ ฯ โส ตํ ปฏิปทํ ครหิตฺวา อุฏฺฐาย ปกฺกนฺโต ฯ เถโร สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ตํ ปวุตฺตึ อาจิกฺขิ ฯ สตฺถา น โส สารีปุตฺต ภิกฺขุ อิทาเนว ลาภํ ครหิ ปุพฺเพปิ ครหิเยวาติ วตฺวา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต โสฬสวสฺสิกกาเลเยว ติณฺณํ เวทานํ อฏฺฐารสนฺนญฺจ สิปฺปานํ ปริโยสานํ ปตฺวา ทิสาปาโมกฺขาจริโย หุตฺวา ปญฺจมาณวกสตานิ สิปฺปํ วาเจสิ ฯ ตเตฺรโก มาณโว สีลาจารสมฺปนฺโน เอกทิวสํ อาจริยํ อุปสงฺกมิตฺวา กเถถ กถํ อิเมสํ สตฺตานํ ลาโภ อุปฺปชฺชตีติ ลาภุปฺปตฺติปฏิปทํ ปุจฺฉิ ฯ อาจริโย ตาต อิเมสํ สตฺตานํ จตูหิ การเณหิ ลาโภ อุปฺปชฺชตีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

นานุมฺมตฺโต นาปิสุโณ นานโฏ นากุตูหโล

มุฬฺเหสุ ลภเต ลาภํ เอสา เต อนุสาสนีติ ฯ

ตตฺถ นานุมฺมตฺโตติ น อนุมฺมตฺโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา อุมฺมตฺตโก นาม อิตฺถีปุริสทารเก ทิสฺวา เตสํ วตฺถาลงฺการาทีนิ วิลุมฺปติ ตโต ตโต มจฺฉมํสปูวาทีนิ พลกฺกาเรน คเหตฺวา ขาทติ เอวเมว โย คิหีภูโต อชฺฌตฺตพหิทฺธาสมุฏฺฐานํ หิโรตฺตปฺปํ ปหาย กุสลากุสลํ อคเณตฺวา นิรยภยํ อภายนฺโต โลภาภิภูโต ปริยาทิณฺณจิตฺโต กาเมสุ ปมตฺโต สนฺธิจฺเฉทาทีนิ สาหสิกกมฺมานิ กโรติ ปพฺพชิโตปิ หิโรตฺตปฺปํ ปหาย กุสลากุสลํ อคเณตฺวา นิรยภยํ อภายนฺโต สตฺถารา ปญฺญตฺตํ สิกฺขาปทํ มทฺทนฺโต โลเภนาภิภูโต ปริยาทิณฺณจิตฺโต จีวราทิมตฺตํ นิสฺสาย อตฺตโน สามญฺญํ วิชหิตฺวา ปมตฺโตว เวชฺชกมฺมทูตกมฺมาทีนิ กโรติ เวฬุทานาทีนิ นิสฺสาย ชีวิตํ กปฺเปสิ อยํ อนุมฺมตฺโตปิ อุมฺมตฺตสทิสตฺตา อุมฺมตฺโต นาม เอวรูปสฺส ขิปฺปํ ลาโภ อุปฺปชฺชติ โย ปน เอวํ อนุมฺมตฺโต ลชฺชี กุกฺกุจฺจโก เอส มุฬฺเหสุ อปณฺฑิเตสุ ปุริเสสุ ลาภํ น ลภติ ตสฺมา ลาภตฺถิเกน อุมฺมตฺตเกน วิย ภวิตพฺพนฺติ ฯ นาปิสุโณติ เอตฺถาปิ โย ปน ปิสุโณ โหติ อสุเกน อิทํ นาม กตนฺติ ราชกุเล เปสุญฺญํ อุปสํหรติ โส อญฺเญสํ ยสํ อจฺฉินฺทิตฺวา อตฺตโน คณฺหติ ราชาโนปิ นํ อยํ อมฺเหสุ สสิเนโหติ อุจฺจฏฺฐาเน ฐเปนฺติ อมจฺจาทโยปิสฺส อยํ โน ราชกุเล ปริภินฺเทยฺยาติ ภเยน ทาตพฺพํ มญฺญนฺติ เอวํ เอตรหิ ปิสุณสฺส ลาโภ อุปฺปชฺชติ โย ปน อปิสุโณ โส น มุฬฺเหสุ ลาภํ ลภตีติ เอวมตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ นานโฏติ ลาภํ อุปฺปาเทนฺเตน นเฏน วิย ภวิตพฺพํ ฯ ยถา นฏา หิโรตฺตปฺปํ ปหาย นจฺจคีตวาทิเตหิ กีฬํ กตฺวา ธนํ สํหรนฺติ เอวเมว ลาภตฺถิเกน หิโรตฺตปฺปํ ภินฺทิตฺวา อิตฺถีปุริสทารกทาริกานํ โสณฺฑสหาเยน วิย หุตฺวา นานปฺปการํ เกฬึ กโรนฺเตน วิจริตพฺพํ โย เอวมนโฏ โส น มุฬฺเหสุ ลาภํ ลภติ ฯ นากุตูหโลติ กุตูหโล นาม วิกิณฺณวาโจ ฯ ราชาโน หิ อมจฺจปริวุตา อมจฺเจ ปุจฺฉนฺติ อสุกฏฺฐาเน กิร มนุสฺโส มาริโต ฆรํ วิลุตฺตํ ปเรสํ ทารา ปธํสิตาติ สุยฺยติ เกสํ นุโข อิทํ กมฺมนฺติ ฯ ตตฺถ เสเสสุ อกถิเตสุเยว โย อุฏฺฐหิตฺวา อสุโก จ อสุโก จ นามาติ วทติ อยํ กุตูหโล นาม ฯ ราชาโน ตสฺส วจเนน เต ปุริเส ปริเยเสตฺวา นิเสเธตฺวา อิมํ นิสฺสาย โน นครํ นิจฺโจรํ ชาตนฺติ ตสฺส มหนฺตํ ยสํ เทนฺติ ฯ เสสาปิ ชนา อยํ โน ราชปุริเสหิ ปุฏฺโฐ สุยุตฺตทุยุตฺตํ กเถยฺยาติ ภเยน ตสฺเสว ธนํ เทนฺติ ฯ เอวํ กุตูหลสฺส ลาโภ อุปฺปชฺชติ ฯ โย ปน อกุตูหโล เอส น มุฬฺเหสุ ลาภํ ลภติ ฯ เอสา เต อนุสาสนีติ ยา เอสา อมฺหากํ สนฺตกา ตุยฺหํ ลาภานุสิฏฺฐีติ ฯ

