ลาภครหิกชาดก
ว่าด้วยวิธีการหลอกลวง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๖๐ · บรรทัด ๒๔๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นานุมฺมตฺโต ดังนี้. ได้ยินว่า สัทธิวิหาริกของพระเถระ เข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอกปฏิปทาอันจะให้ลาภเกิดแก่กระผม ภิกษุกระทำอะไรจึงจะได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ขอรับ. ลำดับนั้น พระเถระจึงบอกปฏิปทาอันจะให้ลาภเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริกนั้น ดังนี้ว่า ดูก่อนอาวุโส ลาภสักการะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ๑. พึงทำลายหิริโอตตัปปะภายในตนอันละสมณสัญญาเสีย ไม่เป็นบ้าเลย ทำเป็นเหมือนคนบ้า๒. พึงกล่าววาจาส่อเสียด ๓. พึงเป็นเช่นกับนักฟ้อนรำ และ ๔. พึงเป็นคนเอิกเกริกมีวาจาพล่อย ๆ. สัทธิวิหาริกนั้นติเตียนปฏิปทานั้นแล้วจึงลุกขึ้นหลีกไป. พระเถระเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตรภิกษุนั้นติเตียนลาภในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้ติเตียนแล้วเหมือนกัน อันพระเถระทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้วในกาลมีอายุ ๑๖ ปีเท่านั้น ก็เรียนจบไตรเพท และศิลปศาสตร์ ๑๘ประการ ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ คน ในจำนวนมาณพเหล่านั้น มีมาณพคนเพียบพร้อมด้วยศิลาจารวัตรวันหนึ่งเข้าไปหาอาจารย์ แล้วถามปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้เกิดลาภว่าขอท่านจงบอก ลาภเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านี้ได้อย่างไร ๆ อาจารย์กล่าวว่า ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านี้. ด้วยเหตุ๔ ประการ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ไม่ใช่คนบ้าทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนส่อเสียดทำเป็นเหมือนคนส่อเสียด ไม่ใช่นักฟ้อนรำทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนตื่นข่าวทำเป็นเหมือนคนตื่นข่าว ย่อมจะได้ลาภในหมู่คนหลงงมงาย นี้เป็นคำสอนสำหรับท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นำนุมฺมตฺโต ตัดเป็น อนุมฺมตฺโต แปลว่า ไม่ใช่คนบ้า. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ชื่อว่าคนบ้าเห็นเด็กหญิงเด็กชายแล้ว แย่งเอาผ้าและเครื่องประดับเป็นต้นของเด็กเหล่านั้นถือเอาเนื้อ ปลา และขนมเป็นต้นจากที่นั้น ๆ โดยพลการมาเคี้ยวกินฉันใด คนใดเป็นคฤหัสถ์ ละทิ้งหิริโอตตัปปะอันตั้งขึ้นภายในและภายนอก ไม่เอื้อเฟื้อกุศลและอกุศล ไม่กลัวภัยในนรก ถูกความโลภครอบงำ ถูกตัณหาครอบงำจิต มัวเมาในกามทั้งหลาย กระทำกรรมอันสาหัสมีตัดช่องย่องเบาเป็นต้น แม้เป็นบรรพชิตก็ละหิริโอตตัปปะเสีย ไม่เอื้อเฟื้อกุศลและอกุศล ไม่กลัวภัยในนรก ย่ำยีสิกขาบทที่พระศาสดาบัญญัติไว้ ถูกความโลภครอบงำ อันตัณหาครอบงำจิตอาศัยเพียงผ้าจีวรเป็นต้น ละทิ้งความเป็นสมณะของตนเสีย เป็นคนประมาทมัวเมา กระทำเวชชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น อาศัยอเนสนาการแสวงหาอันไม่สมควรมีการให้ไม้ไผ่เป็นต้นเลี้ยงชีวิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลนี้แม้จะไม่เป็นบ้าก็ชื่อว่าเป็นคนบ้า เพราะเป็นเหมือนคนบ้า ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์หรือบรรพชิตเห็นปานนี้โดยพลัน ส่วนบุคคลใด ไม่เป็นคนบ้าอย่างนั้น มีความละอาย มีความรังเกียจ บุคคลนี้ย่อมไม่ได้ลาภในหมู่คนผู้งมงายมิใช่บัณฑิต เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ต้องการลาภ พึงทำเป็นเหมือนคนบ้า. แม้ในบทว่า ไม่เป็นคนส่อเสียด นี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่าส่วนบุคคลใดเป็นคนส่อเสียด นำความส่อเสียดเข้าไปในราชสกุลว่าบุคคลโน้นกระทำกรรมชื่อนี้ บุคคลนั้นแย่งชิงยศของตนอื่นถือเอามาเพื่อตนเอง ฝ่ายพระราชาทั้งหลายก็คิดว่า ผู้นี้มีความเสน่หาในพวกเรา จึงตั้งบุคคลนั้นไว้ในตำแหน่งสูง ๆ ฝ่ายอำมาตย์เป็นต้นย่อมสำคัญสิ่งที่จะพึงให้แก่บุคคลนั้น เพราะกลัวว่า ผู้นี้จะทำพวกเราให้แตกร้าวในราชสกุล ลาภย่อมเกิดแก่คนผู้ส่อเสียดในทันที ด้วยประการอย่างนี้ ส่วนคนใดไม่ส่อเสียด คนนั้นย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนผู้งมงาย. บทว่า นานโฏ ความว่า อันผู้จะทำลาภให้เกิดขึ้น พึงเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ. อธิบายว่า นักฟ้อนรำทั้งหลายละทิ้งหิริโอตตัปปะเสีย กระทำการเล่นด้วยฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคมรวบรวมทรัพย์อยู่ ฉันใด ผู้ต้องการลาภก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องทำลายหิริโอตตัปปะเสีย เป็นเหมือนสหายนักเลงของสตรี บุรุษ เด็กชาย และเด็กหญิงทั้งหลาย เที่ยวแสดงการเล่น มีประการต่าง ๆ ส่วนบุคคลใดไม่เป็นนักฟ้อนรำอย่างนี้ บุคคลนั้นย่อมไม่ได้ลาภในหมู่คนงมงาย. บทว่า นากุตูหโล ความว่า คนผู้มีวาจาพล่อย ๆ ชื่อว่าคนตื่นข่าว. จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เราได้ฟังมาว่า ในที่โน้น คนถูกฆ่า ถูกปล้นเรือน ลูกเมียของคนอื่นถูกข่มขืน นี้เป็นกรรมของพวกไหนนะ ? ในหมู่อำมาตย์เหล่านั้น เมื่ออำมาตย์ที่เหลือไม่ทูลอะไรเลย ผู้ใดลุกขึ้นกราบทูลว่า คนชื่อโน้น ๆ กระทำดังนี้ ผู้นี้ชื่อว่าคนตื่นข่าว. พระราชาทั้งหลาย ก็จะส่งราชบุรุษเหล่านั้นไปสืบสวน ห้ามปรามตามคำของอำมาตย์ผู้นั้น ย่อมประทานยศใหญ่โตให้แก่อำมาตย์ผู้นั้น ด้วยทรงพระดำริว่า เพราะอาศัยผู้นี้ บ้านเมืองของเราจึงปราศจากโจรผู้ร้าย. ฝ่ายชนที่เหลือก็ให้ทรัพย์แก่ผู้นั้นเหมือนกัน เพราะกลัวว่า ผู้นี้ถูกราชบุรุษไต่ถาม จะกล่าวมิดีมิร้ายให้. ลาภย่อมเกิดแก่คนตื่นข่าวด้วยประการอย่างนี้. ส่วนผู้ที่ไม่ตื่นข่าวย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนที่งมงาย. บทว่า เอสา เต อนุสาสี ความว่า นี้เป็นการพร่ำสอนในเรื่องการจะได้ลาภแก่เจ้า จากสำนักของเรา. อันเตวาสิกได้ฟังคาถาของอาจารย์แล้ว เมื่อจะติเตียนลาภ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ข้าแต่ท่านพราหมณ์ น่าติเตียนความประพฤติอันเป็นเหตุให้ได้ลาภและยศ โดยการทำชื่อเสียงให้ตกไปหรือโดยไม่เป็นธรรม. อนึ่ง หากจะถือบาตรออกไปบวชเสีย ความเป็นอยู่นี้แล ประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา วุตฺติ ได้แก่ การประพฤติเลี้ยงชีพอันใด