อนฺเตวาสิโก อาจริยสฺส คาถํ สุตฺวา ลาภํ ครหนฺโต คาถาทฺวยมาห

ธิรตฺถุ ตํ ยสลาภํ ธนลาภญฺจ พฺราหฺมณ

ยา วุตฺติ วินิปาเตน อธมฺมจริยาย วา

อปิ เจ ปตฺตมาทาย อนาคาโร ปริพฺพเช

เอสาว ชีวิกา เสยฺยา ยา จาธมฺเมน เอสนาติ ฯ

ตตฺถ ยา วุตฺตีติ ยา ชีวิกา วุตฺติ ฯ วินิปาเตนาติ อตฺตโน ๑- วินิปาเตน ฯ อธมฺมจริยาย วาติ อธมฺมจริยาย วิสมกิริยาย จ ฯ วธพนฺธนครหาทีหิ อตฺตานํ วินิปาเตตฺวา อธมฺมญฺจ จริตฺวา ยา วุตฺติ ตญฺจ ยสธนลาภญฺจ สพฺพํ ธิรตฺถุ นินฺทามิ ครหามิ น เม เอเตนตฺโถติ อธิปฺปาโย ฯ ปตฺตมาทายาติ ภิกฺขาภาชนํ คเหตฺวา ฯ อนาคาโร ปริพฺพเชติ อเคโห ปพฺพชิโต หุตฺวา จเรยฺย น จ สปฺปุริโส กายทุจฺจริตาทิวเสน อธมฺมจริยํ จเรยฺย ฯ กึการณา ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ อตฺตวินิปาเตน ฯ เอสาว ชีวิกา เสยฺยา ยา จาธมฺเมน เอสนาติ ยา จ เอสา อธมฺเมน ชีวิกปริเยสนา ตโต เอสา ปตฺตหตฺถสฺส ปรกุเลสุ ภิกฺขาจริยาว เสยฺยา สตคุเณน สหสฺสคุเณน สุนฺทรตราติ ทสฺเสติ ฯ

เอวํ มาณโว ปพฺพชฺชาย คุณํ วณฺเณตฺวา นิกฺขมิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ธมฺเมน ภิกฺขํ ปริเยสนฺโต สมาปตฺติโย นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาณโว ลาภครหิกภิกฺขุ อโหสิ อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ

ลาภครหิกชาตกํ สตฺตมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๘๖. สาลุกชาดกชาดกถัดไป๒๘๘. มัจฉทานชาดก