บทว่า วินิปาเตน คือ โดยการทำตนให้เสื่อมเสียไป. บทว่า อธมฺมจริยาย วา ได้แก่ ด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม และด้วยการกระทำอันไม่สม่ำเสมอ. อธิบายว่า ความประพฤติอันใด โดยทำตนให้เสื่อมเสียด้วยการถูกฆ่า ถูกจองจำ และถูกติเตียนเป็นต้นและโดยประพฤติไม่เป็นธรรม ดังเราจะติเตียน คือนินทา ครหาความประพฤตินั้น และการได้ยศและทรัพย์ทั้งปวง เราไม่ต้องการความประพฤติเลี้ยงชีพอันนั้น. บทว่า ปตฺตมาทาย ได้แก่ ถือภาชนะสำหรับเที่ยวภิกขาจาร. บทว่า อนาคาโร ปริพฺพเช ความว่า พึงเป็นบรรพชิตไม่มีเหย้าเรือนเที่ยวไป. และเป็นสัปบุรุษไม่ประพฤติอธรรมด้วยกายทุจริตเป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะความเป็นอยู่แลประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรม. ด้วยบทว่า เอสาว ชีวิกา เสยฺยา ยา จาธมฺเมน เอสนา นี้ ท่านแสดงว่า การที่บรรพชิตมีบาตรในมือเที่ยวภิกขาจารในตระกูลอื่น ๆ เท่านั้น ประเสริฐกว่าการแสวงหาเลี้ยงชีพโดยอธรรม คือ ดีกว่าร้อยเท่า พันเท่า. มาณพครั้นพรรณนาคุณของบรรพชาอย่างนี้แล้ว จึงออกบวชเป็นฤๅษี แสวงหาภิกษาโดยธรรม ยังสมาบัติทั้งหลายให้เกิดขึ้น ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า มาณพในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ติเตียนลาภในบัดนี้ส่วนอาจารย์คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาลาภครหิกชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๙๗–๓๐๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
lābhagarahikajātakaṃ
nānummattoti idaṃ satthā jetavane viharanto sārīputtattherassa saddhivihārikaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.
Therassa kira saddhivihāriko theraṃ upasaṅkamitvā vanditvā ekamantaṃ nisinano lābhuppattipaṭipadaṃ me bhante kathetha kiṃ karonto cīvarādīnaṃ lābhī hotīti pucchi. Athassa thero āvuso catūhaṅgehi samannāgatassa lābhasakkāro uppajjati attano abbhantare hirottappaṃ bhinditvā sāmaññaṃ pahāya anummatteneva ummattena viya bhavitabbaṃ pisuṇavācā vattabbā naṭasadisena bhavitabbaṃ vikiṇṇavācena kutūhalena bhavitabbanti imaṃ lābhuppattipaṭipadaṃ kathesi. So taṃ paṭipadaṃ garahitvā uṭṭhāya pakkanto. Thero satthāraṃ upasaṅkamitvā Vanditvā taṃ pavuttiṃ ācikkhi. Satthā na so sārīputta bhikkhu idāneva lābhaṃ garahi pubbepi garahiyevāti vatvā therena yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto soḷasavassikakāleyeva tiṇṇaṃ vedānaṃ aṭṭhārasannañca sippānaṃ pariyosānaṃ patvā disāpāmokkhācariyo hutvā pañcamāṇavakasatāni sippaṃ vācesi. Tatreko māṇavo sīlācārasampanno ekadivasaṃ ācariyaṃ upasaṅkamitvā kathetha kathaṃ imesaṃ sattānaṃ lābho uppajjatīti lābhuppattipaṭipadaṃ pucchi. Ācariyo tāta imesaṃ sattānaṃ catūhi kāraṇehi lābho uppajjatīti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
nānummatto nāpisuṇo nānaṭo nākutūhalo
muḷhesu labhate lābhaṃ esā te anusāsanīti.
Tattha nānummattoti na anummatto. Idaṃ vuttaṃ hoti yathā ummattako nāma itthīpurisadārake disvā tesaṃ vatthālaṅkārādīni vilumpati tato tato macchamaṃsapūvādīni balakkārena gahetvā khādati evameva yo gihībhūto ajjhattabahiddhāsamuṭṭhānaṃ hirottappaṃ pahāya kusalākusalaṃ agaṇetvā nirayabhayaṃ abhāyanto lobhābhibhūto pariyādiṇṇacitto kāmesu pamatto sandhicchedādīni sāhasikakammāni karoti pabbajitopi hirottappaṃ pahāya kusalākusalaṃ agaṇetvā nirayabhayaṃ abhāyanto satthārā paññattaṃ sikkhāpadaṃ maddanto Lobhenābhibhūto pariyādiṇṇacitto cīvarādimattaṃ nissāya attano sāmaññaṃ vijahitvā pamattova vejjakammadūtakammādīni karoti veḷudānādīni nissāya jīvitaṃ kappesi ayaṃ anummattopi ummattasadisattā ummatto nāma evarūpassa khippaṃ lābho uppajjati yo pana evaṃ anummatto lajjī kukkuccako esa muḷhesu apaṇḍitesu purisesu lābhaṃ na labhati tasmā lābhatthikena ummattakena viya bhavitabbanti. Nāpisuṇoti etthāpi yo pana pisuṇo hoti asukena idaṃ nāma katanti rājakule pesuññaṃ upasaṃharati so aññesaṃ yasaṃ acchinditvā attano gaṇhati rājānopi naṃ ayaṃ amhesu sasinehoti uccaṭṭhāne ṭhapenti amaccādayopissa ayaṃ no rājakule paribhindeyyāti bhayena dātabbaṃ maññanti evaṃ etarahi pisuṇassa lābho uppajjati yo pana apisuṇo so na muḷhesu lābhaṃ labhatīti evamattho veditabbo. Nānaṭoti lābhaṃ uppādentena naṭena viya bhavitabbaṃ. Yathā naṭā hirottappaṃ pahāya naccagītavāditehi kīḷaṃ katvā dhanaṃ saṃharanti evameva lābhatthikena hirottappaṃ bhinditvā itthīpurisadārakadārikānaṃ soṇḍasahāyena viya hutvā nānappakāraṃ keḷiṃ karontena vicaritabbaṃ yo evamanaṭo so na muḷhesu lābhaṃ labhati. Nākutūhaloti kutūhalo nāma vikiṇṇavāco. Rājāno hi amaccaparivutā amacce pucchanti asukaṭṭhāne kira manusso mārito gharaṃ viluttaṃ paresaṃ dārā padhaṃsitāti suyyati kesaṃ nukho idaṃ kammanti. Tattha sesesu akathitesuyeva yo Uṭṭhahitvā asuko ca asuko ca nāmāti vadati ayaṃ kutūhalo nāma. Rājāno tassa vacanena te purise pariyesetvā nisedhetvā imaṃ nissāya no nagaraṃ niccoraṃ jātanti tassa mahantaṃ yasaṃ denti. Sesāpi janā ayaṃ no rājapurisehi puṭṭho suyuttaduyuttaṃ katheyyāti bhayena tasseva dhanaṃ denti. Evaṃ kutūhalassa lābho uppajjati. Yo pana akutūhalo esa na muḷhesu lābhaṃ labhati. Esā te anusāsanīti yā esā amhākaṃ santakā tuyhaṃ lābhānusiṭṭhīti.
Antevāsiko ācariyassa gāthaṃ sutvā lābhaṃ garahanto gāthādvayamāha
dhiratthu taṃ yasalābhaṃ dhanalābhañca brāhmaṇa
yā vutti vinipātena adhammacariyāya vā
api ce pattamādāya anāgāro paribbaje
esāva jīvikā seyyā yā cādhammena esanāti.
Tattha yā vuttīti yā jīvikā vutti. Vinipātenāti attano 1- vinipātena. Adhammacariyāya vāti adhammacariyāya visamakiriyāya ca. Vadhabandhanagarahādīhi attānaṃ vinipātetvā adhammañca caritvā yā vutti tañca yasadhanalābhañca sabbaṃ dhiratthu nindāmi garahāmi na me etenatthoti adhippāyo. Pattamādāyāti bhikkhābhājanaṃ gahetvā. Anāgāro paribbajeti ageho pabbajito hutvā careyya na ca sappuriso kāyaduccaritādivasena adhammacariyaṃ careyya. Kiṃkāraṇā.
@Footnote: 1 attavinipātena. Esāva jīvikā seyyā yā cādhammena esanāti yā ca esā adhammena jīvikapariyesanā tato esā pattahatthassa parakulesu bhikkhācariyāva seyyā sataguṇena sahassaguṇena sundaratarāti dasseti.
Evaṃ māṇavo pabbajjāya guṇaṃ vaṇṇetvā nikkhamitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā dhammena bhikkhaṃ pariyesanto samāpattiyo nibbattetvā brahmalokaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā māṇavo lābhagarahikabhikkhu ahosi ācariyo pana ahamevāti.
Lābhagarahikajātakaṃ sattamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